Old Board
พฤศจิกายน 21, 2017, 02:19:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: นานาสาระ เขต 8 เชียงราย(ดอยยาว-ผาหม่น ภูชายแดน)  (อ่าน 23349 ครั้ง)
chanayus
Newbie
*
กระทู้: 2


สวัสดีครับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 10:36:42 AM »

เรื่องดี คนดีวันนี้
เขต 8 รวมพลังจะทำหนังสือประวัติเขต อย่างละเอียด
นอกจากหนังสือรวมความเป็นมาเขต 8 (ดอยยาว-ผาจิ)ที่ส.ไฟ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการอยู่อย่างใกล้ ๆ จะแล้วเสร็จนั้น
ล่าสุดพลพรรคเขต 8 รวม 30 ชีวิตได้ประชุมกันอย่างอุ่นอิ่ม ที่สำนักของส.ตะวัน(85)
ได้ข้อตกลงว่าจะดำเนินการทำหนังสือประวัติเขต 8 อีกเวอร์ชั่นหนึ่ง
งานนี้มี ส.เล่าเต็ง มาเป็นสักขีพยาน  มีส.สิน,ส.ไพรวัลย์, ส.ธรรม, ส.รื่น, ส.จันทา, ส.หลิว และอีกหลาย ๆ ท่านมารวมกัน
ความคืบหน้านั้น ส.สินและส.หลิวที่ได้รับฉันทานุมัติเป็นเลขาฯการดำเนินงานคงจะจัดแจ้งอย่างเป็นทางการ

แต่เนื่องจากเห็นว่าเป็น เรื่องดี ข่าวดี เลยมาบอกกันก่อน และกันเบี้ยว (ฮา)
Chanayus
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 31, 2006, 03:24:03 PM โดย chanayus » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 11:09:34 AM »

อ้าว! จะมีให้อ่าน 2 เวอร์ชั่นหรือ  ดี ๆ ๆ ๆ

ว่าไปแล้วนะ ก็ถึงเวลาที่คนเขต 8 จะเขียนหนังสือให้เขตงานตนเอง ไหน ๆ วันเวลาปัจจุบัน หลายต่อหลายท่านก็มีอาชีพเกี่ยวกับหนังสืออยู่แล้ว อาทิ ส.นิด (ทำหนังสือเกี่ยวกับแม่ ๆ ลูก ๆ เด็ก ๆ) จนมั่งมี, ส.รื่น (ทำหนังสือพิมพ์รายวันที่ก้าวหน้า แถมก้าวร้าวบางครั้ง และมีเนื้อหาสาระ พร้อมเนื้อหนังมังสา) ส.จันทา (มีผลงานรับประกันคือ จากดอยยาวสู่ผาจิ),ส.สิน (นี่มีผลงานรวมเล่มล่าสุด 2 เล่มเชียวละ)
นอกจากนี้เขต 8 ยังมีผลงานทางวัฒนธรรมที่ไม่ควรปล่อยให้ละลายหายไปกับกาลเวลานะ  แม้จะไม่ได้มีศิลปินอาชีพ มั่งมีอยู่ในปัจจุบันก็ตาม
แต่ว่า ข้อมูลที่รวบรวมระหว่างเล่มของส.ไฟ กับเล่มใหม่นี่ มาสามัคคีเรื่องข้อมูลกัน ส่วนการนำเสนอนั้นแล้วแต่ น่าจะเป็นการดียิ่ง

และถ้าทัน 30 ปี 6 ตุลาคม 2519 ก็เป็นเรื่องน่ายินดีเพิ่มขึ้น
อย่างน้อยจะช่วยกระตุ้นให้หลายคนที่มีปัญญาแก่กล้า ได้ขบคิดและนำเสนอทางเลือกทางออกแก่สังคมโดยรวม

เพราะสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองเวลานี้  วุ่น ยุ่ง ไปหมด ทุนเก่า  อำนาจเก่า ทุนใหม่ อำนาจใหม่  เทคนิคเก่า(แบบขวา) เทคนิคเก่า(แบบซ้าย) เทคนิคเก่า(แบบอนาล็อค) เทคนิคใหม่(แบบดิจิตอล)  

แต่ถ้ามีเลือดไหล ไอ้ที่สีแดง ๆ ส่วนใหญ่มันเลือดประชาชน จะเป็นรากหญ้า หรือไพร่ฟ้าหน้าใส ก็เสียเลือดเขียนประวัติศาสตร์ให้ "ผู้อื่น"  "อำนาจอื่น"  ส่วนอำนาจประชาชนยังไม่ได้สถาปนา

คนเขต 8 ที่อยู่กับ ไทยรักไทย
คนเขต 8 ที่อยู่ฝ่ายพันธมิตร
ช่วยขบและคิดมาก ๆ น้อยหน่อย

เอาละเรื่องทำหนังสือเขต 8 จะร่วมด้วยช่วยกันคนหนึ่ง อาจจะขอส่งบทความหรือข้อเขียนผ่านทางเว็บนี้ เว็บอื่น หรืออีเมล์ผู้ดำเนินการ ก็แล้วแต่การจัดการของคณะจัดทำ

ยงย้อ
(WaterStell) มีคนเดียวเท่านั้นแหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 24, 2006, 09:24:39 AM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 01:34:10 PM »

เขต 8 เชียงราย หรือดอยยาว-ผาหม่นหรือดอยยาวภูชายแดน (ไม่ใช่ดอยยาว-ผาจิครับ)
ถ้าบ่งชี้ด้วยบอกภูมิศาสตร์ปัจจุบัน จะอยู่บนเทือกเขาดังกล่าวในพื้นที่แดนต่อแดนของจังหวัดลำปางดังนี้
ทิศใต้ อ.เทิง
ทิศเหนืออ.เชียงของ และอ.เวียงแก่น
ทิศตะวันตกอ.ขุนตาล
และทิศตะวันออกสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ถ้าใช้ถนนเส้นสำคัญคือถนนหมายเลข 1155  อยู่ด้านตะวันตกทางดอยยาว และถนนหมายเลข 1093 อยู่ด้านตะวันออก ภูชายแดน

พื้นที่เขตอิทธิพลใกล้ชิดติดเขตแดนของเขต 8 ประมาณ 400 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่แกนในเขต 8 ประมาณ 200  ตารางกิโลเมตร

ดอยสำคัญที่ใช้เป็นจุดจดจำทางทิศใต้ คือดอยผามน ทางทิศเหนือคือดอยผาหม่น ทางทิศตะวันตกคือดอยยาว ทิศตะวันออก ภูชี้ฟ้า (ประมาณ N 19.91000,E100.512185 ถ้าใช้ Google Earth  จะได้แถว ๆ พิกัดนี้ที่ภูชี้ฟ้า กะ ๆ เอาจากเว็บยังไม่ได้ไปใช้GPS ณ ภูชี้ฟ้า --ใครมีแผนที่ทหารก็ใช้ได้)
(ที่ google.co.th ถ้าค้นเรื่องราวเขต 8 พิมพ์คำว่า “ดอยยาว” ลงไปจะได้ข้อมูลมากพอสมควร ทั้งฝ่ายนักศึกษา, ฝ่ายทหาร และอื่น ๆ จากนั้นใช้คำอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้อีกเยอะ)

เท่านี้ก่อนนะ


น้ำเหล็ก
12/07/49
บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 01:49:07 PM »

แถมอีกนิดสำหรับวันนี้

ตัวอย่าง “ดอยยาว” จาก google.co.th


www.thaioctober.com/yabbse/index. php?board=44;action=display;threadid=2142 - 113k

www.bbznet.com/scripts2/view.php?do=form_ edit_topic&board=1&id=25&user=2549me - 107k -
Northern students

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เขตฐานที่มั่น ดอยยาว - ผาหม่น หรือ เขต 8 เชียงราย ได้มีโอกาสต้อนรับนักศึกษาชาวนา ที่ถูกอำนาจรัฐขาวปราบปราม คุกคาม เข่นฆ่า ...
2519me.com/NTOctober/NTOctober/NTOcontent/ NTOfiles/northernmemostudentpolitichistories1b.htm - 54k -
[PDF] แผนที่ทรัพยากรแร
ชนิดของไฟล์: PDF/Adobe Acrobat - แสดงเป็นแบบ HTML
ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก. เขาตีนตก ...
www.dmr.go.th/knowledge/map/250000/NE47-15.pdf -

 [PDF] แผนที่ทรัพยากรแร
ชนิดของไฟล์: PDF/Adobe Acrobat - แสดงเป็นแบบ HTML
ดอยสันวังยา. ดอยสันวังยา. ดอยสันวังยา. ดอยสันวังยา. ดอยสันวังยา. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยยาว. ดอยผาแล. ดอยผาแล ...
www.dmr.go.th/knowledge/map/250000/NE47-03.pdf -
จุดประกาย เสาร์สวัสดี
ดอกผลตัวน้อยๆ ของอดีตสหายปฏิวัติชาวม้ง ในเขตงาน 8 ดอยยาว-ภูผาหม่น ผลัดกันขึ้นเวทีแสดงชุดแล้วชุดเล่า ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับอย่างชาวเขาเผ่าม้ง ...
www.bangkokbiznews.com/jud/sat/ 20060502/news.php?news=column_20599481.html - 16k -

kongpon93
และเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่ดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหม่น ตามเส้นทางถนนเทิง - เชียงของ (กองพันทหารปืนใหญ่ ของผมสนับสนุนการรบในพื้นที่อำเภอเทิง - เชียงของ ...
www1.mod.go.th/heritage/nation/tour/kongpon93.htm - 24k -

 สำนักงาน ททท. ภาคเหนือ เขต 2 =-
สำหรับพื้นที่ ดอยยาว-ดอยผาหม่น เป็นพื้นที่ควบคุมของเขตงาน 8 ในเขต อ.เทิง และ อ.เชียงของ จ.เชียงราย รวมพื้นที่ องเวียงแก่น และ อ. ...
www2.tat.or.th/tat_branch/ web/branch_travel.php?SC=22&BR=2 - 54k -

Northern students
ต้น อดีตผู้อำนวยการ โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา 19 เขต 8 ดอยยาว ผาหม่น และ อดีตหัวหน้าผู้บุกเบิกหน่วยศิลปินภาคเหนือ ผู้แต่งเพลง "ฝั่งแม่น้ำน่าน" ก็ไปแล้ว ...
2519me.com/NTOctober/NTOctober/ NTOcontent/NTOfiles/editorconfab.htm - 69k -

ผาตั้ง
ให้ไปตั้งถิ่นฐานในดอยผาหม่น ดอยยาว ดอยหลวง ในเขตอิทธิพลของ ผกค.คราวนี้รบกันแหลก ติดอาวุธให้ ทจช. และ ทจช. ต่อสู้จนได้ชัยชนะ จึงปลดอาวุธจัดที่ทำกินให้ ...
61.19.220.3/heritage/nation/tour/patang.htm - 19k -


ไปก่อนนะ (กู๋มู่ละมะ)
WaterStell
12/07/49 13.50 น.








บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2006, 03:33:30 PM »

เขต 8 ภาพร่างในความทรงจำ

เขต 8 ภาพร่าง  (ก่อนขึงผ้าใบเข้ากรอบ  ชักชวนมวลมิตรสหาย สำแดงสีสัน-ทีแปรง ช่วยกันแต่งแต้มวาดภาพครั้งยุคสมัยปฏิวัติ)  …..
ไร่นาเขียวขจี  ธงแดงโบกพลิ้วโต้ลมงามตา  เวลาเสียคิดก็ร้องว่า
หญ้าคาเขียวขจี  ……………………..

เขต 8 มีเรื่องราวมัน ๆ  สนุกสนานเยอะแยะ อาทิ
มีโรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา เปิดสอนรุ่นเดียว
 
โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา มีส.ต้น เป็นผู้อำนวยโรงเรียน (ส.ต้นถึงแก่กรรมแล้ว)
นักเรียนการเมืองการทหารรุ่นนี้  จุ๊ ๆ  อย่าเอ็ดไป ล้วนแต่หัวกะทิปฏิวัติทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวรบงานชาวนา, งานนักศึกษา, งานวัฒนธรรม, งานการทหาร, งานการแพทย์และสาธารณสุข, งานอำนาจรัฐ  หากรวมบรรดาหัวกะทิปฏิวัติรุ่นโรงเรียน 6 ตุลา ของเขต 8 ได้ เขียนหนังสือให้เขต เป็นเรื่องขี้ผงสำหรับ ท่านเหล่านี้ครับ มิหนำซ้ำจะได้อะไรเพิ่มอีกมาก เชื่อผมเต๊อะ

เขต 8 มีกองทหารหลัก รหัส 85  มีบทบาทสำคัญในการรักษาอาณาเขตฐานที่มั่นและตรึงกำลังอาวุธฝ่ายรัฐบาล(สมัยนั้น) รวม ๆ กันหลายกองพล คือที่ ค่ายปางค่า, ผาแล รวมทั้งกองกำลังทหาร เครื่องบิน รถรบนานาชนิดที่ใช้ล้อมปราบ ทำให้รัฐบาล(สมัยนั้น)สิ้นเปลืองงบประมาณหลายต่อ (เพราะคอร์รัปชั่นกันเองด้วย) ในการปรามคอมนิวนิสต์ต้องมีคอมมิชชั่นและคอร์รัปชั่น

เรื่องของเขต 8 จะขาดเรื่องกองทหาร 85 ที่แสนจะดุเดือดมีชีวิต ชีวา ทั้งรบ ทั้งรัก ทั้งสุข ทั้งเศร้า  (ฉากรบสร้างภาพยนตร์ แรมโบ้ก็สู้ไม่ได้ อาทิ วนรอบไม้ใหญ่ยิงสู้เครื่องบิน หรือขนลูกระเบิด 500 ปอนด์ไปวางเป็นทุ่นทำลายศัตรู  เรื่องแบบนี้ต้องให้ ตัวจริง สหายที่อยู่ในกอง 85 เขาเล่า)

เรื่องรักของเขต 8 โฟกัสที่กอง 85 ก่อน มีทั้งของสหายชนชาติม้ง  ที่รักกันหนา…… สหายที่ราบ โฮ้ย สนุกสนาน  แค่นึกถึงว่าจะได้อ่านได้รู้ก็ มันส์ พะยะค่ะ  ใครอยากอ่านไว ๆ กระตุ้นไปที่ ส.ธรรม, ส.ตะวัน(เจ้าสำนักจักรเพร็ช), ส.รื่น, ส.นำชัย, ส.ก้อง  เป็นต้น)

ถัดจาก 85 ควรจะเป็น 65 สำนักต้อนรับ  หน่วยงานนี้ ฉ๋านยกตัวอย่างไม่ได้นะ (ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวของเขาเลย) รู้แต่ว่ามีเรื่องมัน ๆ เยอะ เพราะต้องต้อนรับ นักรบ สหาย และมวลชนที่จะมาเข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร  ส.นิด (อย่ามัวแต่หาเงินใช้หนี้สร้างตึกใหม่อยู่  ช่วยเจาะแบ่งเวลามาเขียนให้คนรุ่นหลังอ่านบ้าง  ไหน ๆ ก็ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตอยู่แล้วนี่)  

ต่อไปก็ หน่วยพิเศษ ระหัสอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ (มัวแต่ฟังเพลง… แหะ ๆ) ที่เป็นแหล่งพำนักของสหายนำ และ  มีเครื่องดักฟังวิทยุ  ก็สัมภาษณ์ส.เล่าเต็งคงได้ใจความสำคัญ ส่วนเกร็ด ๆ เห็นมีแสดงบนเว็บบางประปราย

จากนั้นน่าจะเป็นหน่วยที่ทำงานอำนาจรัฐ,  โรงหมอ, โรงเรียนอนุชนในฐานที่มั่น, พลาธิการ, โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา (ที่ส.สรรค์เป็นผู้อำนวยการ ส.สุแสงเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายการเมือง และมีส.เล่าเม็งเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายทหาร)

ยังมีงานเมล์  ส.เหมย อีกคนหนึ่งที่พอช่วยรวบรวมเรียบเรียงได้นะ
ลำดับแบบนี้ คือ  แยกแยะแบบโครงสร้างอำนาจรัฐในฐานที่มั่น  ที่อิงกับพรรค, กองทัพ และประชาชน  
ฝ่ายงานพรรค
ฝ่ายทหาร
ฝ่ายงานมวลชนในและนอกฐานที่มั่น
ฝ่ายงานศิลปวัฒนธรรม
ฝ่ายขายเขตงานใหม่
ส่วนลำดับตามกาลเวลา อาจจะนะ มี 4 ช่วงใหญ่ ๆ คือ
1.ก่อนแตกเสียงปืนตั้งอำนาจรัฐ  ส.ไฟมีเอกสารเยอะแล้วมั้ง
2.ช่วงก่อตั้งอำนาจรัฐ
3.ช่วงเป็นหลังพิงของนักศึกษา และบทบาท ฐานที่มั่นที่เป็นทางผ่านสำคัญของ ทรัพยากรปฏิวัติทั้งหลายแหล่ คน เงิน ปืน อาหาร  ฯลฯ
4. ช่วงสลายอำนาจรัฐ แดงอย่างสันติ?
แบบนี้เล่ากันเอามันนะคร้าบ….  ส่วนงานวิชาการ ชำระประวัติศาสตร์อะไรนั่น  ต้องเป็นมติของทีมงานครับ  คนละส่วนกับน้ำจิ้มตรงนี้
ว่าแต่ว่า มีน้ำจิ้มแล้ว ช่วยกันหาอะไรมาจิ้มด้วยละ  โดยเฉพาะ ส.ๆ  ย.ๆๆ ทั้งหลาย ผู้น้อยเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงานธรรมดาเท่านั้น ย่อมไม่รู้อะไรลึกซึ้ง นะจะบอกไว้ก่อน

แถมท้ายด้วยภาษาม้ง นะ    
                ฉากนี้บนดอยสูงงงง....  ระหว่างเดินเป๊อะเต้าตือ (ฝักเขียวขนาดยักษ์) กลับค่ายตอนบ่ายแดดแรงร้าย   เรื่องเริ่มขึ้น ณ จุดพักค่อนทาง

                “ก้อขือจิขือ”  (คุณเหนื่อยไหมครับ)      สหายหนุ่มนักศึกษาจากที่ราบสบตาใส ๆ ของสหายชนชาติม้งที่แก้มผ่องแดงเรื่อโดยธรรมชาติ

               “จิขื่อ”  (ไม่เหนื่อยค่ะ)      สหายหญิงชนชาติม้งตอบตรง (จะเหนื่อยได้อย่างไร? เดินภูมาตั้งแต่เกิดแล้ว เธอยิ้มเมื่อเห็นสหายนักศึกษายังหอบอยู่และเขารีบเปิดบิด้งเพื่อดื่มน้ำ)

                 “ด่าเด้” (ม้งขาว) “ดร่าเดร้” (ม้งดำ)    ดื่มน้ำไหมครับ (สหายนักศึกษาแสดงน้ำใจสีแดงต่อกัน ทั้ง ๆ ที่กระหายน้ำเต็มแก่)

                 “กู๋จิด่า”   ไม่ดื่มค่ะ         หล่อนตอบ และคิดในใจว่า ยิ่งดื่มน้ำก็ยิ่งเหนื่อยนะซิ แล้วอย่าพักนานอีกละ ยิ่งพักนานยิ่งหมดแรง

                  สหายนักศึกษาจะพูดต่อ เพื่อฝึกภาษาม้ง แต่พลันมีเสียงอื่อ ๆ แว่วมา……………

………………………………. อ่านตอนต่อไปครั้งหน้า

หมายเหตุ สหายที่ราบซึ่งชำนาญภาษาม้ง มีส.นิด (นี่ไฮ่กือเซี่ยะได้), ส.หล้า, ส.หลิว, (ครูอนุชนฐานที่มั่น)  เป็นต้น

Water Stell
12/07/49
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 20, 2006, 09:17:11 AM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 13, 2006, 11:22:10 AM »

อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น

           ก่อนจะมาเป็นอำนาจรัฐสีแดง บทบาทภาระหน้าที่และอื่น ๆ ที่เป็นหลักการ ไว้เขียนที่หลัง  ขอเขียนในเรื่องที่ต้องนึก ต้องเคาะจากความทรงจำก่อน

1. การเลือกตั้งกรรมการหมู่บ้าน
           ฐานที่มั่นเขต 8  ดอยยาว-ผาหม่นเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่แสดงถึงรูปแบบการปกครองของอำนาจรัฐสีแดง แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แข็งแรง เปรียบเสมือนลูกไก่ตัวน้อย  แต่ทว่ามีเครื่องในครบถ้วนเหมือนแม่ไก่ตัวใหญ่ (สำนวนส.สรรค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา เขต เจ๋ง

             มองภาพกว้าง ๆ ทางภูมิศาสตร์ของเขต 8 ก่อนดังนี้  หันหน้าสู่ภูชายแดน  ด้านขวามือสุด เป็นที่ตั้งหมู่บ้านม้งดำ หมู่บ้านนี้อยู่ไม่ห่างค่ายทหารของฝ่ายรัฐบาล โดยมีหน่วยนาของส.น้าพันธ์  ซึ่งอยู่ค่อนข้างริมเขตชายฐานที่มั่นตั้งอยู่ด้านนอก  ม้งดำเขต 8 มีหมู่บ้านเดียว

            เดินตามภูชายแดนขึ้นมาทางภูเชี่ยงเมี่ยง  จะมีทางแยกเข้าหมู่บ้านภู่กระโหร่ง เป็นหมู่บ้านที่ 2  หมู่บ้านที่ 3 คือ ภูเชี่ยงเมี่ยง  หมู่บ้านที่ 4,5 และ6  คือ ห้วยคึ, ห้วยหาญ และห้วยเหี้ย (เพราะมีไม้ไผ่เหี้ยเยอะ, บางคนก็ออกเสียงว่าเหี้ยะ)

             รวมฝั่งภูชายแดนมี 6 หมู่บ้าน

              มองไปยังฝั่งดอยยาว มีหมู่บ้านธงสู้อยู่ด้านซ้ายมือ เยืองกับหมู่บ้านม้งดำ มีหมู่บ้าน ธงรบอยู่ขวามือ รวมเป็น 2 หมู่บ้าน

              ส่วนตรงกลางระหว่างดอยยาวกับภูชายแดนมีอีก 1 หมู่บ้าน

              เบ็ดเสร็จเป็น 9 หมู่บ้าน (อันนี้เคาะ ๆ จากหัวสมองและหัวแม่เท้าที่ระหว่างปฏิบัติงานเป็นฝ่ายงานอำนาจรัฐ มีโอกาสเดินทางและนอนบ้านประชาชน ประชุมร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน ประชุมร่วมกับประชาชนหลายต่อหลายครั้งเกือบครบทุกหมู่บ้าน (ยกเว้นธงรบที่อยู่ใกล้สำนักงาน 65), หากใครมีข้อมูลที่ถูกต้องช่วยแจ้งไขเพิ่มเติมด้วย จะขอบพระคุณยิ่ง, สหายร่วมงานอำนาจรัฐยังมี ส.หมอโรจน์ หมอฟันเขต 7 คนนั้นแหละ, ส.ประโยชน์ ชนชาติม้ง,)
ประชากรฐานที่มั่นตอนนั้นประมาณ 2,000 คน

               ในหมู่บ้านทั้ง 9 แห่งนี้จะมีทั้งสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ส.) และสมาชิกสันนิบาตเยาวชนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ย.) อาศัยร่วมกับประชาชนในฐานที่มั่น แกนประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นอดีตทหารเก่าที่ลาออกจากกองทหารหลักและยังเป็นทหารบ้าน  

                ส. และ ย. เหล่านี้มักจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น หัวหน้าหมู่บ้าน และกรรมการหมู่บ้านเนื่องจากแสดงความเอาการเอางานและเป็นผู้นำทางความคิด ผู้นำทางการทำงานมาก่อน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะมีการประชุมประชาชน คล้าย ๆ กับจะเรียกว่าสมัชชาประชาชนประจำหมู่บ้านก็ได้ มีการเลือกตั้งหัวหน้าหมู่บ้าน  กรรมการหมู่บ้านและหัวหน้าหมู่บ้านที่มิใช่ ส.และย.ก็มีเช่นกัน แต่จะเป็นประชาชนหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงาน ซึ่งย่อมเป็นเป้าหมายในการทำงานบ่มเพาะสร้างแกนนำปฏิวัติของระบบงานพรรค-การสร้างพรรคนั่นเอง

               แต่ละหมู่บ้านจะมีหัวหน้าหมู่บ้านและกรรมการหมู่บ้านรวมกันหมู่บ้านละ 5 คน 9 หมู่บ้าน 45 คน ซึ่งจะมาเลือกตั้งประธานฝ่ายอำนาจรัฐกันอีกต่อหนึ่ง (ครั้งที่ปฏิบัติงานอำนาจรัฐมี ธรรมนูญอำนาจรัฐประชาชน ฐานที่มั่นเขต 8 อยู่ ประจำตัวเป็นคู่มือ  เอกสารชิ้นนี้เหมือนชิ้นอื่นๆ  ที่ทิ้งไว้บนดอย จะลองแคะ ๆ ดูตามซอกกลีบของสมองว่ามีหลักการสำคัญอะไรบ้าง; ไม่รู้ว่าส.ไฟ จะได้เอกสารชิ้นนี้มาไว้อยู่ในมือหรือไม่)


ต่อไปตอนที่ 2. ฝ่ายงานต่าง ๆ ของกรรมการหมู่บ้าน


เรื่องแถม (ต่อจากตอนที่แล้ว)
               สหายนักศึกษาจะพูดต่อ เพื่อฝึกภาษาม้ง แต่พลันมีเสียงอื่อ ๆ แว่วมา……………

              “เครื่องบิน!!!”         
               นึกคำม้งไม่ทัน  เขาผุดยืนขึ้นยืดคอมองผ่านไหล่เขาไปยังฟ้ากว้าง เสียงอื่อ ๆๆ  ดังชัดยิ่งขึ้น

                “อะจี?”  (อะไรเหรอคะ?)      หล่อนถาม แววตาฉงน
                “เครื่องบินมาใช่ไหม”      เขาถาม  สอดส่ายสายตาไปทั่วฟ้า
                 “จิมั่ว”  (ไม่มีหรอก)         สหายหญิงชนชาติม้งตอบ ก่อนขยับเป๊อะ เตรียมเดินทางต่อ
                  “แล้วเสียงอะไร?”         สหายนักศึกษายังไม่หายสงสัย แม้ระงับความตื่นเต้นไว้ได้แล้ว

                   แทนคำตอบ สหายหญิงชนชาติม้งชี้นิ้วไปที่แมลงป่าขนาดเขื่องตัวหนึ่งที่เพิ่งบินมาวนเวียนใกล้ดอกไม้ป่าข้างทาง
                                                   (จบตอน)

                     เดินลงดอยพอเมื่อยเข่า ใกล้ถึงทางเข้าสำนัก ส.นักศึกษา บอกส.ชนชาติม้งเบา ๆ

                    “ก้อจิไห่…เอ่อ สหายไม่ต้องไปเล่าให้ใครฟังนะ”     ท่าทางยังเก้อ ๆ เขิน ๆ
                  “ไห่อะจี”  (พูดเรื่องอะไรหรือค่ะ)         
                   “เรื่องเสียงเครื่องบินนั่นไงครับ”
                   “กู๋ไม่เล่าให้ใครฟังหรอก   เรื่องนี้เล็กน้อยมาก”   
                    “มีที่แย่กว่านี้เหรอ”               ส.นักศึกษารีบถาม
                   
                    “โอ๊ย!  เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเชียวล่ะ  ทั้งกองร้อยไม่ได้นอนกันตลอดคืน…”
                                      (ตอนต่อไปครั้งหน้า…..)  

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2006, 02:41:50 PM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2006, 04:39:46 PM »

(อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น..ต่อ)

2. ฝ่ายงานต่าง ๆ ของกรรมการหมู่บ้าน

              เท่าที่จำได้  เอาเป็นเรื่องภาระหน้าที่แล้วกัน ส่วนการเรียกขานนั้น จะเป็นฝ่ายอะไรใช้คำเฉพาะอย่างไรนั้น ไม่แน่ใจเลย เนื่องจากยังนึกไม่ออก  (น่าจะมีในธรรมนูญ)

               ฝ่ายงานต่าง ๆ ของกรรมการหมู่บ้านที่สำคัญ ๆ มีดังนี้

              หัวหน้ากรรมการหมู่บ้าน แน่นอนว่า ดูแลรับผิดชอบงานทั้งหมด เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับสภาตำบลของอำนาจรัฐ  

              กรรมการฝ่ายทหารบ้าน  มีหน้าที่เป็นหัวหน้าทหารบ้าน ทุกหมู่บ้านต้องมีทหารบ้าน ส่วนใหญ่จะติดอาวุธปืนเซกาเซ  บางคนใช้คาร์ไบน์ มีหน้าที่สนับสนุนการรบของกองทหารหลักเวลาต้านการล้อมปราบ หรือร่วมการโจมตีกองทหารรัฐบาล  เพราะทหารบ้านจะชำนาญพื้นที่มาก ทหารบ้านยังต้องรับผิดชอบเรื่องการวางและการจดจำตำแหน่งทุนระเบิดที่วางไว้ป้องกันเส้นทางเข้าฐานที่มั่น  งานประจำจะเน้นการสังเกตการณ์กึ่งลาดตระเวณ ระหว่างการทำการผลิตหรือเดินทางระหว่างหมู่บ้าน รวมทั้งไปล่าสัตว์ชายขอบฐานที่มั่น

              กรรมการฝ่ายสตรี  เยาวชน อนุชนและเด็ก  รับผิดชอบเรื่องการพัฒนายกระดับบทบาทของผู้หญิง  กระตุ้นให้เยาวชน อนุชน และเด็กได้รับการศึกษาอ่านออกเขียนได้ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้สตรีมีการรวมกลุ่มกัน  บ่อยครั้งฝ่ายสตรีจะมีบทบาทสำคัญในการลำเลียงต่าง ๆ เมื่อเวลาต้องระดมทหารบ้านร่วมกับกองทหารหลักเพื่อสู้กับการล้อมปราบ  ฝ่ายสตรียังมีบทบาทสำคัญในการทำการผลิตอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่ผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงม้า
กรรมการฝ่ายการแพทย์และสาธารณสุข  ปกติจะเป็นหมอบ้าน ที่มาอาจจะเป็นอดีตนักรบที่ทำหน้าที่พยาบาลประจำหมู่ หรือมาจากการอบรมสร้างหมอบ้านขึ้น  จะทำหน้าที่รักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยของประชาชนในหมู่บ้าน และให้การศึกษาเรื่องสุขอนามัยต่าง ๆ  หมอบ้านมักจะต้องเจอแรงต้านจาก “หมอผี” ที่ใช้การรักษาพยาบาลแบบเก่าก่อนตั้งฐานที่มั่น  แต่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังเชื่ออยู่มากทีเดียว

                 กรรมการฝ่ายการผลิตและการค้า  ทำหน้าที่ประสานงานเรื่องการจัดสรรพื้นที่ฟันไร่ประเภทต่าง ๆ ดูแลไม่ให้การฟันไร่ทำให้ ตำแหน่งที่ตั้งของฝ่ายทหาร และหมู่บ้าน เสียลับมองเห็นได้จากทางเครื่องบิน  ไกล่เกลี่ยเรื่องการจับจองพื้นที่ฟันไร่  บางหมู่บ้านจะเป็นผู้ติดต่อค้าขายกับพี่น้องทางฝั่งลาว หรือแม้กระทั่งการค้าขายกับชายขอบฐานที่มั่น

                  ตำแหน่งกรรมการฝ่ายต่าง ๆ เวลาเขียนก็พอแบ่งเป็นฝ่าย ๆ ได้ดังที่ว่ามา ส่วนเวลาประชุมร่วมกับกรรมการหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านก็จะแนะนำกันเพียงว่า

                   “เหล่า …..…..นี่เป็นหัวหน้าทหารบ้านนะ (“เหล่าหรือเล่า” ส่วนใหญ่มักเป็นส่วนประกอบของชื่อ แต่บางกรณีก็ใช้นำหน้า ชื่อก็ได้  ประมาณแทนคำว่า “คุณ” นั่นแหละ)

                  เหนี่ยะ……นี่ดูแลผู้หญิง และอนุชน (คนนี้มักจะเป็นผู้หญิง หญิงม้งเมื่อแต่งงานแล้ว หรือมีลูก เวลาเรียกชื่อจะบอกว่า เมียของ……หรือแม่ของ…..)

                   เหล่า………ดูเรื่องหมอ

                   เหล่า……..ดูเรื่องฟันไร่“
 
                  ก็ประมาณ ๆ นี้แหละ

                  การประชุมมักจะใช้บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านซึ่งมักจะใหญ่กว่าบ้านหลังอื่น ก็ใช้ที่ในบ้านรอบกองไฟ(ที่ไม่เคยมอดดับ)นั่นแหละ  เวลานัดหมายก็หลังจากที่แต่ละคนกลับจากงานไร่ และกินข้าวเย็นจากบ้านมาแล้ว เริ่มต้นด้วยการไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันพอควร ก่อนเข้าเรื่อง หรือวาระที่จำเป็นในการประชุม
                                          *****



เรื่องแถม (ต่อจากตอนที่แล้ว)


          “โอ๊ย!  เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเชียวล่ะ  ทั้งกองร้อยไม่ได้นอนกันตลอดคืน…”  เสียงส.หญิงม้งฟังได้อารมณ์ตื่นเต้น
          “สหายเล่าให้ผมฟังหน่อยซิครับ”      รบเร้า
           “ถึงค่ายแล้วเอาเต้าตือ ไปเจ๋หมอเถอะ”   ตัดบท
            “ก้อลอ”               ส.หญิงม้งที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงทักเสียงดังฟังชัดมาจากโรงครัวหรือเจ๋หมอ
           “เหนื่อยไหม  เป๊อะเจ้าฟักเขียวยักษ์เนี้ยะ!”   ส.เก่าที่เป็นชาวนาทัก เธอช่วยเอาเป๊อะลงจากหลังส.นักศึกษา จากนั้นสหายทั้ง 4 (ส.หญิงม้ง 2, ส.หญิงเก่าอดีตชาวนา 1 และส.ใหม่อดีตนักศึกษาชาย 1) ช่วยกันปอกฟักเขียว และทำกับข้าวเลี้ยงกองร้อยมื้อเย็น
 
              รายการอาหารเป็นข้าวเจ้าหุงในกระทะใบใหญ่ (กระทะใบบัว) ที่พิเศษคือ ผสมข้าวโพด ข้าว 20 ส่วน ข้าวโพด 1 ส่วน  
              กับข้าวมีฟักเขียวขูดเป็นฝอย ๆ ผัดกับน้ำมันหมู มีกากหมูผลัดหลงมาบ้าง ผัดในกระทะใบใหญ่ตักใส่ได้หลายกะละมังเท่ากับจำนวนหมู่ทหารในกองร้อย
               ที่ขาดไม่ได้ทุกมื้อคือตำพริกหรือว่าพริกตำ (ไม่ใช่น้ำพริกเพราะไม่มีกะปิและมะนาวใส่) เวลาทำก็กอบพริกเม็ดใหญ่ใส่ครกไม้ใส่เกลือเม็ดแล้วตำ ๆ ๆ พอแหลก, ไม่ละเอียดมากนัก เสร็จแล้วตักใส่ชามสังกะสีใบเขื่องจำนวนเท่ากับผัดฟักเขียว
                ราว 4 โมงครึ่ง อาหารเย็นก็เสร็จเรียบร้อย ยังมีเวลาพอที่ส.พี่เลี้ยงส่วนหนึ่งจะไปอาบน้ำก่อนเวลากินข้าวเย็นตอนห้าโมง

               “สหาย ๆ”              ส.นักศึกษา เบาเสียงเรียกส.พี่เลี้ยงชาวนา ขณะล้างมือกับน้ำใสสะอาดที่ไหลมาตามรางไม้ไผ่
               “อะไรหรือ”            เธอหันมาถาม
               “เอ่อ…..ผมอยากฟังเรื่องที่ทำให้กองร้อยไม่ได้นอนทั้งคืน……ศัตรูบุกหรือ?”   ส.นักศึกษาถาม เขาอดใจอยากเอาไว้ไม่อยู่    ไม่รู้ว่าคิดเตลิดไปถึงไหนด้วย
                “สหาย,  กองร้อยเราอยู่ตั้งลึก ในฐานที่มั่น  ศัตรูฝ่าทุ่นเข้ามาไม่ถึงหรอก”   ส.ชาวนาบอก
               “อ้าว!  แล้วทำไม ต้องไม่ได้นอนทั้งคืนล่ะ”      ซักต่ออย่างไม่ยอมแพ้
               “เอ…ฉันนึกดูก่อนนะ…สหายคนไหนบอกเธอล่ะ”
               
                สหายนักศึกษาบุ้ยไปส.หญิงม้งที่ออกไปเป๊อะฟักเขียวยักษ์มาด้วยกัน  ส.ชาวนา เลยร้องถามทันที  โดยที่ส.นักศึกษาไม่คาดถึง

                “ไหมลี ๆ  สหายเล่าเรื่องอะไรให้ส.ใหม่ฟังเหรอ ที่ว่าทั้งกองร้อยไม่ได้นอนทั้งคืนน่ะ”
                  “อ๋อ……เรื่อง ศัตรูช้งลอ….”         ส.หญิงม้งหัวร่อ  ต่อท้ายเสียง ส.พี่เลี้ยงที่เหลือเลยหัวเราะร่วมกันอย่างสนุกสนาน
                   “ศัตรู - ช้ง - ลอ  … ศัตรู - ไผ่ - มา”         ส.นักศึกษา ทวนประโยคและแปลม้งทีละคำ แต่เขายิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น
                                          (ต่อตอนหน้า…………………….)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 24, 2006, 09:26:43 AM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
nging
Jr. Member
**
กระทู้: 74


สวัสดีจ้า


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2006, 01:05:57 PM »

สหายสะเต็นเซลและสหายผู้บันทึกคนอื่นๆ  อย่าลืมเรื่องราวของสหายตั้ง (ลุงตั้ง)โตยเน้อ  เสียงเม้าท์ออแกนของลุงตั้งและไออุ่นของกองไฟน้อยๆหน้าบ้านลุงตั้งริมสนาม  สร้างความอบอุ่นให้สหายนักเรียนใหม่คลายหนาวกายยามเช้ามืดและคลายหนาวใจไปได้มากเหลือเกิน  คิดถึงลุงตั้งค่ะ
บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2006, 03:04:27 PM »

ยินดีทำตามคำแนะนำครับ

และขอออภัยสหายท่านอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะสหายแห่งดอยยาว-ผาหม่นทั้งหลาย  ผมไม่ได้คิดจะปิดการแสดงตัวตนหรอก
อาจจะติดกระแสระหัสลับดาวินซี ระหัสลับรัสปูตินมากไปหน่อย

ขออภัยอีกครั้งครับ

และหวังว่า งานเขียนที่เดินหน้าต่อไป  เมื่อมีข้อผิดพลาด หรือข้อบกพร่อง กรุณาช่วยกันท้วงติง เพิ่มเติมด้วย

ขอบคุณครับ
น้ำเหล็ก
 16 กรกฎาคม 2549
บันทึกการเข้า
nging
Jr. Member
**
กระทู้: 74


สวัสดีจ้า


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2006, 12:23:50 PM »

ขอสูมาเต๊อะเจ้า สหายฟันนี่ลีฟ(ใบไม้ฯ)  ขอเจ้าบ่ใจ่คนเนี๋ย  แต่นึกสนุกบ้างเวลาใช้คำเมืองถูกๆผิดๆ  ก็งั้นแหละค่ะความสามารถน้อยนิด ไปอยู่ใต้หัดแหลงใต้ก็ไม่ได้  ไปอยู่เหนือหัดอู้คำเมืองก็บ่จ้างงงงง...
บันทึกการเข้า
คนภูเรือ
YaBB God
*****
กระทู้: 1800


สวัสดีครับมิตรสหาย


ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 17, 2006, 01:49:43 PM »




          เข้ามาอ่านทุกวันครับ ยิ้มเท่ห์ สนใจติดตามฟังเรื่องราวของประชาชนและมิตรสหายบนฐานที่มั่นเขตแปด ได้แต่ข่าวปีนี้สหายทางเขตแปดจะจัดงานฯ ช่วงเดือนธันวา ขอรายละเอียดหน่อย มิตรสหายทั่วประเทศจะได้เตรียมตารางเดินทางถูก ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

แลไปข้างหน้า เพื่อเพื่อนมิตร ชีวิตและบ้านเมืองของเรา
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2006, 12:07:35 PM »

อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น (ต่อ)

เทือกเขาสูง แสนหมู่ไม้ หมื่นร่องน้ำ พันดอย ร้อยห้วย (1)

                มาขยายภาพภูมิประเทศอีกเล็กน้อย จะช่วยให้เข้าใจเรื่องการผลิต การเดินทาง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานอำนาจรัฐ และการสู้รบในเขตดอยยาว-ผาหม่นได้ชัดขึ้น

               ฝั่งภูชายแดน-ผาหม่นเทือกเขาสูงภูชายแดนกั้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาว  จุดแบ่งเขตแดนคือสันเขา
 
               สันเขาไม่แคบเหมือนสันมีด สันขวาน หรือสันหลังคาบ้าน แต่ก็มีที่สังเกตให้รู้ว่าตรงไหนเป็นลาวตรงไหนเป็นไทย  วิธีของชาวม้งก็คือ เมื่อถึงสันเขาแล้ว จุดที่เป็นจุดแบ่งน้ำฝนให้ด้านหนึ่งไหลไปทางลาว ด้านหนึ่งไหลมาทางไทย นั่นแหละเป็นเส้นแบ่งแผ่นดิน  “หรือเรียกว่าสันปันน้ำ นั่นเอง”

                สันปันน้ำที่ชัดเจนดังกล่าวมีอยู่หลายแห่งเหนือหมู่บ้านม้งดำ หมู่บ้านภูเซียงเมี่ยง รวมทั้งหมู่บ้านภูกระโหร่ง (ภูกระโหร่ง กว่าจะถึงสันปันน้ำเดินไกลกว่าเพื่อน)

                 ส.ประโยชน์ ส.ชนชาติม้ง (อดีตผู้หมวด-เป็นสหายท่านเดียวกันที่ดูแลการผลิตซึ่งส.ปาหนันเขียนถึง, ทีมงานอำนาจรัฐมีส.ประโยชน์ร่วมด้วย) เขาพาสหายน้ำเหล็กไปดูสันปันน้ำ(ยังนึกภาษาม้งไม่ออก) และชี้แนวเส้นแบ่งสองประเทศพร้อมทางเดินข้ามไปมาให้ดู ตอนนั้นสองสหายเดินและยืนเหยียบ 2 แผ่นดินกันเป็นว่าเล่น

                หลายต่อหลายตำแหน่งฝั่งภูชายแดนจะมองเห็นค่ายทหารรัฐบาล และทางค่ายก็ย่อมมองกลับมาเห็นทางภูชายแดนเช่นกัน เมื่อมองเห็นหมายถึงว่า จะใช้ “ลูกยาว” คือ  ปืนใหญ่ ปืนครก ยิงมาได้นั่นเอง

                เวลาฝนตกซึ่งจะตกชุกในฝั่งไทยมากกว่าฝั่งลาว เพราะภูชายแดนจะปะทะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เอาไว้ (แต่ใช่ว่าฝั่งลาวจะแล้งฝน)

                ดังนั้นร่องเขาเล็กใหญ่นับหมื่นนับแสนที่มีมากมายของภูชายแดนจึงเป็นร่องน้ำเล็ก ๆ ที่กลายเป็นต้นน้ำซึ่งไหลรวมเป็นลำห้วยตัวเล็กตัวน้อย และใหญ่ขึ้น ๆ เมื่อห้วยหลาย ๆ ตัวมารวมกัน

                ภูชายแดนมีร่องน้ำ ลำห้วยตัวเล็กตัวน้อยมากมาย แม้ไล่เรียงลงมายังดอยที่แตกแขนงลงมาก็อุดมด้วยร่องน้ำลำห้วย อันเป็นธรรมชาติของภูเขาและป่าไม้ แหล่งกำเนิดต้นน้ำ

                 ลำห้วยมีชื่อเรียกเหมือนกันแต่จำไม่ได้เสียส่วนใหญ่  ชื่อเรียกจะอิงกับชื่อภู หรือชื่อหมู่บ้าน

                 เมื่อหันหน้าไปฝั่งภูชายแดน ซ้ายมือสุดคือ หมู่บ้านม้งดำที่สร้างบ้านลดหลั่นกันลงมาตามลาดเนินของภูชายแดน ตรงหมู่บ้านม้งดำเวลาหันหน้าลงภู หรือหันหน้าไปทางดอยยาว เลยออกไปทางซ้ายมือของหมู่บ้านจะมีห้วยค่อนข้างใหญ่ 1 ตัว  ซึ่งจะไหลลงไปถึงหน่วยนาของส.น้าพันธ์ และส.ปรีชา และไหลเลยไปยังหมู่บ้านชาวนาในที่ราบเชิงเทือกเขาภูชายแดน-ดอยยาว

               การเดินเท้าในป่ามักจะต้องขึ้นภูลงภูข้ามห้วยก่อน  สำหรับหมู่บ้านม้งดำ เมื่อเดินมาทางภูกระโหร่งก่อนถึงหมู่บ้านม้งดำก็จะเจอห้วยเล็ก ๆ 1 ตัว ตัดขวางแทบจะเป็นมุมฉากกับทางเดิน ทั้งนี้ทางเดินผ่านห้วยส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวเฉียง

                ห้วยกับหมู่บ้านอยู่คู่กันปกติแล้วหมู่บ้านม้งทุกหมู่บ้านจะตั้งใกล้ห้วย ใกล้ต้นนำ เพราะสะดวกในการทำประปาภูเขา ใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกให้น้ำไหลมาใช้ถึงบ้าน

                 ภาพรวมของหมู่บ้านม้งดำ, หมู่บ้านภูกระโหร่งและหมู่บ้านภู่เชี่ยงเมี่ยงก็คือ  บ้านเรือนสร้างกระจายหลบใต้ป่าไม้ทึบ  เหนือหมู่บ้านมีลำห้วยตัวเล็ก ซึ่งจะไหลรวม ๆ กันเป็นลำห้วยตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเลยหมู่บ้านไป ก่อนถึงบ้านม้งดำและภูกระโหร่งหากเดินขึ้นจากทางด้านล่างจะต้องข้ามห้วยเสมอ แต่ถ้าเดินเลียบภูชายแดนตามเส้นทางม้า และตามถนนเก่าที่สร้างขึ้นมาปราบชนชาติม้งก่อนตั้งฐานที่มั่นก็ไม่ต้องลุยห้วยตัวใหญ่ เมื่อใกล้ถึงหมู่บ้านก็จะเป็นการเดินลง ๆ เพียงก้าวข้ามร่องน้ำเล็ก ๆ นับไม่ถ้วน

                ร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็นมหานที

                 ที่ตั้งหมู่บ้านหมู่เชี่ยงเมี่ยงตามสภาพภูมิศาสตร์จะอยู่ “ตรงกลาง” สักหน่อย มีเส้นทางตามสันดอยที่แยกแขนงมาจากผู้ชายแดนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านชมพู กับหมู่บ้านภูเชี่ยงเมี่ยง เส้นทางนี้ไม่ต้องลุยข้ามน้ำ ยกเว้นจะเดินทางไปยังกองทหาร 85 ที่ต้องข้ามห้วยใหญ่ 1 ตัว ห้วยนี้ใหญ่น้ำแรง เย็นเฉียบ

                   ความเย็นยะเยือกท่ามกลางเปลวไฟสงครามปฏิวัติ
                   เป็นความหนาวเย็น เป็นบททดสอบภาระหน้าที่ต่าง ๆ ของฐานที่มั่น
                                                       *********

เรื่องแถม
“ศัตรู-ชง-ลอ” (1)

             หลังจากเสียงปืนแตกครั้งแรกเมื่อ  7 สิงหา ที่ภาคอิสาน แล้วในภาคเหนือเสียงปืนก็แตกที่ เขตดอยยาว-ผาหม่น
            จากนั้นยุทธการล้อมปราบก็เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า ความสูญเสียจากสงครามและการสู้รบเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย

               “ในสงคราม ใครทนความสูญเสียได้มากกว่า มักจะเป็นฝ่ายชนะ”

              หลังจากปี พ.ศ. 2517 ฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นเริ่มมีความมั่นคง ยุทธการล้อมปราบลดน้อยลง ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐบาลปรับเปลี่ยนมาใช้การสร้างค่ายทหารล้อมฐานที่มั่นไว้  สลับกับการยิงปืนใหญ่ ทิ้งระเบิด และถ้าสบโอกาสก็จะส่งกำลังเข้าไปทำลายล้าง พร้อม ๆ กับการเริ่มต้นสร้างทาง ด้วยยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “หนอนกินใบหม่อน”

              แม้อยู่ในเขตฐานที่มั่น แต่บรรยากาศและกลิ่นควันสงครามอบอวล กองทหารทุกหน่วยเน้นความระแวงระวังจากการจู่โจมตีของศัตรูทั้งภาคพื้นดิน ปืนใหญ่ และทางเครื่องบิน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามลมหนาวแรง ขับไล่เมฆฝนลงสู่ทิศใต้ ฟ้ากระจ่างใส เป็นผลดีต่อปฏิบัติการทางอากาศของเครื่องบินรัฐบาล  ใบไม้ส่วนหนึ่งร่วง และยังไม่มีไฟไหม้ป่า รวมทั้งการเผาไร่ที่ทำให้เกิดควันไฟคลุมป่าบดบังการสอดแนมจากฟ้ายาว

             ลมหนาวแรง แฝงด้วยอันตราย

             “ได้เวลาเปลี่ยนยามแล้วหรือ สหาย….”  เสียงทักเบา ๆ ดังจากเตียงหัวหน้าหมู่ที่มักจะรับผิดชอบการอยู่เวรช่วงดึก หรือไม่ก็ช่วง ใกล้สว่าง  ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงง่วงของคนอยู่ยาม และก็เป็นจังหวะดีสำหรับการเข้าโจมตีเช่นกัน
              “เหลืออีกครึ่งชั่วโมงนะสหาย  ผมเข้ามาเอาเสื้อกันหนาว  ลมแรงเหลือเกิน……”
              “แล้วสหายชาติละ ….” หัวหน้าหมู่ ถามเสียงเบา เป็นห่วงเพราะรู้ว่า ส.ชาตินั้นขี้หนาวกว่าคนอื่น ๆ
              “อ๋อ ส.ชาติ เขาใส่เสื้อกันหนาวไว้ก่อนแล้ว”
              “ดี… หนาว ๆ ลมแรงแบบนี้ เดินตรวจตรามากรอบหน่อย ช่วยคลายหนาวได้นะ”  ส.หัวหน้าหมู่กล่าว ก่อนที่จะขยับตัวลุกขึ้น
               “สหายไม่นอนต่อหรือ..”
               “ไม่นอนแล้วล่ะ…” เขาพับเก็บมุ้ง ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เข้าบัลโล่ เร็วและเงียบ
               “งั้นผมออกไปก่อนนะ”
               “ตรวจตราให้ดี ๆ เด้อ…”
                                         …………………………………..
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 20, 2006, 09:36:20 AM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2006, 02:18:05 PM »

มิติของเวลา


เพิ่มเติมเรื่องเวลาไว้ก่อน เพื่อให้สหายและท่านผู้อ่านทั้งหลายได้
กระจ่างมากขึ้น  เนื่องจากตอนต่อ ๆ ไป สหายที่มีบทบาทอยู่ในเรื่องราวที่นึกออก เขียนถึงจะปรากฎอยู่ในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน

เรียงตามพ.ศ.กันนะ

1.ก่อน 6 ตุลาคม 2519  ยังไม่ได้มีการเขียนเล่ามากนัก ซึ่งจะมีบทบาทของส.ชาวนา ส.ชนชาติม้ง และส.นักศึกษาบางท่าน (มีเอกสารโรเนียว ประวัติศาสตร์ฐานที่มั่นเขต 8 ถ้าหาต้นฉบับไม่ได้ วานส.นิด ช่วยเล่าจากความทรงจำให้ด้วย ไหน ๆ ก็มีส่วนช่วยทำหนังสือเล่มนี้)

2.เรื่องราวของนักศึกษาเข้าป่าช่วงแรกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19
เรื่องราวของรร.การเมือง-การทหาร 6 ตุลา สหายหลาย ๆ คนเมื่อจบจากโรงเรียนจะมีบทบาทมากมายทั้งในฐานที่มั่น ตามหน่วยงานกองทหาร, พยาบาล โรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหา และแนวหน้า เขตงานใหม่ เป็นต้น   ช่วงเวลาของการเป็นนักเรียนหลังจากเหตุการณ์ 6  ตุลา 19 มาจนสักกลาง ๆ ปี2520 (ก็แล้วกัน)


3.เรื่องราวตามหน่วยงานต่าง ๆ ในฐานที่มั่น แนวหน้าที่นักศึกษาจากดอยยาว-ผาหม่นมีบทบาทมาก ก็จะหลังจากจบรร.การเมืองการทหาร 6 ตุลา (จบการศึกษาปี 2520)  และแยกย้ายกันทำงานไปจนถึงต้นปี 2525

4.เรื่องราวของรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา  เริ่มบุกเบิกเดือนมกราคม 2521  อยู่ในเขตลาวมาจนถึงหลังเหตุการณ์สงครามจีนกับเวียดนาม(เหนือ) ประมาณปี 2523 รุ่นแรกที่สอนฝั่งลาวเป็นรุ่นเดียวที่หลักสูตรเต็มที่ไม่นับเวลาตอนสร้างโรงเรียน น่าจะเรียนกันสัก 6 เดือน (ส.ขานคำ คงจะมีรายละเอียดให้) รุ่นต่อ ๆ มาก็เรียนกันสั้นลง ๆ

5.เรื่องฐานที่มั่นสีแดง ที่เขียนถึง ทางเขตดอยยาว-ผาหม่น มีการเร่งรัดพัฒนาฐานที่มั่นอย่างจริงจังประมาณปลายปี 2523 ลุงสรรค์รับผิดชอบหน่วยงานนี้ (เวลานี้การเดินทางระหว่างดอยยาว-ภูชายแดน ยากลำบากมากขึ้น)  ช่วงเวลาทำงานอำนาจรัฐแบบเต็ม ๆ ของบรรดาสหายนักศึกษาอยู่ระหว่างปลายปี  2523 ถึงต้นปี 2525

6.น่าจะกลางปี 2524 ถึงต้นปี 2525 เป็นช่วงถอยทางยุทธศาสตร์ของฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น  ปรับสภาพจากฐานที่มั่นสีแดงคืนสู่การปกครองของรัฐบาล  ช่วงนี้กินเวลาหลายเดือน  มีทั้งการขนย้าย โยกย้าย การส่งสหายต่าง ๆ กลับที่ราบ การส่งสหายที่พร้อมและสมัครใจไปเขตงาน จ.ตาก แม่ฮ่องสอน กระทั่งล่วงลึกไปในพม่า

7.งานในเมืองก็มีช่วงเวลาเหมือนกัน แต่ผมไม่มีข้อมูล  ที่รู้คร่าว ๆ คือ ก่อน 6 ตุลา 19 เป็นแบบหนึ่ง หลังจากนักศึกษาเข้าไปสบทบหลัง 6 ตุลา 19 ก็ตกประมาณ ปลายปี 2519 ต้นปี 2520 ก็พัฒนาไปแบบหนึ่ง
จากนั้นพัฒนาไปเรื่อย ๆ จนถึงการขนส่งลำเลียง "เที่ยวสุดท้าย" ของภูชายแดน  "เมล์เที่ยวสุดท้าย" ของดอยยาว ต้น ๆ ปี 2525

8.ที่พักในเมืองเชียงใหม่ มีหลายช่วงเวลาเหมือนกัน (สหายงานเมล์ อย่าลืมเขียนให้ฟังเด๊อ)

ทั้ง 8 ข้อนี้ แบ่งตามช่วงเวลา เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน และการร่วมรำลึกความจำ ที่วาดฝันว่า จะมีสหายมาร่วมกันรำลึกไว้

เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ
มีชีวิตร่วมกันอยู่ในป่าเขา .........
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 18, 2006, 02:25:37 PM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2006, 07:00:58 AM »

อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น (ต่อ)

เทือกเขาสูง แสนหมู่ไม้ หมื่นร่องน้ำ พันดอย ร้อยห้วย (2)

                หมู่บ้านภูเชี่ยงเมียงถือว่า เป็นจุดกลางของหมู่บ้านประชาชนชนชาติม้งในฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น ไม่เพียงแต่ทางภูมิศาสตร์ยังเกี่ยวพันถึง สภาพของอำนาจรัฐแดง และตัวแทนประชาชนในเขตฐานที่มั่น แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วแกนกลางของงานอำนาจรัฐประชาชนในฐานที่มั่นดูว่าจะอยู่ที่หมู่บ้านชมพูก็ตาม

               จากภูเชี่ยงเมี่ยงมีอีก 3 หมู่บ้านฝั่งภูชายแดน เรียงตามการเดินทางไปถึงคือ ห้วยคึหรือห้วยคุ, ห้วยหาญ และห้วยเหี้ย (ห้วยเฮี้ยหรือห้วยเหี้ยะ) จากชื่อก็บ่งว่า อยู่ใกล้ห้วย  เส้นทางที่ปลอดภัยเวลาไป 3 หมู่บ้านนี้คือ ใช้ทางผ่านหมู่บ้านภูเชี่ยงเมี่ยง เดินผ่านทางเข้าโรงหมอ (ใหม่- ปี 2523)ของเขต โรงหมอนี้ย้ายมาจากโรงหมดที่ใกล้กองทหาร 85 โรงหมอใหม่อยู่ในทำเลอับกระสุนปืนใหญ่ และยากต่อการทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน

                การเดินทางจะแวะหรือไม่ก็ได้ แล้วก็เดินลง ๆ ผ่านผาแดง ผาขาว ลุยข้ามห้วย ซึ่งจะมีลำใยใหญ่ป่าต้นใหญ่ ๆ ให้เก็บกินพอหวานปะแล่ม ๆ  บางทีปรากฏว่ามีการตัดลงมาทั้งกิ่งเพื่อกินลำใยไม่กี่พวง จากนั้นจะเป็นหมู่บ้านห้วยหาญ  (ตรงระหว่างกลางหมู่บ้านห้วยหาญ-ห้วยเหี้ย เป็นที่ตั้งโรงเรียนอนุชนประจำฝั่งภูชายแดนซีก 3 ห้วย ส.ที่ทำหน้าที่ครูอนุชน มี ส.ลอยน้ำ, ส.หลิว, ส.วิมล)  

                 จากหมู่บ้านหนึ่งเมื่อจะไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง เดินขึ้นลง ๆ ดอยเล็ก ๆ ข้ามห้วยก็เป็นอีก 1 หมู่บ้าน และเดินลักษณะนี้ก็เป็นอีก 1 หมู่บ้านที่อยู่ “ชาย ๆ” ฐานที่มั่นสักหน่อย

                  การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างดอยยาวกับภูชายแดนผาหม่น มีหลายเส้นทางเพราะมีดอยลูกเล็กลูกน้อยเชื่อมต่อกัน แต่ภาวะสู้รบทำให้การเดินทางต้องพิจารณาความปลอดภัยด้วย

                จุดใหญ่ในการเดินทางเชื่อมระหว่างดอยยาว-ภูชายแดนมีสัก 3 แห่ง เริ่มที่หมู่บ้านม้งดำ เดินตัดลัดลงตามดอยเล็ก ๆ มายังหมู่บ้านธงสู้ได้ แต่อันตรายด้วย ทหารใบ้ ทุนระเบิด ของทุกฝ่าย และอันตรายจากกองกำลังติดอาวุธลาดตระเวน เพราะมีค่ายทหารตั้งใกล้ปิดล้อมเข้ามาเรื่อย  ๆ  ในทางกลับกันก็เป็นเส้นทางไปตีค่ายทหารนั่นแหละ

               จุดเชื่อมตรงกลางก็คือ หมู่บ้านภูเชี่ยงเมี่ยง-หมู่บ้านชมพู แล้วกระจายออกสองข้างไปหมู่บ้านธงรบกับธงสู้

               เช่นเดียวกันหมู่บ้านทั้ง 3 ห้วย )ห้วยคึ,ห้วยหาญ และห้วยเหี้ย) ก็สามารถเดินไปยังหมู่บ้านธงรบได้เช่นกัน แต่มีอันตรายมาก ปกติไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร การเดินทางจาก 3 หมู่บ้านที่ใช้ชื่อห้วยนำหน้า มักจะมาผ่านภูเชี่ยงเมี่ยงลงหมู่บ้านชมพูแล้วค่อยไปยังธงรบ, ธงสู้

                แต่ประชาชนในฐานที่มั่นบางท่านที่ชำนาญทางจากประสบการณ์ล่าสัตว์ สามารถใช้เส้นทางลัดตรงได้ และยังมีเส้นทางอื่น ๆ อีก

                ถอยมุมมอง,สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  จะเห็นเทือกเขาภูชายแดนยาวเหยียดจากนั้นภูมิประเทศก็ลาดต่ำลง ๆ จนถึงตำแหน่งของที่ตั้งกองทหาร 85  หน่วยงานเขต หมู่บ้านชมพู จากนั้นจะขึ้นสูงสู่ดอยยาว ที่ทอดตัวขนานกับภูชายแดน

                 อย่างไรก็ตามตรงกลางระหว่างดอยยาวกับภูชายแดนก็ยังมียอดดอยหลายลูกที่มีความสูงมากพอ และมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เชื่อมต่อกันจนเป็นแนวเส้นทางยุทธศาสตร์ และเนินยุทธศาสตร์ อันเป็นแต่ละจุดที่ทหารรับจ้างกองพล 93 และทหารรัฐบาลต้องยึดครองในการยุทธระหว่างการสร้างทางสร้างป้อมค่ายในการปราบฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นด้วยการผ่าฐานที่มั่นออกเป็นสองซีกด้วยถนนยุทธศาสตร์ หลังจากประสบความล้มเหลวในการสร้างเส้นทางเลียบภูชายแดนที่มุ่งหวังตัดเส้นทางลำเลียงจากฝั่งลาวมาในก่อนแตกเสียงปืนใหม่ ๆ

               คำสรุปสั้น ๆ ของภูมิประเทศ ดอยยาว-ผาหม่นคือ  เทือกเขาสูง แสนหมู่ไม้ หมื่นร่องน้ำ พันดอย ร้อยห้วย  นี่คือเนื้อในของธรรมชาติที่เป็นป่าเขาสลับซับซ้อน

                  แล้วชีวิตผู้คนล่ะ?

*/*/*
เรื่องแถม
ศัตรู - ช้ง - ลอ (2)

                “ตรวจตราให้ดี ๆ เน้อ” ส.หัวหน้าหมู่กำชับ

                เมื่อเดินออกมานอกบ้านพัก สายลมแรงกรีดผิว อาก้าในมือเย็นเฉียบ นอกจากเสียงลมพัดใบไม้กรูกราวแล้ว รอบค่าย ในค่ายเงียบนิ่ง

               หัวหน้าหมู่หันหลังกลับเตรียมไปปลุกสหายที่เป็นคู่ยามกัน ยังไม่ทันก้าวเข้าชายคาบ้าน เสียงรัวก้องดังสนั่นเข้ามาถึงค่าย

                 “ปัง ๆๆๆปึง ปังๆๆ  ปึง ปัง ๆ ๆ  ตึงๆๆ ปังๆๆ ปึงๆๆ ตึง ปังๆ  ”

                 เสียงปืน!!  ทำไมใกล้ค่ายเหลือเกิน และไม่ใช่อาก้าหรือเซกาเซด้วย  หัวหน้าหมู่คิด

                 “ปรี๊ด....ปริดๆๆๆ

                 ปรี๊ด....ปริดๆๆๆ  ปรี๊ด....ปริดๆๆๆ”  เสียงสัญญาณนกหวีดเตือนภัยดังก้องค่าย ดังมาจากจุดอยู่ยามก่อน และตามมาด้วยนกหวีดที่ดังมาจากบ้านที่ผู้กองนอนอยู่

                 ทปท.ทุกหมวดหมู่ทุกชีวิตในกองร้อยพรวดขึ้นจากเตียง สวมรองเท้า คาดซองแม็กกระสุนปืน คาดเข็มขัดระเบิด- กระติกน้ำ-ผ้าผันแผลพร้อมยา ก่อนคว้าอาวุธปืนประจำตัว  

                  “หมู่ 1 คูรบเหนือ  หมู่ 2 คูรบใต้ ที่เหลือลงคูรบสนับสนุน”  ผู้กองบัญชาการรบตามแผนที่ตระเตรียมไว้ ทหารแต่ละหมู่ในกองร้อยประจำตำแหน่งอย่างเร็ว

                  นอกจากสายลมหวีดหวิว เสียงน้ำในลำห้วยดังแว่วมา  ป่าสงบสงัด

                  ไม่มีเสียงปืนดังเพิ่ม  ศัตรูอยู่ที่ไหน?  ใครปะทะกับใคร?

                 สำหรับนักรบทปท. แน่นอนว่าจะไม่แตกเสียงปืน ไม่ยิงหากไม่เห็นเป้าหมาย   เพราะเสียงปืนทำลายศัตรูไม่ได้

                  สหายผู้กองเดินคู้กายมาตามคูรบในค่าย เขาปรึกษากับสหายผู้การที่เป็นฝ่ายชี้นำการเมือง และส.หัวหน้าหมู่ในคูรบนั้นชั่วครู่  ก่อนมีคำสั่งให้ทุกหมู่เตรียมพร้อมอยู่ในคูรบต่อไป  อีกไม่นานก็สว่าง

                  นักรบทปท.ใจระทึก ด้านหนึ่งก็ฮึกเหิมที่จะต่อตีศัตรูซึ่งบังอาจลอบเข้ามาลึกในฐานที่มั่น  อีกด้านหนึ่งอดใจคิดไม่ได้ว่า การระวังป้องกันมีช่องโหว่ตรงไหน และไม่น่าจะมีทหารฝ่ายศัตรูหน่วยไหนที่มีความชำนาญการรบในป่าเขาระดับมีขีดความสามารถเข้ามาไกลได้ขนาดนี้โดยไม่ถูกประชาชน  ทหารบ้าน และทหารสำนักต่าง ๆ พบเห็น

                   ในฐานที่มั่นแทบทุกชีวิต เป็นทหาร มีอาวุธปืนที่สู้รบทำลายได้ เพียงแต่ว่า แต่งเครื่องแบบนักรบทปท.หรือไม่เท่านั้น

                                              0-0-0—
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2006, 02:47:22 PM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
waterstell-น้ำเหล็ก
Newbie
*
กระทู้: 11


ตั่วลอ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 11:43:52 AM »

อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น

แนะนำทีมงาน “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง”(1)

            เล่าภาพภูมิประเทศฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นแล้ว ก่อนแนะนำทีมงาน “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง” ขอเพิ่มเติมเรื่องคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการตำบลอีกเล็กน้อย (จริง ๆ)

          โครงสร้างโดยสังเขปของคณะกรรมการตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้านค่อนข้างเหมือนกัน คณะกรรมการตำบลเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมจากคณะกรรมการหมู่บ้าน  แต่ไม่ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นใหม่แทนผู้ที่เป็นคณะกรรมการตำบล  ดังนั้นคณะกรรมการหมู่บ้านบางท่านจึงต้องทำทั้งสองภาระหน้าที่  ซึ่งกรณีนี้จะมีผู้ช่วยคณะกรรมการงานในหมู่บ้านมาเสริมงานในหมู่บ้าน หรือกรรมการท่านอื่น  ๆ ช่วย ๆ กันไป

             เข้าเรื่อง ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง
   ทีมผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐที่มีลุงสรรค์เป็นจัดตั้ง เริ่มต้นขึ้นปี 2523  ก่อนหน้านั้นน่าจะอยู่ในความดูแลของ ส.เล่าเต็ง  จัดตั้งเขต และส.เล่าวิทย์ที่รับหน้าที่เป็นประธานอำนาจรัฐ

             ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา  2519  ที่นักศึกษา ชาวนา จำนวนมากทยอยขึ้นฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น และผ่านการศึกษาการเมืองการทหารจากรร. การเมืองการทหาร 6 ตุลา แล้ว

              สหายนักศึกษาจำนวนหนึ่งได้ทำงานอำนาจรัฐ

               หน่วยงานอำนาจรัฐก่อนหน้านี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ตำบล”ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐรุ่นแรก ๆ ที่พอจำได้คือ  ส.เพลิน ท่านนี้เป็นสหายชาวนา (น่าจะเป็นพี่น้องกับส.พรหม) ส.เพลินมีภรรยาเป็นสหายม้ง  

               อีกท่านหนึ่งคือ ส.หล้า

              หากส.หล้าพอเจียดเวลาจากการเป็น “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐ(ขาว)” ในปัจจุบัน  มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมได้ก็จะทำให้เรื่องอำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่นมีข้อมูล และมุมมองเพิ่มขึ้น

              กลับมาปี 2523  สภาพภูมิศาสตร์ทางการทหารของฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น เกือบจะถูกแบ่งเป็น  2 ฝั่งแล้ว  การบริหารจัดการด้านภูชายแดน ผาหม่น ลุงสรรค์เป็นจัดตั้งดูแล อย่างไรก็ตามการประสานงานกันทั่วถึงทั้งเขตยังดำรงอยู่

              วันแรกที่ลุงสรรค์ประชุม ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐมีสหายหลายคนดังนี้ ส.ชายที่มีฐานะเป็นแนวร่วมด้วย  (ยังนึกชื่อไม่ออกนะ ขอโทษที) สหายท่านนี้มีประสบการณ์มากมายในการเคลื่อนไหวนักศึกษาภาคใต้  เคลื่อนไหวกับชนกลุ่มน้อยในภาคใต้ ที่นับถือศาสนามุสลิม  สหายท่านนี้รูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ  มีเรียวหนวดบางเหนือริมฝีปาก  เวลาพูดเสียงจะดังฟังชัด และมักหัวเราะง่าย ฮ่า ๆ  ๆ  เสียงดัง เห็นฟันขาวเต็มปาก   ส.ท่านนี้ชอบติดปืนสั้นมากกว่าสะพานปืนยาว ไม่ว่าจะเป็นอาก้า เซกาเซ เอ็ม 16 หรือเอสเค

                 ส.เพลินเข้าร่วมประชุมด้วย  สหายเพลินเป็นสหายเก่าอยู่มานานผ่านสงครามล้อมปราบฐานที่มั่น สหายท่านนี้ผิวคล้ำ  พูดจาสุภาพ ถ่อมตัว  แต่มีความรู้ลึกซึ้งถึงอุปนิสัยใจคอ และเรื่องราวต่าง ๆ ของชนชาติม้ง

                อันดับต่อมา ส.หล้า ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยครูอนุชนในฐานที่มั่นด้วย  ส.หล้าเป็นสหายหญิง เป็นข้าราชการหัวก้าวหน้า ผิวคล้ำ  ผมค่อนข้างหยิก ดูท่าทางใจดี มีอารมณ์ขัน หัวร่อต่อเรื่องราวต่าง ๆ ง่าย เวลาพูดจะเร็ว ๆ แบบคนใต้

                อันดับต่อมา ส.หมอโรจน์ (มาจากเขต7) นอกจากทำหน้าที่หมอฟัน แล้วยังเสริมงานอำนาจรัฐด้วย ส.หมอโรจน์เป็นคนมีเสน่ห์  ยิ้มสวยมีลักยิ้มเล็ก ๆ ที่แก้ม  มักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ ๆ  ชุดทปท.ของส.หมอโรจน์ดูสะอาดสะอ้านสมกับเป็นหมอ แม้จะเป็นชุดเก่า ๆ มีรอยปะบางแห่งก็ตาม

                ต่อไปส.น้ำเหล็ก ขึ้นฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น ปลายปี 2520  ร่วมงานบุกเบิกรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา จบจากการศึกษาที่รร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา รุ่นแรก แล้วเป็นผู้ปฏิบัติงาน ครูการเมืองประจำโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาต่อ (ลุงสรรค์เป็นจัดตั้งโรงเรียน)  เมื่อรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา ย้ายมาเขตไทย ส.น้ำเหล็กย้ายมาทำงานอำนาจรัฐในฐานที่มั่น

                ส.ประโยชน์ อดีตผู้หมวดเก่า  อดีตนักรบที่ต้านการล้อมปราบมาอย่างโชกโชน  สามารถเล่าและชี้จุดสำคัญต่าง ๆ ในการสู้รบ  (“ตรงกอไผ่ ขนาดใหญ่นี้ ผมและสหายอีก 2 ท่าน วนรอบยิงสู้เครื่องบิน มันไม่ไป เราก็ไม่ถอย  เวลามันยิงมาแต่ละที ต้นไผ่หักโค่นเป็นต้น ๆ เลย แต่กอไผ่ใหญ่มาก จึงพอยิงสู้มันได้  ร่วมชั่วโมง เครื่องบินถึงหนีไป”)

                   ฝั่งภูชายแดน-ผาหม่น ทีมผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐ มีส.หมอโรจน์, ส.น้ำเหล็ก และส.ประโยชน์ เป็นทีมงาน  

                   ส.หมอโรจน์ ช่วยงานอำนาจรัฐอยู่ไม่นาน ทางจัดตั้งก็ให้ไปทำหน้าที่หมอยังหน่วยงานที่จำเป็นในฐานที่มั่น   (ส.หมอโรจน์ หากมีเวลาเหลือจากการถอนฟัน ทำฟันผู้อื่น มาเขียนเล่าเรื่องจริงที่ยิ่งกว่าฝันบ้างก็ดีนะ  ฝากบอกว่า ตอนนี้ผมอุดฟัน ทำฟันปลอมเต็มปากแล้ว  ฟันหน้าที่บิ่นเป็นรอยเล็ก ๆ ซึ่งส.ลอยน้ำชอบล้อเลียนนั้นก็ทำแล้วด้วย  และที่สำคัญที่เคยกลัวหมอฟัน ยิ่งกว่ากลัวลูกปืนนั้น อาการดีขึ้นเยอะ แล้ว ครับผม)

                  ฝั่งดอยยาว มีส.เพลิน, ส.หล้า  
/*/*/**/
เรื่องแถม
ศัตรู - ช้ง – ลอ (จบ)

               สหายผู้กองส่งทหารสื่อสารไปแจ้งให้หมู่ 1 และหมู่ 2ประจำตำแหน่งต่อไป โดยลดการเตรียมพร้อมลง ผลัดกันงีบได้ แต่ให้พร้อมรบอยู่ในคูสู้รบ
              ส่วนทหารในคูรบสนับสนุนก็ให้ปฏิบัติเช่นกัน โดยสหายผู้กองเรียกทปท.ชนชาติม้ง 3 คนมาอยู่ใกล้ ๆ
              สหายผู้กองและสหายผู้การนั่งหลังอิงคูสู้รบ ทั้งคู่ปรึกษาหารือกันเบา ๆ มีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่เปลี่ยนยุทธวิธี

              ฟ้าใกล้สาง สหายผู้กองสั่งให้สหายม้ง 3 คนที่เตรียมไว้แล้วไปสืบสภาพไกลออกจากค่ายไปยังทิศทางค่ายศัตรู โดยให้แวะนัดแนะจุดเข้าออกกับหัวหน้าหมู่ 1 ก่อน


               สหายผู้กองส่งทหารสื่อสารแจ้งให้หมู่ทหารที่อยู่คูรบสนับสนุนกลับเข้าบ้านพักได้ พี่เลี้ยงให้ทำอาหารเช้า ทั้งนี้โรงครัวอยู่ต่ำลงไป แสงไฟจากการหุงหาอาหารไม่พ้นออกนอกค่าย

               พอตีนฟ้ายก สหายผู้กองสั่งหมู่ 1 และหมู่ 2 ถอนกำลังกลับให้เหลือยามเฝ้าระวังพิเศษไว้หมู่ละ 2 คน

             สักประเดี๋ยวมี เสียงคนเดินและพูดคุยภาษาม้งดังแว่วมา
             สหายบางท่านอดตำหนิประชาชนในใจไม่ได้ว่า ทำไมประมาทเหลือเกิน

             พอเห็นค่าตากันชัดเจน ที่แท้เป็นกลุ่มทหารบ้าน 5-6 คนสะพาย อาก้า  เซกาเซ และคาร์ไบน์ พร้อมซองกระสุนเต็มพิกัด
กลุ่มทหารบ้านตรงไปหาสหายผู้กอง เสียงซุบซิบเป็นภาษาม้ง ดังอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สหายผู้กองจะเดินออกจากค่ายไปกับทหารบ้าน 3 คน และมีทปท.ติดตามไปอีก 2 คน ทหารบ้านที่เหลือตามสหายผู้การเข้าไปในบ้านพักผู้กอง

              สหายนักรบทปท.คนอื่น  ๆ ที่เห็นท่าทีของทหารบ้านที่พยายามกลั้นหัวเราะ แม้สีหน้าเคร่งเครียด พอรู้ว่า สถานการณ์ไม่ร้ายแรงแน่

               “ช้ง ตั้ว ผ่อ  ไผ่ยิงปืน”  สหายผู้กองสรุปให้กองร้อยฟังหน้าแถวตอนเช้า หลังจากไปพิสูจน์ทราบต้นเสียงรัวปังปึงกลางดึกอย่างมั่นใจแล้วว่า เป็นปล่องไม้ไผ่ที่แตกเพราะอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงมากอย่างเฉียบพลัน

                ปกติไม้ไผ่แตกในหน้าหนาวมีเป็นประจำอยู่แล้ว  แต่การแตกแบบเสียงปืนกลรัวเช่นเมื่อคืนเหมือนกับการยิงทำลายล้างอยู่ฝ่ายเดียว  เพิ่งเกิดขึ้น และฟังดูใกล้ค่ายทหารมาก

                เสียงไผ่แตกดังคล้ายเสียงปืนยังเกิดในช่วงเผาไร่หรือมีไฟไหม้ป่า ไผ่แตกดังสนั่นเพราะความร้อนดังเป็นประจำ แต่สหายม้งทั้งหลายมักจะแยกแยะได้

               ไม่เพียงสหายผู้กอง, สหายผู้การที่แปลกใจตนเอง ทปท.ชนชาติม้ง ก็แปลกใจตนเองเช่นกัน ที่ต้องเตรียมรบกับ “ศัตรู ช้ง ลอ”


               “สหายทั้งหลาย เราต้องมองให้เห็นว่าเป็นเรื่องดี  ข้อแรก ปฏิบัติของนักรบทั้งกองร้อยของเราดีเยี่ยม ประจำตำแหน่งสู้รบต่าง ๆ ได้รวดเร็ว  ถือว่าเป็นการซ้อมรบอย่างสมบูรณ์แบบ  ข้อสอง เป็นการพิสูจน์ความพร้อมรบ พร้อมสนับสนุนกองทหารหลักของทหารบ้าน และการสืบสภาพของทหารบ้านอย่างเอาการเอางาน”  ถ้อยคำของสหายผู้การดังกล่าวทำให้เช้าวันนั้นทั้งกองร้อยมีกำลังใจสู้รบที่ปฏิวัติเพิ่มพูนขึ้นทันที

                ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม  สหายผู้การสามารถจบการประชุมชี้แจงทหารทั้งกองร้อยในเช้าวันนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ทำงานการเมืองได้อย่างตรงจุด

                 ครั้นเวลาผ่านไป “ช้ง ตั้ว ผ่อ   ศัตรู  ช้ง  ลอ” ได้กลายเป็นเรื่องขบขันของกองร้อย และเรื่องเล่าของสำนักอื่นๆ อย่างทั่วถึง  

*_*_**_
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 21, 2006, 01:33:23 PM โดย waterstell-น้ำเหล็ก » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC3 | SMF © 2001-2006, Lewis Media | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!