Old Board
พฤศจิกายน 26, 2014, 02:21:26 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คีตกวีเอกของโลก  (อ่าน 34469 ครั้ง)
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2003, 05:16:25 PM »

โชแปง (FREDERIC CHOPIN)
คีตกวีผู้รักชาติ

          โชแปง มีฉายาว่า กวีแห่งเปียโน (Piano Poet) เพราะเขารักเสียงเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ  เขาเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1810 ใกล้กรุงวอร์ซอ  ประเทศโปแลนด์  บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส  มารดาเป็นชาวโปแลนด์  เขาจึงเป็นชาวโปแลนด์ตามเชื้อสายของแม่  เขามีพี่น้องผู้หญิงอีก 3 คน พ่อแม่จึงรักเขามากเพราะเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว  ครอบครัวของเขาเคยมีฐานะดีมาก่อนแต่มายากจนในภายหลัง  

       เมื่อโชแปงอายุได้ 2-3 เดือน พ่อแม่ก็ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่วอร์ซอ   พ่อไปเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส  โชแปงเริ่มเรียนเปียนโนเมื่ออายุได้ 6 ขวบกับ Adalbert Zywny ครูผู้ชื่นชอบดนตรีของ Bach , Mozart และ Beethoven แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเรียนกับ Joseph Elsner ซึ่งเป็นครูเปียโนโดยตรง

       โชแปงได้แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณชนตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ  ทุกคนเลื่องลือในความสามารถอันมหัศจรรย์ของเขา  นิ้วที่พลิ้วไหว  และเสียงดนตรีที่มีอารมณ์ทำให้ผู้คนร่ำลือ  เขาได้แสดงต่อๆมาอีกหลายครั้งทั่วยุโรป  จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียถึงกับประทานแหวนเพชรให้

       โชแปงเป็นคนรูปร่างบอบบาง  อ่อนแอ  เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหวง่าย  มีความรู้สึกรักชาติ รักมาตุภูมิมาตั้งแต่เด็กเพราะ เขาได้เห็นภาพที่ทหารปรัสเซีย (เยอรมัน) ออสเตรียและรัสเซีย เข้ารุกรานประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา  แทบทุกวันที่โชแปงมองออกไปนอกบ้านเขาจะเห็นทหารรัสเซียฉุดกระชากทุบตีนักโทษชาวโปแลนด์ที่ผอมโซ  ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฎ  ต่อต้านระบบทรราชย์  และกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ไซบีเรีย

        ความรู้สึกหดหู่คับแค้นใจอันนี้เกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้เขาเขียนเพลงเพื่อมาตุภูมิของเขา  กล่าวกันว่าเพลงชิ้นแรกที่เขาประพันธ์เมื่ออายุ 7 ขวบ คือ Polonaise in G Minor แต่เพลง Polonaise ที่มีชื่อเสียงของเขา คือ POLONAISE IN A-FLAT MAJOR, OPUS 53

         เมื่อเขาเริ่มเป็นหนุ่มอายุประมาณ 19 ปี  ในปี ค.ศ. 1829  เขาไปหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง  ชื่อ  คอนสทันย่า ( Constantia  Gladkowska )  โชแปงเกิดความรักจนมีแรงบันดาลใจให้เขียนเพลงท่อนที่เรียกว่า ลาร์เก็ตโต ( Larghetto )  ในผลงาน  Piano Concerto No.2  in F minor  

         ในราวสองปีต่อมา  คอสทันยาของเขาก็แต่งงานไปกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งแห่งวอร์ซอว์  

             ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง  ที่โชแปงรักและเธอก็รักเขา  คือ มาเรีย  ว้อดซินสก้า ซึ่งเป็นน้องสาวของเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันตอนเด็กๆ  โชแปงมาพบมาเรียที่เมือง เดรสเดน  ประเทศเยอรมัน  และโชแปงได้แต่งเพลง Nocturne No.1 Bb  ให้แก่เธอ

            เมื่อโชแปงกลับจากเดรสเดนแล้ว  เขาแต่งเพลงเกี่ยวกับความทรงจำของเขาที่นั่น คือเพลง   BALLADE No 1in G Minor Opus 23 ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้ว่า  มาเรีย  วอดซินสก้า คือเนื้อหาของเพลงนี้   และเมื่อ ชูมันน์ได้ฟังเพลงนี้ก็ลงความเห็นว่ามันเป็นเพลงที่งดงามมาก

            ในภายหลังมาเรียได้แต่งงานไปกับท่านเคาน์โยเซฟ  สตาร์เบค  แต่ไม่มีความสุขในชีวิตสมรส จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี   เธอจึงเลิกกับสามี

ฟังเพลงโชแปงแบบ Midi ที่นี่

http://www.thummada.com/cgi-bin/iB3/ikonboard.cgi?s=3f25a184411dffff;act=ST;f=6;t=993;st=5

 ภาพ Chopin วาดโดย Eugene Delacroix เพื่อนคนหนึ่งของโชแปง  วาดเมื่อปี ค.ศ. 1838            
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 28, 2003, 05:21:05 PM โดย add » บันทึกการเข้า
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 29, 2003, 01:57:03 PM »

ก้อนดินจากโปแลนด์  

         เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1830 โชแปงต้องเดินทางออกนอกประเทศโปแลนด์เนื่องจากเขาเป็นบุคคลหนึ่งที่ปลุกระดมให้ชาวโปแลนด์ต่อต้านการครอบครองของออสเตรียและรัสเซีย  

         พ่อแม่ พี่น้อง อาจารย์และเพื่อนๆเศร้าใจกับการที่เขาต้องจากไป  จึงได้มอบก้อนดินของโปแลนด์ให้เขาเอาติดตัวไป  และก้อนดินก้อนนั้น โชแปงได้เก็บไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต


         เมื่อเขาเดินทางจากโปแลนด์ไปอยู่ฝรั่งเศส  เขาหลงใหลในตัวแม่ม่ายลูกติด นักเขียนชาวฝรั่งเศส   ในปี ค.ศ. 1837  โชแปงได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับยอร์ช  ชังค์นักประพันธ์ผู้กำลังมีชื่อเสียง  ชื่อจริงของเธอ คืด  ออโรร์  ดือ เดอวองต์  ผู้มีอายุแก่กว่าโชแปงถึง 6 ปี   หล่อนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์  ฟิกาโร  และ เรอวู เดอ ปารีส์    หล่อนชอบสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชาย และสูบซิการ์  มีลูกติดสองคน   และชอบเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยๆ  โชแปงประทับใจในความเก่งกล้าสามารถ และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเธอ  เขาทั้งสองหลบไปอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆ   และก็ได้ทำให้โชแปงได้ละเลยเรื่องการงานทางด้านดนตรีไปมาก  ซึ่งก็อาจเป็นเพราะอารมณ์อันอ่อนไหวของเขานั่นเอง  

         แล้ววันหนื่งเพื่อนและอาจารย์ Joseph Elsner ได้เดินทางมาหาเขาที่ปารีส   ขอร้องให้โชแปงช่วยแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยเหลือชาวโปแลนด์ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช  
             
          แต่ในที่สุดเสียงเรียกร้องของความรักชาติ  ก็กระตุ้นให้โชแปงได้หวนกลับมาแสดงคอนเสิร์ตเพื่อหาเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ของเขา  แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากยอร์ชชังค์ก็ตาม   โชแปงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนร่วมชาติอีกครั้ง  ทำให้เขาต้องหยิบก้อนดินจากโปแลนด์ที่เพื่อนมอบไว้ให้เขาขึ้นมากำอย่างปวดร้าวใจ

            “ ดินก้อนนี้  ตีตุสและพี่น้องได้ให้แก่เรามาเมื่อวันที่เราจะจากโปแลนด์   เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงเสียงร่ำไห้ของพี่น้องชาวโปแลนด์ที่อยู่เบื้องหลัง   เพื่อเตือนให้เราขะมักเขม้นทำงานเสียสละเพื่อช่วยชาติ  แต่เราได้ลืมคำสัญญาและคำสาบานของเราเสียสนิท  แต่นี้ไปเราต้องปฎิบัติตามคำสาบาน”  เขากล่าวพร้อมกับยกก้อนดินขึ้นจูบ  

             ดังนั้นในปี ค.ศ.1848  เขาจึงออกตระเวณแสดงคอนเสิร์ตไปตามเมืองหลวงของประเทศต่างๆ   ลอนดอน  แมดริด  เวียนนา  บาร์เซโลน่า  บรัสเซลส์  และเบอร์ลิน  เพื่อนำเงินไปช่วยพี่น้องชาวโปแลนด์ต่อสู้เพื่อเอกราช


             ต่อมาในปี ค.ศ.1847 ความสัมพันธ์ของโชแปงกับยอร์ชชังด์  ก็สิ้นสุดลง เนื่องจากลูกชายของเธอยิ่งไม่ชอบโชแปงขึ้นทุกวัน  และสุขภาพของโชแปงก็เสื่อมทรุดลง  เขามีอาการไอเป็นเลือดอยู่บ่อยๆ เพราะเขาเป็นวัณโรคมาตั้งแต่อยู่โปแลนด์แล้ว   เดอลาครัวซ์และเพื่อนๆได้มาพบเห็นโชแปงในสภาพที่ร่างกายทรุดโทรมและยากลำบากทางการเงิน  พวกเขาจึงพากันช่วยเหลือ

             พอวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1849  โชแปงก็อาการหนัก  ลุกไม่ไหวและพูดไม่ค่อยได้แล้ว  เขาขอให้เพื่อนๆช่วยเล่นเพลง “เรควิม” ( Requiem )ของโมสาร์ทในงานศพของเขา  และเขาได้กล่าวอำลาเพื่อนๆทุกคน  และในที่สุด ใกล้จะรุ่งอรุณของวันที่ 17 ตุลาคม เขาก็สิ้นชีวิต  เขามีอายุเพียง 39 ปีเท่านั้น  

             งานศพของเขาที่ปารีส  ใช้เวลาเตรียมงานศพถึง 13 วัน   เพราะต้องเตรียมเรื่องนักร้องประสานเสียงที่จะมาร้องเพลง  รีควีมของโมสาร์ท  ซึ่งเป็นเพลงที่โชแปงชอบมาก  ขบวนแห่ศพอันยาวเหยียดได้เริ่มขึ้น  มีการกล่าวสุนทรพจน์ตามประเพณีนิยม  และในขณะที่โลงศพถูกหย่อนลงในหลุม    ดินจากโปแลนด์ที่โชแปงได้เก็บรักษาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิตก็ได้ถูกโปรยลงไปในหลุมฝังศพด้วย

             ที่หลุมฝังศพของเขามีคำจารึกว่า
       
              พักอยู่ในความสงบ
              วิญญาณอันงดงาม  
              ศิลปินผู้สูงส่ง  
              ความไม่มีวันตาย
             ได้เริ่มขึ้นแก่ท่านแล้ว


มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำเอาเพลงของโชแปงไปประกอบ  เช่น  The Lover , The Pianist  ฯลฯ

             
ค้นคว้าจาก คีตกวี ดนตรีแห่งชีวิต สุรพงษ์ บุนนาค
คีตกวี ปรัชญาเมธีแห่งภาษาสากล ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์
จากดวงใจ คีตกร จ. มงคลขจร ( สาทิส อินทรกำแหง )
เพลงรักคีตกวี สันตสิริ

           
บันทึกการเข้า
บันทม
Full Member
***
กระทู้: 368


" ม่วนขนาด "

pbtours@hotmail.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 31, 2003, 08:55:19 AM »

 ยิ้มเท่ห์ ยิ้มกว้างๆ

มานั่งท้าวคาง ตาลอย คอยอ่านต่อ ครับ ...

 ยิงฟันยิ้ม เจ๋ง
บันทึกการเข้า

" กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม "
Red Sun
Full Member
***
กระทู้: 796


ตะวันเพลิง


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2003, 12:17:45 AM »

Thank you for valuable articles.
 (Sing a song) ...  I will follow you ...

 ยิงฟันยิ้ม
บันทึกการเข้า

ตะวันเพลิง
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2003, 10:02:29 AM »

แฮนเดิ้ล (George Frideric Handel,1685-1759)

       เขาเป็นชาวเยอรมัน เกิดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1685 เกิดที่เมืองฮันเล่อะ (Halle) ประเทศเยอรมัน   แฮนเดิ้ลเกิดในตระกูลผู้มีอันจะกิน พ่อเป็นหมอและเป็นช่างตัดผมชื่อ Handel  สมัยนั้นใครเป็นอะไรก็มาผ่าตัดที่ร้านตัดผมได้เลย   แม่ของเขาเป็นแม่บ้านที่เพียบพร้อม  น่ารักและอ่อนหวาน   ต่อมาฮันเดลมามีชื่อเสียงและมีชีวิตในประเทศอังกฤษ   ภายหลังจึงแปลงสัญชาติเป็นอังกฤษ

     ในสมัยเด็กพ่อหวังให้แฮนเดิ้ลเรียนกฎหมายแต่แฮนเดิ้ลไม่ชอบ  แฮนเดิ้ลสนใจดนตรีตั้งแต่อายุ 3 ขวบ  เขาชอบเสียงระฆังที่ดังแว่วมาจากโบสถ์ประจำหมู่บ้านอย่างฝังจิตฝังใจ  และชอบเล่นเครื่องดนตรีของเล่นที่ป้าซื้อให้   ครั้งหนึ่งเขาชวนเพื่อนมาเล่นเครื่องดนตรีของเล่นกันคนละชิ้น  แล้วแฮนเดื้ลก็พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นว่า  

     "บัดนี้พวกเรามีวงออร์เคสต้าของพวกเราเองแล้ว"

     ทันทีที่แฮนเดิ้ลให้สัญญาณ  เครื่องดนตรีทุกชิ้นก็บรรเลงขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงที่ฟังไม่เป็นเพลง  เด็กๆพอใจและมีความสุขกันมาก  แต่คนที่ไม่พอใจก็คือพ่อของเขาซึ่งกลับมาบ้านพอดี  เขาไล่พวกเด็กๆออกจากบ้านไป  แล้วเก็บเครื่องดนตรีของเล่นเหล่านั้นใส่ตู้ล็อคกุญแจไว้

      แต่แฮนเดิ้ลก็ไม่ยอมแพ้  เด็กน้อยรบเร้าให้แม่ช่วยย้าย ฮาร์พซีคอร์ดซึ่งเพื่อนคนหนึ่งของครอบครัวยกให้  ไปไว้บนห้องใต้หลังคา  ในยามค่ำคืนเขาก็ย่องขึ้นไปเล่นฮาร์พซีคอร์ดนั้น  แต่แม้ว่าเขาจะเล่นให้เสียงเบาอย่างไร  ผู้คนก็จะได้ยินเสียงเสมอ  จนกระทั่งคืนวันหนึ่งขณะที่เขาแอบขึ้นไปเล่นเหมือนเช่นเคย  พ่อก็ทนรำคาญไม่ไหวจึงขึ้นไปดุและลากเอาตัวเขาลงมานอน  ทำให้แฮนเดิ้ลกลัวและหยุดเล่นไปพักหนึ่ง  พอหายกลัวเขาก็กลับมีความตั้งใจที่จะเล่นดนตรีให้ได้

      เมื่อแฮนเดิ้ลอายุได้ 9 ขวบ  วันหนึ่งพ่อนั่งรถม้าเข้าไปธุระในเมือง  แฮนเดิ้ลก็วิ่งล้มลุกคลุกคลานตามหลังรถม้าไป  พ่อทำเป็นไม่เห็นเพราะคิดว่าสักพักเขาจะเลิกวิ่งตามไป   แต่เขาก็ไม่เลิก จนพ่อทนไม่ไหว ตะโกนถามว่า

      "วิ่งตามมาทำไม?"  แฮนเดิ้ลตอบด้วยความเหน็ดเหนื่อยว่า
      "ผมขอไปด้วย"

      พ่อจึงใจอ่อนหยุดรถและให้เด็กน้อยไปด้วย  เมื่อไปถึงในเมือง  เมื่อพ่อมีธุระกับดยุคในเมือง  นักออร์แกนของท่านดยุคก็กำลังเล่นเพลงอยู่ในโบสถ์  แฮนเดิ้ลก็เดินตามเสียงเพลงนั้นไปจนถึงโบสถ์  นักดนตรีเห็นเด็กน้อยยืนมองอย่างสนใจก็เรียกไปนั่งใกล้ๆ  และยอมให้แฮนเดิ้ลเล่นออร์แกนนั้น  พ่อของเขามาธุระที่เมืองนี้หลายวัน แฮนเดิ้ลจึงได้เล่นออร์แกนบ่อยๆ  จนกระทั่งวันอาทิตย์หลังพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว  ท่านดยุคผ่านมาได้เห็นและได้ยิน แฮนเดิ้ลเล่นเพลงเข้าพอดีก็รู้สึกประทับใจมาก  ท่านอยากจะสนับสนุนเด็กคนนี้ให้เก่งทางด้านดนตรี  ท่านดยุคจึงแนะเชิงบังคับให้พ่อของแฮนเดื้ลจัดการได้เรียนดนตรีกับครูดีๆ

       พ่อของแฮนเดิ้ลจึงจำเป็นต้องจัดการให้ แฮนเดิ้ลได้เรียนดนตรีกับ Friedrich Wilheim Zachau ผู้เป็นนักดนตรีและเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงแห่ง  Halle
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 27, 2003, 10:05:13 AM โดย add » บันทึกการเข้า
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2003, 11:16:57 AM »

แต่ไม่ว่า แฮนเดิ้ล จะมีความสามารถในทางดนตรีอย่างไร  แต่พ่อของเขาก็ยังต้องการให้ลูกเรียนกฎหมายอยู่เช่นเดิม  แฮนเดิ้ลได้ทำตามความประสงค์ของพ่อ  แม้ว่าพ่อจะสิ้นชีวิตไปแล้ว  เขาก็ยังคงเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัย  ฮัลเล่อะ  แต่ในภายหลังก็หันมางานทางดนตรีแต่เพียงอย่างเดียว

          งานชิ้นแรกของเขา  คือ  การเป็นนักเล่นออร์แกนประจำโบสถ์ที่เมือง ฮัลเล่อะ  บ้านเกิดของเขา  ได้ค่าจ้างราวปีละ 1000 บาท  แต่ต่อมาเขาก็ลาออก

          ในปี ค.ศ. 1703 แฮนเดิ้ลเดินทางไปฮัมบวร์กซึ่งเป็นศูนย์กลางทางดนตรีและอุปรากรของเยอรมันอยู่ในขณะนั้น  ในราวปี 1705  เขาเขียนอุปรากรเรื่องแรก คือ Almira ซึ่งมีเนื้อร้องเป็นภาษาเยอรมัน 44 ตอน และเป็นภาษาอิตาเลียน 15 ตอน  ซึ่งก็ได้รับความนิยม

          หลังจากนั้น  ตั้งแต่ปี 1706-1710 เขาเดินทางไปอยู่อิตาลี  และประพันธ์ อิตาเลียนโอเปร่า (Italian Operas) ได้มีโอกาสคลุกคลีและใกล้ชิดกับบุคคลชั้นนำทางดนตรีของอิตาเลียนหลายคน เช่น โดเมนีโค สคาร์แลทตี (Domenico Scarlatti) นักเล่นฮาร์ปสิคอร์ดและอาร์แคนเจโล คอเรลลี (Arcangelo Corelli) นักไวโอลินจากการคลุกคลีใกล้ชิดทำให้แฮนเดิ้ลได้รับอิทธิพลของทำนองเพลงอิตาเลียน

           มีเรื่องเล่าลือกันว่า แฮนเดิ้ลได้ประลองการเล่น ฮาร์พซิคอร์ด  และออร์แกน กับ Domenico Scarlatti  ซึ่งเป็นทั้งนักดนตรีและนักแต่งเพลงที่ขึ้นชื่อ   เมื่อประลอง ฮาร์พซิคอร์ดปรากฎว่าเสมอกัน  แต่เมื่อประลองออร์แกน  ปรากฎว่า แฮนเดิ้ลชนะขาด
           
           หลังกลับจากอิตาลีขณะนั้นฮัลเดลอายุย่าง 25 ปี ได้เดินทางไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการ วงดนตรีของท่านผู้ครองนครแห่งแฮโนเวอร์ (Hanover) แฮนเดิ้ลทำงานอย่างไม่มีความสุข จากนั้นจึงย้ายไปที่กรุงลอนดอนในปี 1710 แฮนเดิ้ลเปิดการแสดงอุปรากรเรื่อง Rinaldo ขึ้นที่โรงละคร Haymarket Theater ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับจากชาวลอนดอนอย่างล้นหลาม

           ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ ค.ศ. 1711-1715 นั้น เขาเป็นแขกของท่านลอร์ด เบอร์ลิงตัน (Lord Burlington) และพักที่คฤหาสน์ของท่าน พอถึงวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของสมเด็จพระราชินีแอนน์ (Queen Anne) แฮนเดิ้ลก็ได้เปิดการแสดงดนตรีขึ้นเป็นการเฉลิมฉลองและเพื่อถวายพระพร ต่อมาพระราชินีแอนน์ ทรงโปรดเขามากพระนางได้พระราชทานเงินเป็นเบี้ยเลียงชีพให้แก่เขาปีละ 200 ปอนด์ หลังจากพระราชินีแอนน์เสด็จสวรรคต พระเจ้ายอร์จที่ 1 (King George I of England) ขึ้นครองราชย์แทนพระองค์ทรงโปรดดนตรีมากที่สุดและจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพให้เขาเป็น 2 เท่า หรือ ปีละ 400 ปอนด์
บันทึกการเข้า
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 20, 2004, 08:57:24 PM »

สาเหตุที่พระเจ้ายอร์จที่ 1 ทรงโปรดปรานแฮนเดิ้ลมากนั้นมีเรื่องเล่าว่า

             ในสมัยนั้นแม่น้ำเทมส์เป็นแม่น้ำเส้นทางแห่งการค้าขาย   และเป็นที่ที่ราชวงศ์อังกฤษนิยมจัดงานชุมนุมขึ้นที่ริมแม่น้ำ  ในการประพาสครั้งนั้นนอกจากเรือพระที่นั่งของพระมาหากษัตริย์และพระราชินีแล้ว  ก็ยังมีเรือตามเสด็จในขบวนอีกราว 1000 ลำ  นับว่าเป็นการเดินทางที่โอ่อ่าครึกครื้นยิ่ง  ในครั้งนี้ แฮนเดิ้ลได้แต่งเพลง  Water Music ถวาย  จึงทำให้พระเจ้ายอร์ชทรงพอพระราชหฤทัยมาก  นอกจากเขาจะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแล้ว  เขายังได้รับรายได้จากคนอื่นๆด้วย

             แฮนเดิ้ลได้เขียนอุปรากรออกแสดงทั้งในอังกฤษและยุโรปรวม 45 เรื่อง   แต่ในการจัดแสดงอุปรากรนั้น  แฮนเดิ้ลมักจะประสบกับความยุ่งยากใจเสมอ เช่น คราวหนึ่งเขาตกลงใจให้ ฟรานเซสก้า ดัชโชนี ให้มาแสดงที่อิตาลี  นางยื่นเงื่อนไขในการซ้อมอุปรากร เรื่อง Ottone ว่าถ้าแฮนเดิ้ลไม่ยอมให้นางร้องโน้ตเสียงสูงเพิ่มเติมเข้าไปนอกเหนือจากที่แฮนเดิ้ลแต่งแล้ว  นางจะไม่ยอมแสดงเด็ดขาด  ทั้งสองจึงโต้เถียงกัน  แฮนเดิ้ลถึงกับยกนางดัชโชนีชูไปที่หน้าต่าง ทำท่าจะโยนเธอออกไป  หลังจากนั้นเธอจึงยอมโดยดี

             แต่หลังจากประสบความสำเร็จได้ช่วงหนึ่ง  ผู้คนก็เริ่มเสื่อมความนิยมในอุปรากรแบบอิตาเลียน  หันมานิยมอุปรากรที่ร้องเป็นภาษาอังกฤษ   บริษัทของแฮนเดิ้ลถึงกับล้มละลาย  แม้ว่า แฮนเดิ้ลจะทุ่มทุนลงไปอีก 10,000 ปอนด์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

             เมื่ออุปรากรแบบอิตาลีเสื่อมความนิยมลง  แฮนเดิ้ลจึงหันไปแต่งเพลงแบบ Oratorio ซึ่งเป็นเพลงศาสนาออกมาแทนอุปรากรแบบอิตาลี โดยเขียนขึ้นมาประมาณ 20 เพลง

             เพลง Oratorio Messiah  ป็นเพลงที่ขึ้นชื่อของเขา  เขียนขึ้นในปี ค.ศ.1741  และได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อ 13 เมษายน ค.ศ.1742 ที่เมืองดับลิน  นิตยสารรายเดือนชื่อ ฟอล์คเน่อร์ เจอร์นอล  ได้กล่าวถึงการแสดงเพลงนี้ว่า  

           "ผู้มาฟังที่ชื่นชมต่างคอยจะกล่าวแสดงความยินดีอย่างยิ่งแก่ผู้ประพันธ์  ความงดงาม ความผ่าเผย และความนุ่มนวลของเพลงนี้  ก่อให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟังด้วยความประทับใจอย่างสูง"

            เพลง Messiah ทำให้คนอังกฤษเกิดความนิยมต่อแฮนเดิ้ลอีก  และช่วยให้เขารอดพ้นจากการล้มละลาย  ทั้งๆที่เป็นงานเขียนที่ใช้เวลาเพียง 24 วันเท่านั้น

         เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงได้ฟังก็ทรงเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกประทับใจในท่อน  Hallelujah Chorus  จนถึงกับลุกขึ้นยืน  แล้วนับตั้งแต่นั้นมาก็เป็นธรรมเนียมที่ผู้ฟังจะลุกขึ้นยืนเมื่อถึงตอนนี้
บันทึกการเข้า
add
YaBB God
*****
กระทู้: 1251



ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 20, 2004, 08:58:40 PM »

ชีวิตบั้นปลายของแฮนเดิ้ล  แม้จะมีชื่อเสียงอย่างรุ่งโรจน์  ได้รับการอุปถัมภ์อย่างดีจากพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ  แต่ก็ดำเนินไปด้วยความสงบกับเพื่อนฝูงที่คุ้นเคย 2-3 คน  เขามักจะชอบนั่งดื่มเบียร์และสูบกล้องยาเส้นอยู่เงียบๆ  

        ตลอดชีวิตของแฮนเดิ้ลเขาไม่เคยแต่งงานเลย  ในวัยชราแฮนเดิ้ลตาบอดต้องอาศัยเพื่อนสนิทผู้หนึ่งคอยช่วยเหลือทำทุก ๆ อย่าง  แต่ถึงแม้ตาจะบอดแต่เขาก็ไม่ทิ้งงานประพันธ์ดนตรี  อาศัยเพื่อนผู้นี้เป็นคนคอยจดตามที่แฮนเดิ้ลบอก  เขามีความหวังว่า  ถ้าเขาจะตายก็ขอตายในวัน  Good Friday  ครั้นพอถึงวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1759 ซึ่งเป็นวันกู๊ดไฟรเดย์วันหนึ่ง  เขาก็เสียชีวิตลง  รวมอายุได้  74 ปี ศพถูกฝังไว้ในวิหารเวสต์มันสเตอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  

         เขาอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่งานทางดนตรี เพลงของเขาที่แต่งขึ้นประกอบด้วย เพลงอุปรากรทั้งหมด 46 เรื่อง ออราทอริโอ 32 บท Italian Solo Cantatas 28 เพลง  Chamber duets 20 เพลงและเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ กว่า 100 เพลง  


หนังสือ  คีตกวี  ดนตรีแห่งชีวิต  ของ สุรพงษ์  บุนนาค
http://classroom.psu.ac.th/users....4-5.HTM
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC3 | SMF © 2001-2006, Lewis Media | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!