Old Board
พฤศจิกายน 21, 2017, 02:21:49 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: SMF - Just Installed!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 11:43:52 AM 
เริ่มโดย chanayus - กระทู้ล่าสุด โดย waterstell-น้ำเหล็ก
อำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่น

แนะนำทีมงาน “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง”(1)

            เล่าภาพภูมิประเทศฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่นแล้ว ก่อนแนะนำทีมงาน “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง” ขอเพิ่มเติมเรื่องคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการตำบลอีกเล็กน้อย (จริง ๆ)

          โครงสร้างโดยสังเขปของคณะกรรมการตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้านค่อนข้างเหมือนกัน คณะกรรมการตำบลเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมจากคณะกรรมการหมู่บ้าน  แต่ไม่ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นใหม่แทนผู้ที่เป็นคณะกรรมการตำบล  ดังนั้นคณะกรรมการหมู่บ้านบางท่านจึงต้องทำทั้งสองภาระหน้าที่  ซึ่งกรณีนี้จะมีผู้ช่วยคณะกรรมการงานในหมู่บ้านมาเสริมงานในหมู่บ้าน หรือกรรมการท่านอื่น  ๆ ช่วย ๆ กันไป

             เข้าเรื่อง ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐสีแดง
   ทีมผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐที่มีลุงสรรค์เป็นจัดตั้ง เริ่มต้นขึ้นปี 2523  ก่อนหน้านั้นน่าจะอยู่ในความดูแลของ ส.เล่าเต็ง  จัดตั้งเขต และส.เล่าวิทย์ที่รับหน้าที่เป็นประธานอำนาจรัฐ

             ในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา  2519  ที่นักศึกษา ชาวนา จำนวนมากทยอยขึ้นฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น และผ่านการศึกษาการเมืองการทหารจากรร. การเมืองการทหาร 6 ตุลา แล้ว

              สหายนักศึกษาจำนวนหนึ่งได้ทำงานอำนาจรัฐ

               หน่วยงานอำนาจรัฐก่อนหน้านี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ตำบล”ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐรุ่นแรก ๆ ที่พอจำได้คือ  ส.เพลิน ท่านนี้เป็นสหายชาวนา (น่าจะเป็นพี่น้องกับส.พรหม) ส.เพลินมีภรรยาเป็นสหายม้ง  

               อีกท่านหนึ่งคือ ส.หล้า

              หากส.หล้าพอเจียดเวลาจากการเป็น “ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐ(ขาว)” ในปัจจุบัน  มาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมได้ก็จะทำให้เรื่องอำนาจรัฐแดงในฐานที่มั่นมีข้อมูล และมุมมองเพิ่มขึ้น

              กลับมาปี 2523  สภาพภูมิศาสตร์ทางการทหารของฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น เกือบจะถูกแบ่งเป็น  2 ฝั่งแล้ว  การบริหารจัดการด้านภูชายแดน ผาหม่น ลุงสรรค์เป็นจัดตั้งดูแล อย่างไรก็ตามการประสานงานกันทั่วถึงทั้งเขตยังดำรงอยู่

              วันแรกที่ลุงสรรค์ประชุม ผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐมีสหายหลายคนดังนี้ ส.ชายที่มีฐานะเป็นแนวร่วมด้วย  (ยังนึกชื่อไม่ออกนะ ขอโทษที) สหายท่านนี้มีประสบการณ์มากมายในการเคลื่อนไหวนักศึกษาภาคใต้  เคลื่อนไหวกับชนกลุ่มน้อยในภาคใต้ ที่นับถือศาสนามุสลิม  สหายท่านนี้รูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ  มีเรียวหนวดบางเหนือริมฝีปาก  เวลาพูดเสียงจะดังฟังชัด และมักหัวเราะง่าย ฮ่า ๆ  ๆ  เสียงดัง เห็นฟันขาวเต็มปาก   ส.ท่านนี้ชอบติดปืนสั้นมากกว่าสะพานปืนยาว ไม่ว่าจะเป็นอาก้า เซกาเซ เอ็ม 16 หรือเอสเค

                 ส.เพลินเข้าร่วมประชุมด้วย  สหายเพลินเป็นสหายเก่าอยู่มานานผ่านสงครามล้อมปราบฐานที่มั่น สหายท่านนี้ผิวคล้ำ  พูดจาสุภาพ ถ่อมตัว  แต่มีความรู้ลึกซึ้งถึงอุปนิสัยใจคอ และเรื่องราวต่าง ๆ ของชนชาติม้ง

                อันดับต่อมา ส.หล้า ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยครูอนุชนในฐานที่มั่นด้วย  ส.หล้าเป็นสหายหญิง เป็นข้าราชการหัวก้าวหน้า ผิวคล้ำ  ผมค่อนข้างหยิก ดูท่าทางใจดี มีอารมณ์ขัน หัวร่อต่อเรื่องราวต่าง ๆ ง่าย เวลาพูดจะเร็ว ๆ แบบคนใต้

                อันดับต่อมา ส.หมอโรจน์ (มาจากเขต7) นอกจากทำหน้าที่หมอฟัน แล้วยังเสริมงานอำนาจรัฐด้วย ส.หมอโรจน์เป็นคนมีเสน่ห์  ยิ้มสวยมีลักยิ้มเล็ก ๆ ที่แก้ม  มักจะมองโลกในแง่ดีเสมอ ๆ  ชุดทปท.ของส.หมอโรจน์ดูสะอาดสะอ้านสมกับเป็นหมอ แม้จะเป็นชุดเก่า ๆ มีรอยปะบางแห่งก็ตาม

                ต่อไปส.น้ำเหล็ก ขึ้นฐานที่มั่นดอยยาว-ผาหม่น ปลายปี 2520  ร่วมงานบุกเบิกรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา จบจากการศึกษาที่รร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา รุ่นแรก แล้วเป็นผู้ปฏิบัติงาน ครูการเมืองประจำโรงเรียนการเมืองการทหาร 7 สิงหาต่อ (ลุงสรรค์เป็นจัดตั้งโรงเรียน)  เมื่อรร.การเมือง-การทหาร 7 สิงหา ย้ายมาเขตไทย ส.น้ำเหล็กย้ายมาทำงานอำนาจรัฐในฐานที่มั่น

                ส.ประโยชน์ อดีตผู้หมวดเก่า  อดีตนักรบที่ต้านการล้อมปราบมาอย่างโชกโชน  สามารถเล่าและชี้จุดสำคัญต่าง ๆ ในการสู้รบ  (“ตรงกอไผ่ ขนาดใหญ่นี้ ผมและสหายอีก 2 ท่าน วนรอบยิงสู้เครื่องบิน มันไม่ไป เราก็ไม่ถอย  เวลามันยิงมาแต่ละที ต้นไผ่หักโค่นเป็นต้น ๆ เลย แต่กอไผ่ใหญ่มาก จึงพอยิงสู้มันได้  ร่วมชั่วโมง เครื่องบินถึงหนีไป”)

                   ฝั่งภูชายแดน-ผาหม่น ทีมผู้ปฏิบัติงานอำนาจรัฐ มีส.หมอโรจน์, ส.น้ำเหล็ก และส.ประโยชน์ เป็นทีมงาน  

                   ส.หมอโรจน์ ช่วยงานอำนาจรัฐอยู่ไม่นาน ทางจัดตั้งก็ให้ไปทำหน้าที่หมอยังหน่วยงานที่จำเป็นในฐานที่มั่น   (ส.หมอโรจน์ หากมีเวลาเหลือจากการถอนฟัน ทำฟันผู้อื่น มาเขียนเล่าเรื่องจริงที่ยิ่งกว่าฝันบ้างก็ดีนะ  ฝากบอกว่า ตอนนี้ผมอุดฟัน ทำฟันปลอมเต็มปากแล้ว  ฟันหน้าที่บิ่นเป็นรอยเล็ก ๆ ซึ่งส.ลอยน้ำชอบล้อเลียนนั้นก็ทำแล้วด้วย  และที่สำคัญที่เคยกลัวหมอฟัน ยิ่งกว่ากลัวลูกปืนนั้น อาการดีขึ้นเยอะ แล้ว ครับผม)

                  ฝั่งดอยยาว มีส.เพลิน, ส.หล้า  
/*/*/**/
เรื่องแถม
ศัตรู - ช้ง – ลอ (จบ)

               สหายผู้กองส่งทหารสื่อสารไปแจ้งให้หมู่ 1 และหมู่ 2ประจำตำแหน่งต่อไป โดยลดการเตรียมพร้อมลง ผลัดกันงีบได้ แต่ให้พร้อมรบอยู่ในคูสู้รบ
              ส่วนทหารในคูรบสนับสนุนก็ให้ปฏิบัติเช่นกัน โดยสหายผู้กองเรียกทปท.ชนชาติม้ง 3 คนมาอยู่ใกล้ ๆ
              สหายผู้กองและสหายผู้การนั่งหลังอิงคูสู้รบ ทั้งคู่ปรึกษาหารือกันเบา ๆ มีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่เปลี่ยนยุทธวิธี

              ฟ้าใกล้สาง สหายผู้กองสั่งให้สหายม้ง 3 คนที่เตรียมไว้แล้วไปสืบสภาพไกลออกจากค่ายไปยังทิศทางค่ายศัตรู โดยให้แวะนัดแนะจุดเข้าออกกับหัวหน้าหมู่ 1 ก่อน


               สหายผู้กองส่งทหารสื่อสารแจ้งให้หมู่ทหารที่อยู่คูรบสนับสนุนกลับเข้าบ้านพักได้ พี่เลี้ยงให้ทำอาหารเช้า ทั้งนี้โรงครัวอยู่ต่ำลงไป แสงไฟจากการหุงหาอาหารไม่พ้นออกนอกค่าย

               พอตีนฟ้ายก สหายผู้กองสั่งหมู่ 1 และหมู่ 2 ถอนกำลังกลับให้เหลือยามเฝ้าระวังพิเศษไว้หมู่ละ 2 คน

             สักประเดี๋ยวมี เสียงคนเดินและพูดคุยภาษาม้งดังแว่วมา
             สหายบางท่านอดตำหนิประชาชนในใจไม่ได้ว่า ทำไมประมาทเหลือเกิน

             พอเห็นค่าตากันชัดเจน ที่แท้เป็นกลุ่มทหารบ้าน 5-6 คนสะพาย อาก้า  เซกาเซ และคาร์ไบน์ พร้อมซองกระสุนเต็มพิกัด
กลุ่มทหารบ้านตรงไปหาสหายผู้กอง เสียงซุบซิบเป็นภาษาม้ง ดังอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่สหายผู้กองจะเดินออกจากค่ายไปกับทหารบ้าน 3 คน และมีทปท.ติดตามไปอีก 2 คน ทหารบ้านที่เหลือตามสหายผู้การเข้าไปในบ้านพักผู้กอง

              สหายนักรบทปท.คนอื่น  ๆ ที่เห็นท่าทีของทหารบ้านที่พยายามกลั้นหัวเราะ แม้สีหน้าเคร่งเครียด พอรู้ว่า สถานการณ์ไม่ร้ายแรงแน่

               “ช้ง ตั้ว ผ่อ  ไผ่ยิงปืน”  สหายผู้กองสรุปให้กองร้อยฟังหน้าแถวตอนเช้า หลังจากไปพิสูจน์ทราบต้นเสียงรัวปังปึงกลางดึกอย่างมั่นใจแล้วว่า เป็นปล่องไม้ไผ่ที่แตกเพราะอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงมากอย่างเฉียบพลัน

                ปกติไม้ไผ่แตกในหน้าหนาวมีเป็นประจำอยู่แล้ว  แต่การแตกแบบเสียงปืนกลรัวเช่นเมื่อคืนเหมือนกับการยิงทำลายล้างอยู่ฝ่ายเดียว  เพิ่งเกิดขึ้น และฟังดูใกล้ค่ายทหารมาก

                เสียงไผ่แตกดังคล้ายเสียงปืนยังเกิดในช่วงเผาไร่หรือมีไฟไหม้ป่า ไผ่แตกดังสนั่นเพราะความร้อนดังเป็นประจำ แต่สหายม้งทั้งหลายมักจะแยกแยะได้

               ไม่เพียงสหายผู้กอง, สหายผู้การที่แปลกใจตนเอง ทปท.ชนชาติม้ง ก็แปลกใจตนเองเช่นกัน ที่ต้องเตรียมรบกับ “ศัตรู ช้ง ลอ”


               “สหายทั้งหลาย เราต้องมองให้เห็นว่าเป็นเรื่องดี  ข้อแรก ปฏิบัติของนักรบทั้งกองร้อยของเราดีเยี่ยม ประจำตำแหน่งสู้รบต่าง ๆ ได้รวดเร็ว  ถือว่าเป็นการซ้อมรบอย่างสมบูรณ์แบบ  ข้อสอง เป็นการพิสูจน์ความพร้อมรบ พร้อมสนับสนุนกองทหารหลักของทหารบ้าน และการสืบสภาพของทหารบ้านอย่างเอาการเอางาน”  ถ้อยคำของสหายผู้การดังกล่าวทำให้เช้าวันนั้นทั้งกองร้อยมีกำลังใจสู้รบที่ปฏิวัติเพิ่มพูนขึ้นทันที

                ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม  สหายผู้การสามารถจบการประชุมชี้แจงทหารทั้งกองร้อยในเช้าวันนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ทำงานการเมืองได้อย่างตรงจุด

                 ครั้นเวลาผ่านไป “ช้ง ตั้ว ผ่อ   ศัตรู  ช้ง  ลอ” ได้กลายเป็นเรื่องขบขันของกองร้อย และเรื่องเล่าของสำนักอื่นๆ อย่างทั่วถึง  

*_*_**_
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 2 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 09:20:28 AM 
เริ่มโดย pasit - กระทู้ล่าสุด โดย pasit
แอ๊ดมินช่วยทำเว้ปลิ้งค์ให้ด่วนhttp://6tula.firelamtung.com/index.php
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 3 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 09:04:18 AM 
เริ่มโดย แสนไชย - กระทู้ล่าสุด โดย บ่อซอน
Thank you friend-Loung ATM
No prompram ยิงฟันยิ้ม
Yours(เหมียนเดิม)

สำหรับลุงดีดผึง ผมปรับข้อความแล้ว ขอบคุณมากครับ ยิ้มกว้างๆ
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 4 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 02:32:45 AM 
เริ่มโดย apiwat - กระทู้ล่าสุด โดย salt
พวกเจ้าทฤษฏีทั้งหลาย.....ทุกสำนักฯ.....ว่าเวลาพูดถึงหลักการหรือหลักกูน่ะเอาข้อเท็จจริงพวกนี้....เขาไปวิเคราะห์ด้วย...ข้อเท็จจริงในการ "ต้อง" ดำรงอยู่ใน "อำนาจ" ของพวกเขมือบประเทศ" พวกนี้....
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 5 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 02:28:18 AM 
เริ่มโดย apiwat - กระทู้ล่าสุด โดย salt
หน่อยว่าท่านพี่พิทักทักษ์รัดทำมะนูนหรือพิทักษ์ผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนครอบครัวของ "เจ้านาย" กันแน่....อย่าเสียชาติเกิด....

ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

 วันนี้ เราก็ได้พัฒนาการต่อสู้กันมาพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราวิเคราะห์กันว่า ทำไมทักษิณจึงยังอยู่ ยังไม่ไป คิดว่ามีอยู่ 3 ประการหลักๆ ก็คือ
       
       1. กลัวติดคุก
       
       2. กลัวถูกยึดทรัพย์
       
       3. กลัวถูกขับไล่ออกนอกประเทศ
       
       เพราะผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ มากมายหลายประการ ซึ่งตามที่สื่อมวลชนและพันธมิตรฯ ได้นำมาเสนอท่านผู้ฟัง หรือพี่น้องสื่อมวลชนก็คงจะติดตามกันมาโดยตลอด ดังนั้น นี่คือภารกิจที่เราจะต้องทำให้ประเทศเราสะอาด โปร่งใส และรักษาเอกราชของบ้านเมือง และรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเอาไว้ต่อไป
       
       สนธิ ลิ้มทองกุล
       
       ผมขอขยายความคุณสมศักดิ์นิดหนึ่ง รักษาการนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีเถื่อน เถื่อนยกกำลังสอง เถื่อนข้อแรกคือว่า หมดสภาพไปตั้งแต่วันที่ลาพักไปแล้ว เถื่อนข้อที่สอง คือ เลยกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้ คือ ประมาณ 135 วัน อันที่สอง อันนี้สำคัญมาก
       
       คือผมอยากให้พ่อแม่พี่น้องและท่านสื่อมวลชนได้เข้าใจ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และการเลือกตั้งของรักษาการนายกฯ ทักษิณนั้น ต่อสู้บนพื้นฐานที่ต้องการเข้ามามีอำนาจที่จะรักษาทรัพย์ต่อไป ทรัพย์ที่พูดถึงนี้หมายถึง 73,000 ล้าน ที่ขายกิจการของชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ในการขายนั้นจะมีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนเยอะพอสมควร ทางเทมาเส็กจะยังไม่จ่ายแต่ตั้งเอาไว้ในกองทุนที่เรียกว่า เอสโครว์ ในบัญชีเอสโครว์ เอสโครว์นะครับเป็นภาษาอังกฤษ เอสโครว์
       
       คือว่า ในการซื้อขายอะไรก็ตามถ้าหากการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดเขาอาจจ่ายเงินให้ส่วนหนึ่งก่อน อีกส่วนหนึ่งเขาจะกันเอาไว้เพื่อตรวจสอบว่าเงื่อนไขการซื้อขายนั้นเป็นไปตามข้อเสนอที่ผู้ขายเสนอให้ผู้ซื้อถูกต้องทุกประการ เอสโคลจะมีกำหนดระยะเวลาระยะหนึ่ง อาจจะ 30 วัน 45 วัน 6 เดือน หรือ 1 ปี อีกครึ่งหนึ่งนั้นได้มีการจ่ายเงินออกมาเรียบร้อยแล้ว
       
       นั่นคือเงินที่กู้ยืมจากธนาคารไทยพาณิชย์และหลายๆ เจ้าที่เป็นข่าวมาแล้วโดยผ่านบริษัท กุหลาบแก้ว ในช่วงแรกที่เรารับทราบข่าวกัน เงินก้อนนี้ได้จ่ายไปให้เรียบร้อยแล้ว แต่เงินก้อนนี้ยังโอนออกนอกประเทศไม่ได้เพราะว่าธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่ได้อนุมัติในการโอนออกไป เพราะฉะนั้นเงินที่จ่ายให้แล้วนั้นยังโอนออกไม่ได้
       
       ส่วนเงินอีกก้อนยังถูกตั้งอยู่ในบัญชีของการตรวจสอบความสูญเสีย นั่นคือเหตุผล นั่นคือคำอธิบายให้กับทุกๆ ท่านทราบว่า ทำไมเมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาว่า ไอทีวีจำเป็นจะต้องจ่ายเงินค่าสัมปทานเหมือนเดิมก่อนที่จะมีอนุญาโตตุลาการ แล้วคำสั่งอนุญาโตตุลาการนั้นไม่ชอบ
       
       ทำให้ไอทีวีต้องอยู่ในสภาพที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มกว่าเก่าอีกเยอะ แล้วเทมาเส็กซื้อหุ้นไอทีวีไปด้วยราคา 9.50 บาท ซึ่ง 9.50 นั้นเป็นราคาพื้นฐานของการจ่ายค่าสัมปทานราคาถูก เมื่อมีคำสั่งออกมาเช่นนี้แล้วเลยทำให้มูลค่าของไอทีวีจะไม่ใช่ 9.50 บาท อีกต่อไป อาจจะลดลงเหลือ 2.50 หรือ 2 บาท ส่วนที่หายไป 7 บาท คือส่วนที่เทมาเส็กจะต้องเอามาหักออกจากเงินที่เขาหักเก็บเอาไว้ก่อน
       
       นอกจากนั้นยังมีส่วนอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานดาวเทียม เพราะถ้าหากมีคำถามขึ้นมาแล้วเกิดมีรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลของรักษาการทักษิณ ชินวัตร เขาอาจจะถามว่า สัมปทานดาวเทียมที่ขายไปนั้นละเมิดพระราชบัญญัติความมั่นคงหรือเปล่า
       
       หากละเมิดพระราชบัญญัติความมั่นคง นั้นการขายย่อมไม่ชอบ เมื่อไม่ชอบแล้วผู้เสียหายคือผู้ซื้อ คือ เทมาเส็ก เทมาเส็กต้องหักเงินก้อนนี้ออกจากอันนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้รักษาการนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้สู้เพื่อประชาธิปไตย แต่สู้เพื่อทรัพย์ของตัวเอง สู้เพื่อให้ 73,000 ล้านนั้นยังคงอยู่ใน 73,000 ล้าน
       
       แล้วถ้ามีโอกาสจะขยับขยายแปรรูรัฐวิสาหกิจ แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เอากิจการรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น รวมถึงเมกกะโปรเจ็กต์ต่างๆ เพราะฉะนั้นแล้วการที่เขาจำเป็นต้องสู้ทุกวิถีทางนั้น เขาไม่ได้สู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน เขาสู้เพื่อทรัพย์ของเขาเท่านั้นเอง

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000092475
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 6 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 02:22:57 AM 
เริ่มโดย เจได - กระทู้ล่าสุด โดย salt
 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ฮืม ตกใจ ลังเล ฮืม

ตอนนี้แม่ฉันดูไพ่ว่า ...ใครก็ไม่สามารถทำอะไรทักฯ ได้เพราะทักฯจะพลิ้วไปพลิ้วมา..อย่างลอยชาย...ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามเกมทัก...นี่แม่ฉันดูระยะสั้น....เพียงอาทิตย์นี้อาทิตย์เดียว การดูไพ่ของแม่ฉีนมีสองแบบ ๆ ระยะสั้นกับระยะยาว....ดูระยะยางแม่ฉันว่าไพ่บอกว่า...ประเทศไทยไม่มีนายยกคนนี้อ่ะ.....แม่ฉันว่าไพ่บอกว่า....อย่างไรๆ ก็ไม่ลาออก.../แบบว่า..อย่างที่งิ้วการเมืองบอกอ่ะ....กูไม่ลาออก กูไม่ขึ้นศาล/ ตานี้ การพ้นจากตำแหน่งนายกรัดมนตรีตามที่กดหมายบอกไว้มีสามอย่างอย่าง ...ลาออก....ติดคุก...ตาย

ตอนนี้ผ่านอย่างที่ ๑ ไปหมดแล้ว.....ขั้นที่สอง....ก็นี่ กำลังรอลุ้นด้วยใจระทึก...ว่าศาลอาญาจะตัดสินคดีพี่หนาสามห่วงว่าไง....ถ้าตัดสินให้ติดคุก....ก็จะไปไม่ถึงอย่างที่สามสำหรับพี่หนา....และถ้าตัดสินให้จำคุก....ก็จะสั่งสอน "คนชั่ว" ที่รับสินบาดคาดสินบนแล้วก่อกรรมทำเข็ญกับประเทศชาติและประชาชนว่า เงินห้าล้านสิบล้านร้อยล้านจะมีความหมายอะไรถ้าต้องไปใช้ชีวิตบั้นปลายในคุก....แต่ถ้าตัดสินตรงกันข้าม....ก็เอวังหน่อย....คนส่วนใหญ่ก็จะยิ่งเลือก "ข้างเงิน" มากขึ้น.....สังคมก็เลวร้ายมากขึ้น....และสังคมคงเดินหน้าไปถึงอย่างที่ ๓ คือ ฆ่าตาย....

เพราะตามประวัติศาสตร์ชาติไทยพิสูจน์แล้วว่า แผ่นดินประเทศไทยนี้ไม่เคยขาดคนที่จะเสียสละกระทั่งชีวิตของตนเพื่อความถูกต้องและ "ความคงอยู่" ของประเทศชาติและประชาชน


หวังว่าพวกตุลาชิน....ยังจะสำเหนียกดีในข้อนี้
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 02:05:22 AM 
เริ่มโดย apiwat - กระทู้ล่าสุด โดย salt
ซึ่งหากลาออกทั้งคณะในช่วงนี้ก็เป็นการเสี่ยงที่จะนำไปสู่การใช้มาตรา 7 อย่างที่กล่าวข้างต้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

หึหึ

ไม่เป็นผลดีต่อระบอบอะไร?...พูดผิดพูดใหม่ได้นะ ท่านพี่...
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 8 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 02:02:24 AM 
เริ่มโดย apiwat - กระทู้ล่าสุด โดย salt
เสนอศาลรธน.ตัดสินหา 2 กกต. ชี้ทักษิณ-ครม.ลาออกเสี่ยงม.7
 
วานนี้ (19 ก.ค.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในรายการถึงลูกถึงคน ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ว่าไม่เคยมีความคิดที่จะลาออก และไม่อยากให้มีรัฐมนตรีลาออกกันหลายคน เพราะจะนำไปสู่ภาวะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าง ซึ่งจะมีปัญหาตามมาเพราะจะต้องตั้งกันขึ้นมาใหม่ และไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะตั้ง ครม.ในขณะที่ยังไม่มีการเลือกตั้ง ก็ต้องถามว่าใครจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ถ้าใช้วิธีขอพระราชทาน ก็จะกลายเป็นผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งไม่ต้องการให้ภาระทางการเมืองไปอยู่ที่พระมหากษัตริย์ การทำอย่างนี้จะเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทโดยไม่จำเป็น จึงไม่ควรกระทำ และไม่ควรส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้น ซึ่งก็คือ ครม.ไม่ควรหยุดการปฏิบัติหน้าที่

 

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าทางออกของปัญหาทางการเมืองขณะนี้ คือ ต้องเดินหน้าจัดให้มีการเลือกตั้ง วันที่ 15 ต.ค. และยืนยันว่าเวลานี้รัฐบาลยังไม่ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เลือกตั้ง ตามที่เป็นข่าว โดยจะรอทูลเกล้าฯ เมื่อใกล้ถึงวันที่กำหนด เพื่อไม่ให้ดูเป็นการจงใจขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ไปแล้ว ทุกฝ่ายควรจะหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ควรสร้างเงื่อนไขใดๆ ให้เกิดขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย ระหว่างนั้น หากมีปัญหาใดที่ยังค้างคาอยู่ ก็ควรเร่งแก้ไข เช่น กรณีควรแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ว่างอยู่ 2 คนหรือไม่

 

รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า กกต.ที่เหลืออีก 3 คน ควรจะลาออกจากตำแหน่ง ประเทศจะหยุดชะงักเพราะเรื่องนี้ไม่ได้ ฝ่ายที่เห็นว่า กกต.ต้องลาออก ไม่ควรที่จะพูดเพียงอย่างเดียว แต่ควรจะต้องหาทางออกตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทั้ง 3 คนพ้นจากตำแหน่ง แต่ในเมื่อ กกต.ยืนยันว่าจะไม่ลาออก และมติที่ประชุมศาลจะไม่เสนอรายชื่อสรรหา กกต.ที่ว่าง 2 ตำแหน่ง ส่วนตัวเห็นว่าทางออกก็คือจะต้องมีองค์กรมาตัดสิน นั่นคือประธานวุฒิสภาจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าศาลควรจะเสนอรายชื่อสรรหา กกต. 2 ตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งจะเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด

 

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลาออกว่า ต้องดูต่อไปว่าฝ่ายที่เรียกร้องนั้นต้องการให้นายกฯ ลาออกเพียงคนเดียว หรือต้องการให้รัฐมนตรีพ้น ครม.ทั้งคณะ ส่วนตัวเชื่อว่าฝ่ายที่เรียกร้องต้องการให้พ้น ครม.ทั้งคณะ ซึ่งหากลาออกทั้งคณะในช่วงนี้ก็เป็นการเสี่ยงที่จะนำไปสู่การใช้มาตรา 7 อย่างที่กล่าวข้างต้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

"การจะให้นายกฯ พ้นจากการเมือง หรือให้ไม่มีพรรคไทยรักไทยไปเลยนั้น ดูเผินๆ เหมือนจะแก้ปัญหาได้ แต่จริงๆ แล้วแก้ไม่ได้ เพราะเมื่อรัฐบาลนี้พ้นไป รัฐบาลใหม่เข้ามาแทน กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลชุดเก่าก็จะไม่ยอมรับ และจะเข้าสู่วงจรเดิมที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ทางออกก็คือ ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับในครรลองประชาธิปไตย" นายจาตุรนต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ ยอมรับว่า หากนายกฯ ประกาศเว้นวรรคทางการเมือง หลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว จะทำให้อุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุในขณะนี้ ลดลงได้ในระดับหนึ่ง

 
 
 
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 9 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 01:51:05 AM 
เริ่มโดย apiwat - กระทู้ล่าสุด โดย salt
 แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น แลบลิ้น

เมื่อเริ่มความขัดแย้งใหม่ๆ...พวกตุลาชินที่ออกมาต่อกรกับฝ่ายสมัชชาพันธมิตรฯ คือพวกที่ "มีภาพดีไม่เท่าไหร่" อย่าง นายอดิศร นายสุธรรม ....และนายภูมิธรรม....จนเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครฟังคำพูดของคนพวกนี้...ส่วนอดีต ส.สุภาพ นั้นออกมาปกปอ้ง "นาย" ไม่มาก จนดูเหมือนออกมา "พอเป็นพิธี" และการจะวิจารณ์อะไรจากฝ่ายสมัชชาพันธิมิตรฯ ก็ดูเหมือนว่า ยังจะค่อนข้าง "ถนอมรัก" อดีต ส.สุภาพ.....เพราะหลายคนยังมีความเชื่อว่า.....อดีต ส.สุภาพ ท่านนี้ จะยืนข้างประชาชนและจะออกมาในเวลาที่ "เหมาะสม" จึงมีข่าว....ลือ....การชิ่งตัวออกจากรัฐนาวาที่มีโจรสลัดอาวกาศเป็นกัปตันมาตลอดเวลาจนกระทั่งบัดนี้...จนเจ้าตัวต้องอาศัย ปากกระบอกเสียงที่อดีต ส.ดวงพ่อไอ้ขนุน มีอิทธิพล ยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าไม่มีวันที่จะสละเรือลำนี้ที่มีสลัดอาวกาศเป็นกัปปิตันอย่างเด็ดด้วน.....และได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนักหน่วงในช่วงโค้งสุดท้ายช่วงนี้ ที่ลูกพี่ "ชนดะ" หลังจากที่ "นักวิชาเกิน" อย่าง ธ.ธงทิ่มดิน ปล่อยบทความที่....อดีตสหายที่ยืนอยู่ในภาคประชาชนซีกตรงข้ามรัฐนาวาที่มีโจรสลัดอาวกาศเป็นกัปตันอ่านแล้วต้องนั่งหัวร่อก๊ากๆ ว่า ในที่สุดพวกนี้ ก็ล่อนจ้อน....ว่าเคียงข้างใคร?

เชื่อว่า..นับจากนี้ไป อดีต ส.สุภาพท่านนี้ จะออกมาเคลื่อนไหว...ทาง "ชุดความคิด" อะไรที่อ้างว่าเป็นทฤษฎีทางการเมืองอย่างหนักหน่วงหนุนช่วยลูกพี่.....เพราะเป็นตุลาชินภาพดีคนเดียวที่เหลืออยู่.....นอกนั้นแก้ผ้าล่อนจ้อนพูดอะไรไปก็ไม่ต่างจากการพูดของยี้ห้อยร้อยยี่สิบ...ที่ไม่มีใครเชื่อถือยกเว้นพวกที่มีธาตุแท้เป็นโจรสลัดด้วยกันกับ "เจ้านาย"....


อ้อ...ท่านออกมาตอกย้ำ....ม.7

หากว่าถ้าออกแล้วจะเกิดสูญญากาศ ให้เกิดการขอนายกพระราชทาน...ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท...ดูอ้างเข้า ยังกะว่าที่เจ้านายและพวกของเจ้านายตัวเองที่เที่ยวไล่ฟ้องภาคประชาชนที่ต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย ที่กระทั่งเผด็จการกระหายสงครามอย่างนายบุชพ่อบุญธรรมเจ้านายของตัวเองยังเห็นว่า การเมืองข้างถนนเป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย.....การฟ้องด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ..ทั้งที่..ทรงมีพระราชดำรัสหลายครั้งว่าไม่ทรงต้องการให้ฟ้อง....ในเรื่องนี้...ฯลฯ.....

ไม่น่าเชื่อว่า ผู้นำนักศึกษาอดีคนายกสโมสรมหาลัยเชียงใหม่ที่อดีต ส.ต๊ะ อุตสาหะพิทักษ์ด้วยการปีนหลังคายูเนี่ยน...ดูลาดเลาคราวที่นำการประท้วงในมหาลัยแล้วพวกปฏิกิริยามาบุก โดย นศ.หญิง คล้องแขนกันนั่งล้มยูเนี่ยน เพื่อปกป้อง....ไม่นึกว่า ปกป้องไว้เพื่อให้มีวันนี้วันที่ คนคนนี้จะมาเพื่อปกป้องธนทรราชย์....แล้วหันมากัดพวกที่เคลื่อนไหวด้วยการเมืองข้างถนนอย่างเราๆท่านๆ.....

ถามว่ามีบ้างไหม....ที่ก่อนจะมาถึงวันนี้ ที่การเมืองเดินเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตยอย่างรอบด้าน..ที่คนคนนี้จะท้วงติงไม่ให้เจ้านายและพลพรรครอบข้างของตัวเอง "เอา" จากบ้านเมืองมากเกินไป? "เอา" จากบ้านเมืองจนน่าเกลียด ..... รึก็คิดอย่างสามาณย์ๆ แค่ว่าช่างแม่งงประเทศไทยมันเถอะ ใครขึ้นมามันก็แด๊ก?ฮืม?? แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอยู่ใน ครม. เหมือนมีปากก็เหมือนมีตูด.....

เพิ่งจะมาใช้ปาก ก็ตอนนี้.....ฮืม?? ตอนเป็นองครักษ์พิทักษ์ลูกพี่ชินคอร์ป-เทมาเสก...ด้วยข้ออ้างพิทักษ์กติกาประชาธิปไตย...ข้ออ้างว่าพิทักษ์รัดทำมะนูนฉบับก่อเกิดธนทรราชย์....ระวังนะการออกมาใช้ปากในครั้งนี้จะล่อนจ้อนเหมือนตุลาชินคนอื่นๆ แล้วจะว่าไม่เตือน....สู้เก็บปากไว้เหมือนตูดอย่างเก่าน่าจะดีก่า....ภาพจะเสียไม่มาก

เพราะการยืนข้างคนผิดในที่สุดจากหลักการก็จะเป็นหลักกูแล้วก็จะเป็นอะไรที่แค่สำรอกๆ ออกมา...เหมือนนายหมักจมูกชมพู่....ปม.
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2006, 12:12:21 AM 
เริ่มโดย Rocky - กระทู้ล่าสุด โดย buree

 แลบลิ้น
เด็กเอ๋ย เด็กชิน ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน...
เด็กเอ๋ย “เด็กชิน” ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน

หนึ่งนับถือ “ตระกูลหนา”
สองรักษา “ความเลว” มั่น
สามเชื่อ “โคตรเหง้าพจมาน”
สี่วาจานั้นต้อง “สร้างความร้าวฉาน”
ห้ายึดมั่น “ข้างพวกกู”***
หกเป็นผู้รู้ “รักคนพาล”
เจ็ดต้อง “อิจฉาเข้าสันดาน” ต้องมานะบากบั่น “ข่มขู่คนค้าน”**
แปดรู้จัก “โกงสะบัด”
เก้า “ตระบัดสัตย์” ตลอดกาล
น้ำใจ “นักกินเมืองล้างผลาญ” ให้เหมาะแก่กาลสมัย “ชาติทักษิณา”
สิบทำตนให้ “ไร้ประโยชน์ล้อบาปบุญคุณโทษเร่งขายชาติศาสนา”
เด็กสมัย “ชาติทักษิณา” จะเป็นเด็กที่พา “ชาติล่มจมเอยฯ”

เด็กเอ๋ย “เด็กชิน” ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
เด็กเอ๋ย “เด็กชิน” ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน

 แลบลิ้น
  ลบทิ้ง  |  ตอบ  |  ตอบโดยอ้างถึงข้อความ  |  แจ้งเตือนเมื่อมีผู้ตอบ  


หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1 RC3 | SMF © 2001-2006, Lewis Media | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!