บ้านตุลาไทย
30 กรกฎาคม 2014, 11:58:26 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จาก ยุค ศรีอาริยะ  (อ่าน 27916 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #45 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2007, 12:21:19 PM »

 
ทฤษฎีระบบโลกกับแนวคิดฟิสิกส์ใหม่ (2)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 11 ธันวาคม 2550 15:56 น.

 
 
       ที่มาของทฤษฎีระบบโลก
       
       ในงานพูดกึ่งอภิปรายและแลกเปลี่ยน เพื่อนคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการตั้งประเด็นถามผมว่า
       
       “ทฤษฎีระบบโลกมีความเป็นมาอย่างไร”
       
       ผมตอบว่า
       
       ทฤษฎีที่เรียกกันว่า ทฤษฎีระบบโลก มีที่มาจากนักคิดที่สำคัญ 2 คน
       
       คนแรกคือ Fernand Braudel อีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์ชื่อว่า Immanuel Wallerstein
       
       Braudel เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของโลก และท่านได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของนักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
       
       ผลงานส่วนใหญ่เป็นงานเชิงประวัติศาสตร์อย่างมากๆ แต่เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากนักประวัติศาสตร์ทั่วไปตรงที่ท่านศึกษาประวัติศาสตร์โลกในกรอบที่กว้างกว่ากรอบศึกษาของนักประวัติศาสตร์ทั่วไปที่มักจะเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์จากกรอบของประเทศ
       
       Braudel เสนอว่า การเข้าใจประวัติศาสตร์ในกรอบของประเทศทำให้เรามองข้ามการเคลื่อนตัวของประวัติศาสตร์โลกในขอบเขตที่เกินกว่าพรมแดนประเทศ
       
       ท่านจึงศึกษากำเนิดของระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นที่มาของระบบทุนนิยมโลกใหม่ โดยย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ถึง 15 และเสนอว่า ระบบเศรษฐกิจโลกได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบโดยมีศูนย์กลางที่ยุโรป ด้วยการขยายตัวของการค้า และวัฒนธรรม รวมทั้งการทำสงครามปล้นชิง และล่าอาณานิคมที่มีขอบเขตเกินกว่าประเทศ
       
       คนไทยทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า ทุนนิยมเกิดจาก การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษในศตวรรษที่ 18 และมีข้อสรุปว่า ทุนนิยม คือระบบอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
       
       ในสมัยก่อน บรรดาฝ่ายซ้าย (ไทย) มักจะถกกันว่า เมืองไทยเป็นทุนนิยมหรือยัง โดยใช้กรอบประเทศไทยในการวิเคราะห์ โดยพิจารณาดูว่าประเทศไทยนั้นพัฒนาอุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีไม่มากนัก เราก็จะคิดว่า เราเป็นประเทศกึ่งๆ อย่างเช่น กึ่งศักดินา กึ่งทุนนิยม
       
       เราไม่เคยศึกษาการก่อเกิดระบบโลกทั้งระบบ ซึ่งทำให้เรามองข้ามความจริงว่าประเทศไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก เริ่มตั้งแต่ยุคที่บรรดาชาติยุโรปเข้ามาไล่ล่าอาณานิคม (ย้อนไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ และ ๕ และเป็นที่มาของการยกเลิกระบบไพร่ และทาสในสมัยนี้)
       
       ชาวทฤษฎีระบบโลกจะเรียกประเทศไทยว่า ประเทศทุนนิยมชายขอบ และเสนอว่าความเป็นชายขอบมีพัฒนาการที่แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ที่สำคัญ ความเป็นชายขอบก่อตัวอย่างเป็นระบบที่เชื่อมต่อทางการเมืองกับศูนย์ของระบบทุนนิยมโลก ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในช่วงนี้เอง ตัวรัฐไทยได้แปรสภาพเป็นรัฐทุนนิยมชายขอบซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐจักรวรรดิอเมริกาในการดำเนินสงครามต่อต้านการแพร่ขยายของพลังโลกสังคมนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       
       ถ้าเราไม่สามารถวิเคราะห์จุดเชื่อมโยงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับทุนนิยมศูนย์กลางได้ เราก็ไม่มีทางเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นอะไรแน่ และยืนอยู่ตำแหน่งแห่งที่ใดในระบบโลก
       
       นอกจากนี้ Braudel ได้อิทธิพลจากแนวคิดของ ไอน์สไตน์ ในเรื่องความสำคัญของพื้นที่ (หน่วยที่เคลื่อนที่) และเวลา การเข้าใจแบบนี้ช่วยทำให้เราเข้าใจภาพการเคลื่อนตัวของประวัติศาสตร์เชิงซ้อนในแต่ละระดับที่ต่างกัน ซึ่งเชื่อมโยงและมีชีวิตที่พลิกผัน มีอิทธิพลต่อกันอย่างสัมพัทธ์ได้
       
       แต่บรรดานักประวัติศาสตร์ทั่วไปจะสนใจวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ในระดับหรือในมิติเดียว นั่นคือ มิติการพัฒนาการในระดับประเทศ มิติของระบบชนชั้น และเรื่องราวสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่จะสนใจเฉพาะเรื่องราวของอาณาจักร หรือรัฐศูนย์กลางเท่านั้น ที่สำคัญการเข้าใจแบบนี้จะคล้ายกับการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่อกันไปเรื่อยๆ ราวกับทุกเรื่องต่อกันเป็นเส้นตรง
       
       Braudel ชี้ว่า ในยุคเศรษฐกิจโลก ประวัติศาสตร์อย่างน้อยมีมิติการเคลื่อนตัวเชิงซ้อน ๓ ระดับ ระดับแรกคือ ระดับชีวิตผู้คนทั่วไปซึ่งมีการเคลื่อนตัวเป็นวงจรสั้นๆ แบบวันต่อวัน ระดับที่สองคือ การเคลื่อนตัวของระบบเศรษฐกิจการเมืองในระดับประเทศ ซึ่งมีวงจรเศรษฐกิจและการเมือง (ขยาย และหด) ที่ยาวกว่า และระดับสุดท้ายคือ วงจรการเคลื่อนตัวแบบพลิกผันในระดับโลก
       
       ดังนั้น ผู้คนจะมีชีวิตอยู่กับมิติของเวลา และการเคลื่อนตัวที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ทุกระดับมีอิทธิพลต่อกันแบบสัมพัทธ์ อย่างเช่น คนทุกคนนอกจากจะมีวิถีชีวิตแบบวันต่อวัน และแบบพลิกผัน(บางช่วง)แล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับวัฏจักรทางเศรษฐกิจ และวัฏจักรการเมืองซึ่งมีวงจรขึ้นลง และพลิกผันในระดับประเทศ และยังต้องเผชิญกับวงจรพลิกผันระดับโลก
       
       การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์แบบนี้จะเปิดภาพของชีวิตผู้คน ว่ามีชีวิตดิ้นรนต่อสู้อย่างไรในมิติการเคลื่อนตัวที่ซับซ้อน และทำให้ชีวิตของผู้คนในทุกระดับชั้นมีความหมายในทางประวัติศาสตร์
       
       เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
       
        “การมองประวัติศาสตร์ผ่านมิติชนชั้นแบบ Marxism ไม่เพียงพอหรือ”
       
       ผมตอบว่า
       
       การมองประวัติศาสตร์ผ่านการต่อสู้ก็ถือว่าเป็นการอธิบายโลกในมิติเดียว เราต้องตระหนักว่าชีวิตผู้คนนั้นมีหลายระดับและหลายมิติ การวิเคราะห์แบบนี้จะทำให้เราเห็นภาพผู้คนที่ละเอียดกว่าการศึกษาในเชิงชนชั้น อย่างเช่น เราจะสามารถเข้าใจเรื่องราวของโสเภณี หมอลำ คนใช้ในบ้าน ขอทาน และบรรดาคนบ้าซึ่งไม่มีฐานะทางชนชั้นที่แน่นอน และไม่เคยมีความหมายเลยในวิชาประวัติศาสตร์
       
       สุดท้าย Braudel ยังเสนอว่านักประวัติศาสตร์ต้องไม่หลงอยู่กับเรื่องในอดีตเท่านั้น เพราะวิชาประวัติศาสตร์จะมีค่าหรือมีความสำคัญขึ้นได้อย่างจริงๆ เราต้องเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
       
       การคาดการณ์อนาคต หรือประวัติศาสตร์อนาคตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เรารู้ว่า ปัจจุบันเราควรวางแผนชีวิตอย่างไรเพื่อเผชิญกับสภาวะสังคมและโลกที่พลิกผันไปตลอดเวลา
       
       ผมขอคิดเสริมสักนิดว่าถ้าคิดแบบ Braudel เราต้องไม่เป็นนักประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เราต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ยุทธวิธีด้วย จึงจะรู้ว่าจะวางแผนปรับเปลี่ยนตัวเราเอง หรือสังคมอย่างไร
       
       Wallerstein ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Braudel ได้พยายามทำให้ภาพระบบเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่านจึงหันไปใช้ทฤษฎีระบบมาช่วยในการวิเคราะห์ ระบบโลก
       
       Wallerstein ได้นำเสนอภาพสเกตช์ว่า ระบบโลกจะต้องมีศูนย์กลาง มีส่วนรอบใน และส่วนรอบนอก(หรือชายขอบ)
       
       ระบบโลกตามนัยนี้ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และ 16 โดยมีบรรดาประเทศในยุโรปเป็นศูนย์กลาง โดยก่อตัวขึ้นจากการปฏิวัติในด้านของการสื่อสาร การค้า รวมทั้งการทำสงครามปล้นชิง และการล่าอาณานิคม
       
       มองในแง่นี้ ทฤษฎีระบบโลกจะต่างจากความคิดแบบลัทธิ Marx ซึ่งอธิบายว่า ระบบทุนนิยมเกิดจากการปฏิวัติพลังการผลิต(อุตสาหกรรม)
       
       แต่ถึงอย่างไร Wallerstein ก็ยังรับอิทธิพลการอธิบายโลกจากพวก Neo-Marxism อยู่บ้างเช่นกัน สาเหตุจากผู้ร่วมงานในสำนักระบบโลกมีหลายท่านที่เป็น Neo-Marxists อย่างเช่น ท่านอาจารย์ผมคนหนึ่ง James Petras
       
       ความแตกต่างสำคัญของ Marxism กับแนวคิด Neo-Marxism คือบรรดาชาว Marx ดั้งเดิมจะให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น การปฏิวัติพลังการผลิตอย่างมาก จนคล้ายกับว่า เศรษฐกิจ หรือพลังการผลิต มีบทบาทเป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ในขณะที่บรรดา Neo-Marxists จะให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางการเมือง และวัฒนธรรมมากพอๆ หรือไม่น้อยกว่าการให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ
       
       ตัวอย่างเช่น
       
       James Petras จะเชื่อว่า มิติการเมือง หรือรัฐ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกิดขึ้นของระบบโลก อาจจะสำคัญไม่น้อยกว่าเศรษฐกิจ เนื่องจากการเกิดขึ้นของศูนย์กลางของระบบโลกจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะสร้างรัฐที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง ต้องวางระบบเครือข่ายแห่งอำนาจรัฐและกำลังรบขึ้นทั่วโลก รวมทั้งต้องสร้างฐานทัพขึ้นทั่วโลกเช่นกัน และรัฐศูนย์กลางต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของโลกในเวลาเดียวกัน จึงจะสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลางของระบบโลกไว้ได้
       
       ผมขยายความต่อว่า
       
       ทฤษฎีระบบโลกไม่ได้หยุดนิ่งตายตัวที่ทฤษฎีระบบเท่านั้น เพราะระบบโลกเคลื่อนตัวพลิกผันไปตลอดเวลา
       
        ในช่วงอุตสาหกรรม ทฤษฎีระบบโลกจะให้ความสำคัญต่อการเผชิญหน้าทางชนชั้นระหว่างกรรมมาชีพกับชนชั้นนายทุน และระหว่างประเทศเมืองขึ้นกับประเทศทุนศูนย์กลาง ว่าคือปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดการเปลี่ยนผันในระบบโลก
       
        แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทฤษฎีระบบโลกเริ่มพลิกผันการอธิบายใหม่ เพราะในช่วงนี้ระบบอารยธรรมโลก (ทั้งทุนนิยม และสังคมนิยม) เริ่มปรับเปลี่ยน และสามารถสร้างระบบอารยธรรมที่มีดุลยภาพขึ้น โดยการสร้างระบบที่สามารถประสานผลประโยชน์ทางชนชั้น อย่างเช่น ระบบรัฐสวัสดิการเข้ามาใช้ จนทำให้พลังการต่อสู้ทางชนชั้นลดทอนลง
       
        หลังจากช่วงปี ๑๙๖๐ พลังนำสำคัญในการต่อต้านระบบกลับกลายเป็นพลังเยาวชน ประสานกับการเคลื่อนตัวของชนชั้นกลาง ชนชั้นล่างในเมือง เริ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ครั้งใหญ่ประมาณช่วงปี ๑๙๖๘ ที่ สหรัฐอเมริกา และยุโรป (มีการลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ที่ประเทศฝรั่งเศส)
       
        ในประเทศทุนนิยมชายขอบ อย่างเช่น ประเทศไทย และอิหร่าน ก็มีการลุกขึ้นสู้ของพลังเยาวชน เช่นกัน
       
        ในช่วงประวัติศาสตร์ปัจจุบันนี้ ทฤษฎีระบบโลกเรียกการลุกขึ้นสู้ของบรรดาเยาวชนและประชาชนในเมือง ว่าเป็นการสู้เพื่อต่อต้านระบบ(อารยธรรม)
       
       กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เยาวชนในอเมริกา และยุโรป ไม่ได้ต่อต้านเรื่องการล่าอาณานิคม และการขยายตัวของบรรษัทข้ามชาติเท่านั้น แต่ต้านระบบอารยธรรมขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองและก้าวหน้าด้วย เนื่องจากพวกเขาเริ่มเห็นอันตรายว่าความเป็นระบบขนาดใหญ่ ซึ่งมีระเบียบ และกฎเกณฑ์มหาศาลได้กลับกลายเป็นกรงเหล็กที่สามารถกักขังชีวิตผู้คนไว้ (ชีวิตผู้คนดูจะสบาย แต่คนเหล่านี้ไม่ต่างจากนกน้อยในกรงทอง)
       
       ถ้าเราใช้วิถีการวิเคราะห์โลกแบบ Braudel ศึกษาชีวิตผู้คนทั่วไป เราจะพบว่า ชีวิตคนทั้งในอเมริกาซึ่งเรียกว่า เป็นประชาธิปไตย มีชีวิตที่น่าเบื่อและไร้ความหมาย เพราะคนกลายเป็นเพียงตัวจักรตัวหนึ่งที่ไร้ชีวิต และความเป็นประชาธิปไตยมีค่าเพียงแค่กบไปเลือกนายเท่านั้น
       
       ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาการไป ชีวิตแรงงานก็น่าเบื่อมากขึ้น
       
       ทุกวันนี้ เด็กจบปริญญาตรีต้องไปทำงานแบบเดียวกัน ซ้ำๆกัน ทุกๆวัน “รับเงิน และทอนเงิน”
       
       นี่หรือคืองาน งานที่น่าเบื่อสุด แต่ต้องทำเช่นนี้ทุกวัน
       
       และที่น่าเบื่อกว่าคือ ระบบรัฐสังคมนิยม ที่คนทุกคนกลายเป็นข้าราชการของรัฐ แม้จะมีชีวิตที่ดูดี ในแง่ที่มีการศึกษาและการรักษาพยาบาลฟรี แต่ชีวิตผู้คนได้กลายเป็นคนที่ตายไปแล้ว คนที่จะมีค่าและมีความสำคัญก็คือ บรรดาเจ้านายเหนือหัว หรือผู้นำพรรคเท่านั้น
       
        นี่หมายความว่า ระบบอำนาจที่มีขนาดใหญ่สามารถกลืนกินความเป็นมนุษย์ และทำลายความเป็นคนได้ด้วย นอกจากนี้เราพบว่า ระบบขนาดใหญ่ยังสามารถล้างสมองมนุษย์ได้ โดยใช้เครื่องมือ อย่างเช่น การโฆษณาผ่านวิทยุ ผ่านทีวี รวมทั้งระบบการศึกษาเองก็สร้างมนุษย์มิติเดียว (เป็นหมอ ก็รู้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลเท่านั้น)
       
        อย่างเช่น ในยุคสงครามเย็น ผู้คนในโลกทุนนิยมก็จะถูกล้างสมองว่าสังคมนิยมเลวทรามต่ำช้าอย่างยิ่ง ในขณะที่ระบบรัฐสังคมนิยมก็ทำไม่ต่างกัน
       
        ช่วงปลายยุคอุตสาหกรรมนี้ สื่อสารมวลชนได้เข้ามามีบทบาทอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ทีวี และวิทยุได้มีการขยายบทบาทและอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ
       
        ปัจจุบัน ผู้คนในโลกถูกล้างสมองด้วยลัทธิบริโภคนิยม และลัทธิคลั่งความรวย ไม่ใช่ผู้ขายแรงงานเท่านั้นที่ถูกล้างสมอง บรรดานายทุนและชนชั้นกลางเองก็ถูกล้างสมองไม่ต่างกัน
       
        คนรวยทุกวันนี้ รู้เพียงว่าต้องหาเงิน และหาเงิน ไม่สิ้นไม่สุด โดยคิดว่า “มีเงินมาก” ก็จะมีความสุขมาก แต่ที่จริงชีวิตพวกเขาต้องทำงานเป็น “ทาส ” ที่ปลดปล่อยไม่ไป
       
        หาเงิน หาเงิน หาได้นับร้อยล้าน ก็หยุดไม่ได้ ต้องหาเงินต่อไปอีก และหาไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
       
        เพื่อหลบหลีกออกจากอำนาจรัฐ และอำนาจสื่อ รวมทั้งอำนาจเงิน ความพยายามแสวงหาทางออกใหม่ของปัญญาชนในสมัยนั้นได้เกิดขึ้น และเป็นที่มาของการสร้างชุมชนสมัยใหม่ที่เรียกว่า พวกฮิปปี้
       
       อิทธิพลแบบฮิปปี้ได้เข้ามาสู่บรรดานักศึกษาสมัย 14 ตุลา ผ่านการแต่งตัวที่เรียกว่า 5 ย ผมยาว เสื้อยับ กางเกงยีนส์ รองเท้ายาง และสะพายย่าม
       
       พวกเขาคิดว่า ที่แท้แล้ว สิ่งที่มนุษย์ต้องการไม่ใช่การสร้างระบบที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีกฎเกณฑ์มากมาย หรือสร้างรัฐสวัสดิการ
       
       สิ่งที่มนุษย์ต้องการจริงๆ คือ เสรีภาพ อิสรภาพ และความสุข
       
       ในช่วงนี้ มีความพยายามสร้างชุมชนเล็กๆขึ้น และเกิดแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยชุมชน และแนวคิดที่กล่าวว่า Small is beautiful
       
       ในเวลาเดียวกัน แนวคิดตะวันออกบางสาย อย่างเช่น แนวคิดของกฤษณะมูรติ และแนวคิดแบบเซ็น (พุทธแบบอิสระ) ได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างชุมชนใหม่
       
       ผมได้หยุดพักการอภิปราย และเปิดจังหวะให้เพื่อนๆได้แลกเปลี่ยน
       
       เพื่อนบางคนเชื่อว่า
       
        “หลังจากนี้ไป ปัญญาชนน่าจะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวต่อสู้มากขึ้น และมากกว่าชนชั้นกรรมาชีพเสียอีก”
       
       ผมตอบว่า
       
        “ในช่วงปลายยุคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่สมัยใหม่มีส่วนทำให้หน่วยการผลิตและบริการมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ซึ่งมีส่วนทำให้พลังของชนชั้นกรรมาชีพถดถอยลง ในเวลาเดียวกัน อำนาจของสื่อและบันเทิงได้ดึงบรรดาเยาวชน และปัญญาชนออกจากโลกการต่อสู้ แม้แต่บรรดาปัญญาชนที่พยายามหนีออกจากระบบ ถึงที่สุดแล้ว ก็หนีไม่พ้น ยุคฮิปปี้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี ๖๐ ถึง ๗๐ จึงสิ้นสุดลงเช่นกัน”
       
       ผมกล่าวต่อว่า
       
        “ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างสิ้นหวังเพราะระบบโลกเองก็มีชีวิตที่พลิกผัน และไม่ต่างจากชีวิตทั่วไป เมื่อเจริญจนถึงจุดสูงสุด ระบบโลกก็ก้าวเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอย หรือวิกฤติขนาดใหญ่”
       
       (ยังมีต่อ)
 
 
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #46 เมื่อ: 24 ธันวาคม 2007, 20:00:25 PM »

ทฤษฎีระบบโลกกับแนวคิดฟิสิกส์ใหม่ (3)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 23 ธันวาคม 2550 10:16 น.
 
 
       ทฤษฎีระบบโลกในยุควิกฤตใหญ่
       
        เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
        “อะไรคือ ที่มาของความเสื่อม”
       
        ผมตอบว่า
        “ความเจริญรุ่งเรือง”
       
        คำตอบนี้ ทำให้เพื่อนๆ ทุกคนหันมามองหน้าผมอย่างไม่แน่ใจ และคิดว่าผมพูดเล่นๆ
       
        ผมขยายความว่า
        ลองคิดดู ถ้าระบบโลกคือต้นไม้ต้นหนึ่ง คำถามที่ต้องตอบคือ ต้นไม้ต้นนี้เติบโตขึ้นมาจริงๆ ได้อย่างไร
       
        คำตอบคือ
        ต้นไม้ที่เรียกว่า ระบบโลกนี้เติบโตได้โดยการนำเอาทรัพยากรที่มีค่าอยู่ในธรรมชาติมาใช้ เช่น ตั้งแต่ยุคชุมชนเกษตรกรรมถึงยุคอุตสาหกรรม เราเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในการผลิตและการบริโภค
       
        แต่ถ้ามนุษย์มีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสามารถคิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการนำเอาทรัพยากรมาใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างยิ่ง ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติก็จะปรากฏขึ้น เนื่องจากโลกใบนี้มีทรัพยากรที่จำกัด
       
        นี่คือที่มาของวิกฤตสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ อย่างเช่น ภาวะโลกร้อน พายุใหญ่ แผ่นดินไหว น้ำท่วม และอื่นๆ
       
        ในเมื่อทรัพยากรโลกเหลือน้อย (อย่างเช่น น้ำมัน และน้ำเหลือน้อยลง) นี่ก็เป็นที่มาของวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเช่น วิกฤตน้ำมัน รวมทั้งสงครามแย่งชิงทรัพยากร
       
        เมื่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมเสื่อมโทรมลงอย่างมาก จนเกิดปัญหามลพิษที่รุนแรงขึ้น นี่ก็กลายเป็นที่มาของวิกฤตสุขภาพ
       
        ในเวลาเดียวกัน ระบบการเมืองโลกก็ก้าวสู่ช่วงพลิกผันใหญ่เช่นกันเนื่องจากระเบียบระบบโลกในยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง เริ่มจากจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม หลังจากนั้นระบอบสังคมนิยมแบบโซเวียตก็ล่มสลาย จึงเปิดเงื่อนไขให้เกิดสงครามช่วงชิงอำนาจกันครั้งใหม่ หรือการสถาปนาอำนาจใหม่เหนือระบบโลก
       
        ระบบเศรษฐกิจโลกเคลื่อนตัวสู่กระแสที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ หรือระบบเงินและสื่อไร้พรมแดน กระแสโลกนี้ยิ่งเพิ่มขยายความเหลื่อมล้ำ และการสั่นไหวของระบบโลกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถสร้างความมั่งคั่งแก่คนเพียงน้อยนิดให้กลายเป็น อภิมหาเศรษฐีในเวลาอันรวดเร็ว
       
        ในขณะที่เงินโลกไหลไปที่ไหน การปั่นกำไรและการขยายตัวอย่างเกินจริง วิกฤตค่าเงิน และการแตกของฟองสบู่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
       
        บทสรุปก็คือ ทุกวันนี้ โลกเผชิญวิกฤตที่ซับซ้อนและหลายด้านในเวลาเดียวกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
       
        Wallerstein เชื่อว่านี่คือ ช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านยุคประวัติศาสตร์โลก หรือการตายของยุคเศรษฐกิจโลก (ทุนนิยม และสังคมนิยม) ก่อนเกิดอารยธรรมโลกใหม่
       
        ประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา ชาวทฤษฎีระบบโลกได้พยายามปรับเปลี่ยนฐานคิด และแนวปรัชญาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Wallerstein ได้นำเสนอแนวคิดที่เรียกว่า หลังวัฒนธรรมตะวันตก (Post-Westernization) ขึ้น นี่สะท้อนให้เห็นว่า Wallerstein ได้หันไปให้ความสำคัญต่อบทบาทของวัฒนธรรมมากขึ้น
       
        วัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ก็เพราะวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่แตกต่างกัน จะกำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่แตกต่างกัน
       
        วัฒนธรรมตะวันตกมีฐานกำเนิดมาจากชนเผ่าที่ร่อนเร่ ในยุคโบราณเราถือว่าวัฒนธรรมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมของพวกป่าเถื่อน ชนเผ่าร่อนเร่เหล่านี้อยู่ในเขตหนาว และเขตทะเลทราย จึงมีปรัชญาความเชื่อว่า มนุษย์ต้องต่อสู้ และเอาชนะธรรมชาติ
       
        นอกจากนี้ เนื่องจากความจำกัดของจำนวนทรัพยากร การปล้นชิง หรือสงครามจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตกด้วย
       
        วัฒนธรรมตะวันตกจึงเป็นวัฒนธรรมที่ยกย่องนักรบ และความเป็นชาย และยกย่องผู้นำ(แบบปัจเจกชน) ที่โดดเด่น และเข้มแข็ง
       
        ฐานวัฒนธรรมนี้เองคือ ที่มาและกำเนิดระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งเติบโตมาจากการปล้นชิง และการล่าอาณานิคม
       
        ในอีกด้านหนึ่ง Wallerstein หันมาสนใจแนวคิดเชิงฟิสิกส์สมัยใหม่ และได้นำเอาทฤษฎี Chaos และทฤษฎีทางฟิสิกส์ใหม่มาใช้วิเคราะห์ระบบโลกในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ความตายของระบบเศรษฐกิจโลก)
       
        แนวคิดฟิสิกส์สมัยใหม่นี้ มองโลกธรรมชาติว่าเป็นองค์รวม (Wholeness) ที่มีชีวิต และเป็นองค์รวมที่มีพื้นฐานอยู่กับความพลิกผันและความซับซ้อน (Chao-plexity)
       
        กล่าวแบบง่ายๆ คือ โลกธรรมชาติที่เห็นคือหน่วยชีวิตที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และพลิกผันแปรเปลี่ยน(เกิด และตาย, ขยาย และหดตัว) ตลอดเวลา แต่ที่สำคัญทุกหน่วยชีวิตคือองค์ประกอบของกันและกัน และประสานเป็นหนึ่งเดียว
       
        แต่ในเวลาเดียวกัน ทฤษฎี Chaos เสนอว่า ระบบโลกที่ดูซับซ้อน และยุ่งยากที่จะเข้าใจนี้ กลับมีกฎง่ายๆ ในการเคลื่อนตัว หรือการเปลี่ยนผันไป ซึ่งเราสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ (ในระดับหนึ่ง)
       
        ผมคิดว่า Wallerstein ได้ตระหนักว่า ทฤษฎีเก่าๆ อย่างเช่นทฤษฎีแบบ Neo-Marxism เดิมๆ อาจจะใช้อธิบายได้ดีเฉพาะช่วงการกำเนิดและการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจโลก (ทุนนิยม และสังคมนิยม) แต่ปัจจุบัน ระบบโลกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงวิกฤตใหญ่ และช่วงความตาย ทฤษฎี Chaos ซึ่งสามารถอธิบายเรื่องความตาย และการเกิดใหม่ในเวลาเดียวกันได้ จึงเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ
       
        ยกตัวอย่างเช่น
       
        โลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวแบบสวนกระแสกันอย่างรุนแรง 2 สายธารใหญ่ สายธารหนึ่งนั้นเราเรียกว่า โลกาภิวัตน์จากเบื้องบน ถือเป็นสายธารที่ยิ่งใหญ่มาก และมีพลังครอบโลก สายธารนี้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งพลังการปล้นชิง ทำลายล้างทรัพยากร และปล้นชิงความมั่งคั่งจากประชาชนทั่วโลกที่มีอัตราเร่งที่รวดเร็วอย่างยิ่ง จึงถือได้ว่าสายธารนี้คือ สายธารแห่งสงคราม และจะนำโลกไปสู่ความตาย
       
        อีกสายธารหนึ่งคือ พลังประชาชนที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์ และการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นพลังที่กระจัดกระจาย มีขนาดเล็กๆ ก่อตัวขึ้นตามจุดต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเรียกว่า โลกาภิวัตน์จากเบื้องล่าง
       
        ทั้ง 2 สายธารนี้ กำลังก่อตัวขึ้นเผชิญหน้ากันในช่วงที่ระบบโลกทั้งระบบวิกฤตใหญ่ และจะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ
       
        ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน วิกฤตใหญ่ที่มืดดำ รุนแรง และไร้ทางออกนี้ ได้ผลักให้เกิดการปฏิวัติทางด้านภูมิปัญญา และการสร้างสรรค์วัฒนธรรมโลกครั้งใหม่ ทฤษฎีระบบโลกเชื่อว่า ในยามที่โลกวิกฤตใหญ่ และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ วิกฤตเหล่านี้ในที่สุดจะทำให้ศูนย์ของระบบเศรษฐกิจโลกจะพังทลายลง และในทางกลับกันการปฏิวัติทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมโลกใหม่ รวมทั้งการประสานพลังชุมชนเล็กๆ ทั่วโลกเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่และนำมาซึ่งการสรรค์สร้างอารยธรรมโลกใหม่ได้
       
        ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นคือ ฐานคิดของทฤษฎีระบบโลกในยุควิกฤตใหญ่
       
        ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า
       
        ทุกแนวคิด หรือทฤษฎีล้วนมีจุดกำเนิดขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์หนึ่ง อาจจะใช้ได้อย่างดีในการวิเคราะห์โลกในช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่พอสถานการณ์โลกแปรเปลี่ยนไป ทฤษฎีเก่าก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในอีกช่วงประวัติศาสตร์หนึ่ง
       
        การวิเคราะห์โลกจะต้องพัฒนาแปรเปลี่ยนไป ไม่หยุดอยู่กับที่ หรือพูดง่ายๆ เราต้องไม่ติดยึดกับทฤษฎีหนึ่งใดแบบตายตัว
       
        เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
        “คุณยุค มีหลักคิดที่แตกต่างจากทฤษฎีระบบโลก หรือไม่”
       
        ผมตอบว่า
        “ปัจจุบัน ผมไม่ได้ใช้ทฤษฎีระบบโลกเท่านั้นในการวิเคราะห์โลก ผมเองพยายามค้นหาแนวคิดแบบใหม่ๆ มาเพิ่ม
       
        อย่างเช่น ปัจจุบัน ผมใช้หลักปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะหลักเต๋า เรื่องหยินกับหยาง และเรื่องดุลยภาพ รวมกับหลักพุทธเรื่องปฏิจจสมุปบาท มาใช้ช่วยในการอธิบายโลก”
       
        เพื่อนอีกคนหนึ่งถามว่า
        “ทำไมอดีตผู้นำนักศึกษา และนักคิดที่มีชื่อเสียงของไทยหลายคนหันไปสนใจปรัชญาตะวันออก เช่น พุทธ และ เต๋ากันอย่างมาก”
       
        ผมตอบว่า
        “ปัจจุบัน ความสนใจแนวคิดทางศาสนาตะวันออกได้กลายเป็นกระแสโลกที่น่าสนใจ ไม่ใช่เพื่อออกบวชเป็นพระ หรือเพื่อบรรลุนิพพาน แต่สนใจเพราะคนทั่วโลกกำลังแสวงหาทางออกใหม่จากโลกที่วิกฤต ที่ซับซ้อน และยากจะหาทางออกได้
       
        นักคิดบางคนจึงเริ่มมองย้อนอดีต และพบว่า ความรู้หลายอย่างในอดีตมีค่า และสามารถนำมาใช้กับโลกปัจจุบันได้”
       
        ตัวอย่างเช่น เราพบว่า สมาธิ มีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ใช้ในการรักษาโรคได้ ยังสามารถใช้พัฒนาสมองและจิตใจด้วย
       
        ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยการแพทย์ในโลกตะวันตกจึงหันมาเรียนเรื่องสมาธิและเรื่องพลังจิตกัน จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา
       
        แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าคนเรียนสมาธิแบบพุทธแล้ว จะต้องหันมานับถือพุทธศาสนา
       
        กระแสโลกปัจจุบันกำลังก้าวผ่านการติดยึดในความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่น สมัยก่อน เราต้องเป็นพุทธ เป็นคริสต์ หรืออิสลาม เป็นนักสังคมนิยม หรือชาวกลุ่มสีเขียว เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
       
        ผมคิดว่า กระแสความรู้และวัฒนธรรมที่ไหลล้นโลก กำลังส่งผลทำให้ไม่มีใครสักคนที่จะเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แม้เราจะประกาศว่าเราเป็นอะไร
       
        ผมฝึกชี่กงแบบเต๋าทุกวัน ผมน่าจะเป็นเต๋า แต่ผมชอบหลักอิทัปปัจจยตาของพุทธ ผมก็เป็นพุทธแบบไม่เต็มตัว เพราะในเวลาเดียวกัน ผมเป็นนักนิเวศวิทยาที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากๆ ขณะที่ผมยังชอบนั่งสมาธิเป็นประจำ นอกจากนี้ผมสนใจศึกษาเรื่องพลังจิตมากๆ ผมจึงสนใจวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่ด้วย
       
        วัฒนธรรมโลกใหม่นี้ ทำให้คนก้าวผ่าน “พรมแดนแห่งตัวตน” หรือ “ลัทธิความรู้” จนเราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร
       
        เรื่องก้าวผ่านแบบนี้ ทำให้ผมคิดถึง ท่านโพธิธรรม พระชาวอินเดียผู้เดินทางไปสอนแนวปรัชญาพุทธแบบเซ็นที่ประเทศจีน
       
        ที่แปลกคือ ท่านไม่ได้บวช และไม่แต่งตัวเป็นพระ
       
       ท่านบอกกว่า “พุทธอยู่ที่ใจ ใจเป็นพุทธ ก็เป็นพุทธ”
        วันหนึ่งมีคนถามท่านว่า “ท่านเป็นใคร ท่านเป็นพระอรหันต์หรือไม่”
       
       ท่านตอบว่า “ท่านไม่รู้ว่า ท่านเป็นใคร หรือเป็นอะไร”
        แต่เอาเข้าจริงๆ วันนี้ ผู้คนจำนวนมาก เริ่มไม่รู้ว่า เราเป็นใครกันแน่ (ยังมีต่อ)

 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000152087
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #47 เมื่อ: 24 ธันวาคม 2007, 20:03:08 PM »

ทฤษฎีระบบโลกกับแนวคิดฟิสิกส์ใหม่ (4)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 24 ธันวาคม 2550 16:40 น.
 
 
       วิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์
       
        เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
       
        “Marx มีแนวคิดในเชิงวิวัฒนาการที่เรียกว่า วิวัฒนาการประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ท่านเชื่อว่า สังคมต้องพัฒนาผ่านขั้นตอนที่แน่นอน จากยุคชุมชน มาสู่ยุคทาส ยุคศักดินา ยุคทุนนิยม และสังคมนิยม และจะก้าวสู่ยุคคอมมิวนิสต์ในที่สุด ทฤษฎีระบบโลกอธิบายวิวัฒนาการประวัติศาสตร์อย่างไร และแตกต่างจากทฤษฎี Marx อย่างไร”
       
        ผมตอบว่า
       
        นักทฤษฎีระบบโลกมีหลายท่านมาก แต่ละท่านจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้แตกต่างกัน ผมจึงขออธิบายจากความเข้าใจเรื่องนี้ จากแนวคิดของผมเองเป็นหลัก
       
        ชาวลัทธิ Marx จำนวนหนึ่ง อย่างเช่น ฝ่ายซ้ายไทยสมัยก่อนจะกล่าวว่า แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการประวัติศาสตร์นี้คือ กฎแห่งประวัติศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
       
        วันนี้ผมคิดว่า ความเชื่อว่า “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ที่เป็นวิทยาศาสตร์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เริ่มสั่นคลอนมากแล้ว เพราะประเทศสังคมนิยมหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนเส้นทางสู่เศรษฐกิจตลาดแบบทุนนิยม
       
        ชาวทฤษฎีระบบโลกจะอธิบายเรื่องการวิวัฒนาการต่างจากชาวลัทธิ Marx หลายประการ
       
        ประการแรก เราไม่เชื่อเรื่อง กฎประวัติศาสตร์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเคลื่อนตัวของประวัติศาสตร์ไม่ได้เคลื่อนแบบวิวัฒน์ไปข้างหน้าอย่างเดียว ประวัติศาสตร์มีพลวัตที่ซับซ้อน และมีเส้นทางที่หลากหลาย
       
        ตัวอย่างเช่น
       
        ชาวระบบโลก จะเรียกยุคนี้ว่า ยุคระบบเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ยุคทุนนิยมอย่างที่พวก Marxists เรียก ในยุคเศรษฐกิจโลกนี้สามารถแบ่งแยกได้เป็น 3 แบบ แบบแรกคือ ทุนนิยม แบบที่สองคือ สังคมนิยม อีกแบบหนึ่งคือ สังคมประชาธิปไตย หรือกล่าวได้ว่า ทั้งระบบทุนนิยม ระบบสังคมนิยม และระบบสังคมประชาธิปไตย มีชีวิตอยู่ในยุคประวัติศาสตร์เดียวกัน
       
        ระบบโลกกำลังก้าวผ่านยุคเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุควิกฤตใหญ่ ดังนั้น ทั้งระบบทุนนิยม และสังคมนิยม รวมทั้งสังคมประชาธิปไตย จึงต้องล่มสลายลงไปในเวลาใกล้เคียงกัน
       
        นี่หมายความว่า แนวคิดระบบโลก กับ แนวคิด Marx มีวิถีในการแบ่งยุคประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
       
        สำหรับชาวลัทธิ Marx ในยุคๆ หนึ่ง ระบบเศรษฐกิจสังคมจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับผม ยุคๆ หนึ่งนั้น ระบบสังคมจะมีความแตกต่างกัน หรือมีได้หลายแบบ
       
        หรือกล่าวแบบปรัชญาเต๋า ในยุคหนึ่งๆ นั้น มักจะมี 3 ด้านเสมอ มีด้านที่เป็นหยาง กับด้านที่เป็นหยิน และด้านที่ผสมกันระหว่างหยางกับหยิน
       
        อย่างเช่น ในยุคชุมชนโบราณ ชาว Marx จะเชื่อกันโดยทั่วๆ ไปว่า ชุมชนโบราณ มีแบบเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมแบบเดียวเท่านั้น
       
        ผมคิดว่า ชุมชนโบราณ มีวิถีเศรษฐกิจวัฒนธรรมอย่างน้อย 3 แบบ
       
        แบบแรก คือ ชุมชนลุ่มน้ำ ซึ่งมีพื้นที่ป่าเขาที่อุดมทางธรรมชาติ ชุมชนแบบนี้มีวัฒนธรรมแบบหยิน กล่าวคือ รักธรรมชาติ เอื้ออาทรต่อกัน ชอบความสงบ และบางชุมชนผู้หญิงเป็นใหญ่
       
        แบบที่สอง คือ ชนเผ่าร่อนเร่ ที่มักอยู่ในเขตหนาว หรือเขตทะเลทราย ชนเผ่าเร่ร่อนจะมีฐานวัฒนธรรมเป็นแบบหยาง ซึ่งเชื่อเรื่องการต่อสู้เอาชนะธรรมชาติ เชื่อเรื่องสงคราม และการปล้นชิง และชนเผ่าเหล่านี้มีผู้ชายเป็นใหญ่ วัฒนธรรมแบบนี้คือที่มาของวัฒนธรรมตะวันตก
       
        แบบที่สาม คือ มีทั้งหยางและหยินผสมกัน อย่างเช่น ชุมชนชาวจีนซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก มีทั้งเขตที่อุดมสมบูรณ์ และเขตที่แห้งแล้งผสมประสานกัน จึงมีวัฒนธรรมทั้งแบบหยาง และหยินผสมประสานกัน
       
        ด้านหยางของวัฒนธรรมจีน คือ ความเชื่อเรื่องรัฐ หรือการปกครอง และการจัดระบบครอบครัว และชุมชนแบบเข้มงวด รวมทั้งความเชื่อเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่ ด้านความเป็นหยิน คือ ความเชื่อสายเต๋าในเรื่อง สันติภาพ การมีชีวิตที่เรียบง่าย และรักธรรมชาติ
       
        หลังจากยุคชุมชนโบราณ ระบบโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคจักรวรรดิการเมือง โดยเริ่มจากยุคเมืองขนาดใหญ่ หรือนครรัฐก่อน แล้วพัฒนาไปสู่การเกิดจักรวรรดิการเมืองขนาดใหญ่
       
        ทฤษฎีระบบโลกไม่มียุคศักดินาอย่างของลัทธิ Marx เพราะทฤษฎีระบบโลกถือว่ายุคศักดินาก็คือ ช่วงกำเนิดเมือง หรือนครรัฐนั่นเอง นครรัฐถือว่าเป็นฐานการเมืองก่อนเกิดยุคจักรวรรดิการเมืองขนาดใหญ่
       
        หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า นอกจากแต่ละยุคจะมีหน้าตาที่ต่างกันแล้ว ยังมีขั้นตอนในการพัฒนาการหลายขั้นตอน
       
        นครรัฐแบบเอเชีย อย่างเช่นของไทย ก็มีหน้าตาต่างจากแบบยุโรป ลองอ่านศิลาจารึก เราจะพบว่า นครรัฐแบบไทยเป็นแบบหยิน ที่ค่อนข้างให้อิสระแก่ชาวเมือง ดังมีคำกล่าวว่า ใครค้าช้าง ค้า ใครค้าม้า ค้า
       
        นครรัฐแบบในยุโรป จะเป็นนครรัฐทหาร มีระบบการปกครองที่เข้มแข็งรวมศูนย์ มีกฎหมายรัดกุมยิ่ง มีการยึดครองที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของบรรดาเจ้านาย จนเป็นที่มาของการขูดรีดผ่านการถือครองที่ดินที่เรียกว่า ระบบศักดินา
       
        นครรัฐแบบตะวันออก อย่างเช่นของไทย ระบบถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ชัดเจน ยังไม่เกิดขึ้น ราวกับว่าใครเพาะปลูกอะไร ที่ไหน คนคนนั้นก็เป็นเจ้าของพื้นที่แห่งนั้น
       
        แม้ในยุคจักรวรรดิการเมือง อย่างเช่น จักรวรรดิอยุธยา ฃที่ดินทั้งหมดอาจถูกถือในทางทฤษฎีว่าเป็นของพระจ้าแผ่นดิน แต่โดยประเพณีปฏิบัติ บรรดาที่ดินเหล่านี้จะถูกครองโดยประชาชน ดังนั้น การขูดรีดหลักจึงไม่ได้มาจากค่าเช่าที่ดิน แต่มักจะผ่านระบบการเก็บภาษี และระบบการเกณฑ์แรงงานเป็นสำคัญ
       
        ในกรณีของยุโรป เมื่อจักรวรรดิโรมัน (แบบทาส) พังทลายลง ยุคเมือง หรือนครรัฐ (แบบเก่า) หรือที่เรียกว่า ระบอบศักดินา ได้กลับมามีอิทธิเหนือชีวิตผู้คนยุโรป
       
        การอธิบายแบบนี้ ถือว่าเป็นการตั้งคำถามต่อความเชื่อว่า โลกต้องวิวัฒน์ไปข้างหน้าเท่านั้น ชาว ทฤษฎีระบบโลกเชื่อว่า ระบบสามารถเคลื่อนตัวแบบพลิกผันไปมาได้
       
        ในกรณีของระบอบจักรวรรดิในโลกตะวันออก รัฐจักรวรรดิเหล่านี้มีความยั่งยืนกว่ารัฐโรมันแบบทาส เนื่องจากระบอบรัฐในประเทศเหล่านี้นำเอาความเชื่อทางศาสนา อย่างเช่น พุทธ และ เต๋า มาใช้เป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมประชาชนกับชนชั้นนำเข้าด้วยกัน
       
        ยกตัวเอย่างเช่น
       
        รัฐจักรวรรดิอยุธยาของไทยในอดีต สงครามทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นนำ (เจ้านาย) และประชาชน (ไพร่ และข้าทาส) มีน้อยมาก และที่สำคัญ เราพบว่าความสัมพันธ์ทางชนชั้นระหว่างคนต่างชนชั้นกันจะมีลักษณะที่ “พึ่งพา”และขึ้นต่อกัน มากกว่าจะปะทะกัน
       
        หมายความว่า รัฐจักรวรรดิของจีนและของไทยไม่ได้ล่มสลายเหมือนกับรัฐจักรวรรดิโรมัน (แบบทาส) สังคมไทยจึงไม่ได้พลิกกลับไปสู่ยุคนครรัฐ หรือยุคศักดินาแบบยุโรป
       
        จะมีปรากฏการณ์ ที่คล้ายกับการพลิกกลับบ้าง อย่างเช่น ช่วงเสียกรุง (แก่พม่า) แต่ก็ช่วงสั้นๆ เท่านั้น
       
        นี่หมายความว่า ระบบรัฐจักรวรรดิ ก็มีหลายแบบ บางรัฐก็เป็นรัฐทาสแบบหยาง อย่างเช่น จักรวรรดิโรมัน รัฐแบบนี้จะกดขี่ทางชนชั้นอย่างหนัก และมีชีวิตอยู่กับการทำสงครามไล่ล่าอาณานิคม
       
        บางรัฐก็เป็นรัฐจักรวรรดิแบบหยิน หรือรัฐจักรวรรดิศาสนา อย่างเช่นรัฐจักรวรรดิสุโขทัย รัฐล้านนา และรัฐอยุธยา
       
        รัฐจีนโบราณ ก็เป็นรัฐจักรวรรดิเช่นกัน มีทั้งวัฒนธรรมหยิน และหยางผสมกัน ไม่ได้เป็นรัฐที่ก่อสงครามไล่ล่าอาณานิคมอย่างเดียวกับรัฐทาสโรมัน มีเพียงยุคเดียวเท่านั้นที่รัฐจักรวรรดิจีนขยายอำนาจไปทั่วโลก นั่นคือ ยุคที่ชนเผ่าเร่ร่อนตอนเหนือ หรือพวกมองโกล (วัฒนธรรมแบบหยาง) ขึ้นครองอำนาจเหนือแผ่นดินจีน
       
        ในเมื่อ รัฐจักรวรรดิแบบเอเชียมีชีวิตที่ยั่งยืนกว่ารัฐโรมัน ส่งผลทำให้รัฐจักรวรรดิแบบนี้ สามารถมีชีวิตที่ต่อเนื่อง และยาวมาก (บางช่วงอาจจะล้มลง แต่จะพลิกกลับมาอีกได้) จนในที่สุด บรรดารัฐเหล่านี้มีชีวิตถึงยุคระบบเศรษฐกิจโลก (ทุนนิยม และสังคมนิยม) และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก
       
        หลังยุคจักรวรรดิการเมือง มนุษยชาติก็ก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจโลก ยุโรปซึ่งสืบทอดวัฒนธรรมจากโรมัน และมีฐานวัฒนธรรมแบบหยาง (สงคราม และการปล้นชิง) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือระบบโลก
       
        ระบบโลกนอกจากจะมีหน้าตาที่หลากหลายดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีขั้นตอนการวิวัฒน์หลายขั้นตอน
       
        ขั้นตอนแรก คือ ขั้นตอนตัวอ่อน เริ่มจากกำเนิดรัฐพาณิชย์ และการขยายตัวของการค้า และวัฒนธรรมการค้า ตามด้วยก่อตัวเป็นระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีศูนย์ที่ยุโรปตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึง 18
       
        ขั้นตอนที่สองคือ ช่วงเติบใหญ่ นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงศตวรรษที่ 18 จนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 หลังสงครามโลก ในช่วงนี้ระบบโลกแตกตัวเป็น 2 ค่ายใหญ่ คือ ค่ายทุนนิยม และค่ายสังคมนิยม
       
        ขั้นตอนที่สาม คือ ช่วงวิกฤตใหญ่ หรือช่วงหลังยุคอุตสาหกรรม บางทีเรียกว่า ช่วงโลกาภิวัตน์
       
        พอคุยมาถึงตรงนี้
       
        เพื่อนคนหนึ่งถามว่า
       
        “อะไรคือ พลังในการเปลี่ยนยุคสมัยประวัติศาสตร์”
       
        ผมตอบว่า
       
        แนวคิดแบบ Marx จะกล่าวว่า พลังที่ผลักดันประวัติศาสตร์ คือการปฏิวัติการผลิต แนวคิดของชาวระบบโลก จะเน้นที่การปฏิวัติการสื่อสาร และวัฒนธรรม (รวมทั้งภูมิปัญญา)
       
        ปฏิวัติในความหมายของทฤษฎีระบบโลกคือ การปฏิวัติในเรื่อง พื้นที่ (Space) เมื่อขนาดพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างมาก ยุคสมัย หรือเวลา (Time) ก็จะเปลี่ยนไปด้วย
       
        หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การใช้หลักมิติที่สี่ ของไอน์สไตน์ เป็นฐานในการอธิบายการแปรเปลี่ยน
       
        พลังที่มีบทบาททำให้ขนาดพื้นที่ และยุคสมัยเปลี่ยนไป เป็นเรื่องของการปฏิวัติทางด้านสื่อสาร วัฒนธรรม รวมทั้งการปฏิวัติด้านอาวุธเป็นสำคัญ
       
        ตัวอย่างเช่น
       
        ย้อนไปยุคกำเนิดรัฐจักรวรรดิอินเดีย ในช่วงประวัติศาสตร์นี้ ชาวอารยันผู้รุกรานอินเดีย ได้ค้นพบการเดินทางด้วยล้อรถที่ใช้ม้าลากรถ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิวัติระบบการสื่อสาร และการเดินทาง นอกจากนี้ ชาวอารยันยังค้นพบอาวุธที่สำคัญ นั่นคือ ธนู ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่สำคัญ ใช้ในการรุกราน และสุดท้าย ชาวอารยันยังมีความเชื่อทางศาสนาซึ่งสามารถผนึกชาวอารยันให้รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือที่มาของลัทธิฮินดู
       
        หลังจากก่อสงครามรุกราน ชาวอารยันได้สร้างรัฐจักรวรรดิขึ้น นี่คือจุดเริ่มของการปฏิวัติทางการเมือง ตามด้วยการปฏิวัติพลังการผลิต และตามด้วยการจัดวางความสัมพันธ์ทางชนชั้นที่เป็นระบบขึ้น
       
        มองในแง่นี้ การปฏิวัติทางการผลิตเป็นผลที่ต่อเนื่องจากการปฏิวัติทางด้านการสื่อสาร และวัฒนธรรม รวมทั้งการปฏิวัติด้านอาวุธ และระบบกองทัพ
       
        ในยุคกำเนิดระบบเศรษฐกิจโลกก็ไม่ต่างกัน การปฏิวัติการผลิต หรือที่เรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรม ก็เกิดขึ้นทีหลัง หลังการปฏิวัติทางการสื่อสาร (การสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่) การปฏิวัติอาวุธสงคราม (ปืน) และการปฏิวัติความคิดที่ปัจจุบันเรียกว่า วิทยาศาสตร์
       
        มองในอีกแง่หนึ่ง ฐานะทางชนชั้น ไม่ได้เป็นผลผลิตจากการปฏิวัติทางการผลิตอย่างที่ทฤษฎีแบบซ้ายเก่าๆ เข้าใจเท่านั้น แต่เป็นผลผลิตจากการสร้างรัฐ และเป็นผลผลิตของความเชื่อทางวัฒนธรรมด้วย
       
        ในกรณีของรัฐจักรวรรดิอยุธยา ชนชั้นปกครองของไทยโบราณไม่ได้อาศัยการถือครอง หรือกรรมสิทธิ์เหนือที่ดิน และไม่ได้ใช้อำนาจเหนือที่ดินควบคุมไพร่ หรือทาส แต่อาศัยอำนาจในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (เจ้านาย) ในการควบคุมดูแลไพร่ และข้าทาส
       
        ไพร่ในสังคมไทยสามารถเปลี่ยนฐานะทางชนชั้นได้ แต่ไม่ใช่ด้วยการเข้าถือครองที่ดิน แต่ทำได้ด้วยการเข้าไปเป็นทหาร หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
       
        หรือกล่าวแบบสรุปคือ ทฤษฎีระบบโลกเชื่อว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปด้วยการปฏิวัติหลายๆ อย่าง ที่สืบทอดกันเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่การปฏิวัติทางการผลิตเท่านั้น
       
        นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านยุคสมัยประวัติศาสตร์ ก็มาจากหลายสาเหตุ ไม่ใช่มาจากการต่อสู้ หรือสงครามทางชนชั้นเท่านั้น
       
        สงคราม และการเผชิญหน้าทางชนชั้น (ภายในประเทศ) ที่ผ่านมามักจะทำหน้าที่ในการปรับดุลยภาพ หรืออำนาจภายในระบบมากกว่าทำหน้าที่ในการทำลายล้างระบบ
       
        ระบบจักรวรรดิสมัยโบราณ ก้าวสู่หายนะได้ มักจะเกิดจากการเสียดุลยภาพทั้งภายในและภายนอก ในเวลาเดียวกัน
       
        อย่างเช่น จักรวรรดิโรมัน ไม่สามารถปรับดุลยภาพ หรือสร้างดุลยภาพระหว่างชนชั้นเจ้ากับทาสได้ และไม่สามารถปรับดุลยภาพกับอำนาจภายนอก อย่างเช่น การปกครองอาณานิคมอย่างป่าเถื่อน จึงนำสู่การก่อกบฏของประเทศราช
       
        นอกจากนี้ เราพบว่า รัฐจักรวรรดิโบราณบางรัฐล่มสลายลง เพราะไม่สามารถปรับดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น อาณาจักรอินคา และอาณาจักรขอม เป็นต้น
       
        เพื่อนคนหนึ่งสวนขึ้นว่า
       
        “ฟังๆ ดู คุณยุค กำลังใช้ปรัชญาเต๋าเรื่องดุลยภาพ และการปรับดุลมาใช้ เป็นหลักในการอธิบายโลก”
       
        ผมตอบว่า
       
        “ถูกต้อง” ยิ้มและกล่าวต่อว่า
       
        “ปัจจุบัน ผมใช้ศาสตร์โบราณแบบตะวันออก จำนวนหนึ่งมาใช้ในการอธิบายระบบโลก หรือ สร้างทฤษฎี อธิบายโลกแบบของผมเอง”
       
        ความจริง ผมใช้ทั้งหลักเต๋า และพุทธ ประสานกับแนวคิดฟิสิกส์ใหม่
       
        เพื่อนถามว่า
       
        “ผมฟังมาตลอด ผมเริ่มรู้สึกว่า จะเข้าใจโลกได้ ต้องเริ่มศึกษาโลกทางความคิด และปรัชญาใหม่หมดเลย”
       ์
        เพื่อนกล่าวต่อว่า
       
        “ผมเริ่มสงสัยว่า คุณยุคคิดแบบวัตถุนิยมแบบ Marx ที่ว่า วัตถุกำหนดจิตหรือเปล่า หรือว่า คิดแบบจิตนิยม ผมเคยอ่านงานของวิถีทรรศน์เล่มหนึ่งเขียนโดย คุณหมอประสาน ต่างใจ ชื่อเรื่อง จิตสูงสุด
       
        คุณยุคคิดว่า จิตสูงสุดหรือเปล่า”
       
        ผมตอบว่า
       
        ผมกับหมอประสาน มีทั้งเหมือนกัน และต่างกัน แต่ที่ต่างกันมากคือ การใช้ภาษาอธิบายเรื่องต่างๆ มักจะต่างกัน อาจเนื่องมาจากผมเป็นนักสังคมศาสตร์ คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์
       
        อย่างเช่น ท่านเรียกทั้งหมด หรือทั้งเอกภพว่า จิตจักรวาล
       
        ผมเป็นชาวเต๋า ผมจะกล่าวว่า ผมไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะเรียกชื่อว่าเป็นอะไรก็ไม่ได้ เพราะเอกภพ หรือทั้งหมด มีความซับซ้อนมาก และมีความเป็นไปได้ที่หลากหลาย และมีรูปแบบอย่างเป็นอนันต์
       
        จะบอกว่าเป็นอะไร อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ผิดทั้งนั้น (ยังมีต่อ)

 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000152903
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
Bright eyes
Hero Member
*****
กระทู้: 2747


ดูรายละเอียด
« ตอบ #48 เมื่อ: 25 ธันวาคม 2007, 08:32:22 AM »

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
ไม่รู้สินะ.......ยังเห็นว่าท่านมาร์กซ...วิเคราะห์ไม่ผิด...เพียงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียด...เพราะมาร์กก็มองเห็นแค่ในยุคที่ตัวเองมีชีวิตอยู่.......แต่หลักๆ ท่านหมากน่าจะยังถูกอยู่.....เพราะไม่มีทางที่สังคมหรือความเป็นไปไม่ว่าจะทางวิทยาศาตร์รรมชาติหรือวิทยาศาสนตร์สังคมมันไม่มีทางที่จะเป็นไปอย่างเสมอทุกภาคส่วน........กล่าวในแง่ทางสังคมก็คือ จะต้องดู "พลังการผลิต"......ที่อยู่ในฐานะครอบงำในยุคนั้นๆ เป็นหลัก.....และประเมินแนวโน้มยุคประวัติศาสตร์ข้างหน้าจาก "หน่ออ่อน"........ที่มี "เค้าลาง" ให้เห็น...../ถ้าไม่มี...ก็สร้างสิ(ฟะ)(555)
การแบ่งยุคต่างๆ ก็แบ่งจาก..."พลังการผลิต" บ่แม่นก๊ะ

รายละเอียดมีอีกเยอะน่าหนุกนะ

ฟฟฟฟฟฟ

แต่ทำไงจึงจะได้สักตะกร้าหนึ่งล่ะ.....สมมติ....จะต้องจัดหลักสูตรอบรมเยาวชนสักก๊กหนึ่งสักประมาณ ๒๐ คน ภาคละสี่คน......แบบค่ายฝึกกะลังพลอะไรประมาณนี้.....



ไอ้เทคโลโลยี่.....การโทรคมนาคมข่าวสารคอม.....มันก็เป็นส่วนหนึ่งของพลังการผลิตบ่แม่นก๊ะ.....


ฟฟฟฟฟ

ทฤษฎีที่มี "ชื่อ" ต่างๆ กัน ก็ไม่เห็นมันจะก้าวพ้นปริมณฑลของปรัฐญาวัตถุนิยมวิภาษวิไปได้.....แม้แต่ไอ้โมเดิร์นฟิสิค....แควนต้งแควนต้อมอะไรก็เถอะ.....


คิดว่ายังใช้อธิบายได้อยู่......แต่อย่าตีความแบบพวกตะกวดเสียงข้างมากสามานย์โดยเอาทฤษฎีไม่ครบถ้วนมาครอบสภาพความเป็นจริง

 ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ;
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 ธันวาคม 2007, 04:26:09 AM โดย ตะกวดรีเทิร์น » บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #49 เมื่อ: 27 ธันวาคม 2007, 18:18:26 PM »

ทฤษฎีระบบโลกกับแนวคิดฟิสิกส์ใหม่ (6)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 27 ธันวาคม 2550 15:24 น.
 
 
       วัตถุนิยม หรือ จิตนิยม
       
       เพื่อนคนหนึ่งคงกลัวว่าผมจะพูดเรื่องปรัชญาธรรมชาติ จนลืมที่จะตอบว่า ผมเป็นจิตนิยม หรือ เป็นวัตถุนิยม ท่านจึงสวนขึ้นว่า
       
       “แล้ว คุณยุค เชื่อแบบจิตนิยม หรือ วัตถุนิยม”
       
       ผมตอบว่า
       เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องทางปรัชญาที่ถกเถียงกันมายาวนาน
       
       นักคิดบางท่านก็เป็นนักคิดแบบวัตถุนิยม เชื่อว่าโลกวัตถุมาก่อนโลกของจิต หรือมนุษย์ที่มีจิตใจ และเชื่อว่าสภาวะแวดล้อมกำหนดเหนือพฤติกรรมของมนุษย์
       
       นักคิดบางคนก็เป็นนักจิตนิยม อย่างเช่นเชื่อว่า โลกนี้คือจิต หรือมีพระเจ้า ซึ่งเป็นพระจิต หรือเชื่อว่า ทั้งหมดคือจิตจักรวาล
       
       ผมคิดว่า ผิดทั้งคู่
       
       ดังที่ผมกล่าวมาแล้ว ฟิสิกส์ใหม่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างชีวิต และไม่มีชีวิต เลือนลางลงไป เพราะเราไม่สามารถแยกชีวิต กับไม่มีชีวิตออกจากกันได้
       
       เต๋า กล่าวว่า ใจก็คือกาย กายก็คือใจ ตีความอีกแบบหนึ่งได้ว่า โลกวัตถุน่าจะมีความรับรู้ได้ เช่นกัน
       
       ตัวอย่างเช่น ปัจจุบัน Masaru Emoto ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง สภาวะจิตมนุษย์ที่เปลี่ยนไป กับผลึกของ“น้ำ” โดยการถ่ายภาพโมเลกุลของน้ำ
       
       สิ่งที่ค้นพบคือ จิตที่งดงาม หรือหงุดหงิด สามารถส่งผลสะเทือนต่อคุณภาพน้ำได้ โดยภาพถ่ายเกล็ดโมเลกุลน้ำจะแปรเปลี่ยนไป เมื่อจิตเราดี ส่งผลให้เกล็ดน้ำมีรูปร่างสวยงาม
       
       ถ้าเป็นพวกจิตนิยมก็คงอธิบายว่า จิตนี้มีพลังอำนาจมหาศาล สามารถดลบันดาลสิ่งต่างๆได้ตามใจปรารถนา
       
       แต่ผมกลับคิด นี่สะท้อนว่า น้ำอาจจะมีความสามารถในการรับรู้เช่นกัน และส่วนแห่งความรับรู้ของน้ำนั้นสามารถเชื่อมตรงกับสภาวะจิตมนุษย์ได้โดยตรง
       
       ผมจึงเชื่อว่า โลกที่เราเห็นทั้งหมดคือ โลกแห่งชีวิตที่มีความสามารถในการรับรู้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าวิถีแห่งการรับรู้ของแต่ละสิ่งจะแตกต่างกันออกไป
       
       ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า จิตกับวัตถุ หรือ ใจกับกาย ไม่ได้มีอะไรเกิดก่อนกัน แต่ดำรงอยู่ด้วยกัน และพัฒนาแปรเปลี่ยนไปด้วยกัน
       
       ในกรณีของมนุษย์ ผมเองเชื่อว่า จิตเป็นประธานในการตัดสินใจ และการเคลื่อนไหวของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมก็มีส่วนกำหนดจิตใจด้วย ในเวลาเดียวกัน
       
       แต่สภาพแวดล้อมไม่ได้กำหนดทั้งหมดแบบสมบูรณ์ เพราะมิติของจิตมีความซับซ้อนมาก ส่วนหนึ่งเนื่องจากสมองมีความสามารถบันทึกเรื่องราว มีความเชื่อ และสามารถค้นคิดสิ่งต่างๆ
       
       ดังนั้น คนที่เผชิญสภาพแวดล้อมเดียวกัน และมีจุดยืนอยู่ในชนชั้นเดียวกัน จึงสามารถตัดสินใจไม่เหมือนกันได้
       
       จนมีคำกล่าวว่า จิตมนุษย์ยากแท้ หยั่งถึง
       
       บางคนก่อนตัดสินใจทำอะไร ก็ต้องถามเพื่อนๆ ก่อน ถ้าถามว่าเพื่อนๆที่เราถามเป็นตัวกาย หรือ ตัวใจกันแน่ คงตอบยาก
       
       นอกจากนี้ โลกของจิตยังดำรงอยู่ และเชื่อมโยงกัน เป็นสนามพลังจิตที่กว้างไกล
       
       นั้นคือ สนามพลังจิต และความรับรู้
       
       ถ้าเราคิดให้ดี ระบบสื่อสาร การติดต่อ อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ ทีวี และอื่นๆ คือระบบเครือข่ายที่ช่วยก่อให้เกิด สนามพลังแห่งจิต และความรับรู้ที่เชื่อมการรับรู้ ความเชื่อ ทฤษฎี และความนึกคิดของผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน มองในแง่นี้ ระบบสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบ น่าจะดูเป็น “กาย” แต่ด้านวัฒนธรรม (ความรู้ ค่านิยม ความเชื่อ ความเขลา และภูมิปัญญา) น่าจะดูราวเป็น “ใจ หรือจิตใจ”
       
       สนามพลังจิต และความรับรู้นี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราด้วยเช่นกัน อย่างเช่นปัจจุบัน ทีวีมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมากๆ หรือเวลาเราจะค้นคว้าเรื่องอะไร เราจะหาข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ก่อนเสมอ
       
       ผมขอกล่าวอย่างสรุปว่า
       
       “จิต” กับ “วัตถุ” กำเนิดขึ้นพร้อมกัน และกำหนดซึ่งกันและกัน ตลอดเวลา
       
       นอกจากนี้ ปรัชญาวัตถุนิยมกลไก และวัตถุนิยมวิภาค ถือว่าโลกโดยพื้นฐานคือ โลกวัตถุ ซึ่งสามารถรับรู้ได้ (น่าสงสัยว่า ไม่จริง)
       
       ส่วนปรัชญาวัตถุนิยมวิภาคของ Marx ที่บอกว่า ทุกหน่วยมีความขัดแย้งซ่อนอยู่ภายใน ความขัดแย้งที่สะสมนี้จะเพิ่มทวีขึ้น จนนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณ แต่ในที่สุดก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ
       
       อย่างเช่น เหล็กกลายเป็นสนิม หรือ น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง แต่ทั้งหมดล้วนมีขั้นตอน และกฎเกณฑ์
       ที่แน่นอน
       
       แม้ว่า ปรัชญานี้ดูว่าเหนือกว่าปรัชญาวัตถุนิยมกลไก และมองโลกอย่างมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็มีข้ออ่อนตรงที่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยภายในอย่างมาก ราวกับมีพรมแดนที่สามารถแยกสิ่งต่างๆออกจากกันได้อย่างแน่ชัด
       
       ข้ออ่อนอีกด้านหนึ่งคือ ความเชื่อว่ามีกฎที่ตายตัว และใช้ได้ในทุกที่
       
       ฟิสิกส์ยุคใหม่ (ควอนตัม) ได้ท้าทายความเชื่อเรื่อง พรมแดนที่ตายตัว และกฎเกณฑ์ที่แน่นอนชัดเจน รวมทั้งความเชื่อที่ว่า จิตกำหนด หรือโลกวัตถุกำหนดจิต เพราะทุกอย่างกำหนดซึ่งกันและกันไปมา อย่างซับซ้อนยิ่ง
       
       ระบบชีวิตจึงพลิกผันได้ง่ายมาก จนเราไม่สามารถบอกว่า อะไรเป็นอะไรได้อย่างแน่ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์
       
       ตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องน้ำ โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์จะบอกว่า น้ำประกอบด้วย ไฮโดรเจน ๒ ตัว ออกซิเจน 1 ตัว
       
       แต่ที่จริงแล้ว น้ำที่ประกอบเพียง 2 สิ่งนี้ กลับไม่ใช่น้ำที่เรากินได้ แต่เป็นน้ำที่เราไม่สามารถกินได้
       
       แล้วน้ำที่กินได้คืออะไร
       
       คำตอบคือ น้ำที่มีองค์ประกอบของสสารอื่นๆอยู่ด้วย อย่างเช่น มีแร่ธาตุมากมาย รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า มีชีวิตเล็กๆ จำนวนมหาศาล
       
       นี่หมายความว่า น้ำที่เรากินได้ มีองค์ประกอบที่ไม่แน่นอนอยู่ ขึ้นกับสถานที่ และสภาวะแวดล้อม
       
       แต่ในช่วงเวลาเรากินน้ำ ถ้าจิตใจเรางดงาม สนามพลังจิตก็จะส่งผลโดยตรงต่อการประกอบกันของอนุภาคของน้ำ จนสามารถทำให้อนุภาคของน้ำงดงาม แต่ถ้าจิตใจเราขุ่นมัว อนุภาคของน้ำ ก็จะน่าเกลียด เป็นไปในทางตรงข้าม
       
       นี่หมายความอีกว่า เราไม่สามารถบอกว่า อะไรเป็นอะไรแน่นอนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกจังหวะคือการผันเปลี่ยน
       
       ความจริงก็คือ อะไรบางอย่างที่ลื่นไหลได้ตลอดเวลา
       
       บางคนอาจจะสงสัยว่า เวลาที่เราศึกษาพลวัตรของโลกขนาดใหญ่ อย่างเช่น จักรวาล หรือเอกภพดวงดาว เรามักจะพบว่า เอกภพ และดวงดาวนั้นดูราวว่าไม่พลิกผัน และดูราวว่ามีกฎแน่นอน
       
       แต่ถ้าเราลองย่อเวลาของจักรวาล ของเอกภพ และของโลกลง เราก็จะพบกฎแห่งความพลิกผัน และความไม่แน่นอน ปรากฏขึ้นมากมายทุกช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป เช่นกัน
       
       กล่าวอย่างสรุปคือ ผมเชื่อว่า จิต และวัตถุ คือ 2 ด้านของความจริงเดียวกัน ที่ต้องประกอบกัน และแยกจากกันไม่ได้ มีสิ่งหนึ่ง ก็ต้องมีอีกสิ่งหนึ่ง
       
       ไอน์สไตน์ พบหลักธรรมชาติว่า E เท่ากับ Mc ยกกำลังสอง หรือ พลังงานสามารถแปรสภาพเป็นวัตถุได้ และพบว่า วัตถุเพียงก้อนเล็กๆ จะมีพลังงานมหาศาลซ่อนอยู่ได้ และสามารถแปรเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานได้
       
       ผมเชื่อว่า กฎของไอน์สไตน์ข้อนี้เป็นกฎที่สำคัญยิ่ง และยืนอยู่เบื้องหลังการเกิดก่อโลกธรรมชาติที่เรามองเห็น
       
       พอล ดิเรก นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของโลกคนหนึ่งกล่าวว่า กฎที่ไอน์สไตน์ค้นพบข้อนี้ยังจำกัด เพราะที่แท้ต้องเติมเครื่องหมายบวกลบหน้า Mc ยกกำลังสอง เนื่องจากสสารต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ปฏิสสาร หรือ Antimatter ดำรงอยู่ประกอบกัน
       
       แต่ พอล ดิเรก คิดไปกว้างไกลอย่างมากๆ จนคิดว่าน่าจะมีโลกคู่ขนาน หรือ จักรวาลคู่ขนาน ซึ่งมีคุณลักษณะแบบปฏิสสารดำรงอยู่ด้วย
       
       แต่ผมคิดแตกต่างจาก ดิเรก ผมคิดว่า Antimatter ที่แท้ก็คือ “จิตใจ” ซึ่งมีคุณสมบัติตรงข้ามกับวัตถุ
       
       ผมคิดแบบง่ายๆ โดยพิจารณาจากระบบร่างกาย
       
       ร่างกายมนุษย์ย่อยอาหาร เปลี่ยนอาหารเป็นพลังงาน พลังงานที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกนำไปใช้เสริมสร้างทั้ง M (กาย) ในการผลิตเซลล์ใหม่ รวมทั้งเสริมสร้างสมอง และ M (จิตใจ) ซึ่งมีคุณสมบัติที่ตรงกันข้ามกับกาย ซึ่งมีสภาวะเป็น Antimatter นั่นเอง
       
       ดังนั้น กฎพื้นฐานของชีวิต และจักรวาล ที่แท้คือขบวนการในการแปรสภาพกลับไป และกลับมาระหว่างโลกพลังงานกับ M ที่มี 2 ด้าน ทั้งด้านกาย และด้านใจ
       
       นักฟิสิกส์ปัจจุบันไปคิดว่า Antimatter คือจักรวาลคู่ขนาน จึงพยายามสร้างทฤษฎีที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น ทฤษฎี Super string เพื่อให้สามารถอธิบายการดำรงอยู่ของจักรวาลแบบคู่ขนานนี้
       
       ผมคิดว่า นักฟิสิกส์ปัจจุบันกำลังหลงทาง เนื่องจากพวกเขามองข้ามความจริงว่า Antimatter อาจจะเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งมีสภาวะที่ตรงข้ามกับสสาร
       
       ดังที่กล่าวข้างต้นว่า จิตเองก็มีชีวิตอยู่กับสนามพลังแห่งจิต และความรับรู้
       
       สนามพลังแห่งจิต และความรับรู้นี้ สามารถดำรงอยู่คู่ขนานกับโลกทางสสาร หรือทางกายได้เช่นกัน
       
       แต่ต้องกล่าวว่า สนามพลังจิตนี้ยากแก่การเรียนรู้ เพราะเป็นสนามพลังที่เรามองไม่เห็น
       
       เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า
       
       “ถ้ามีสนามพลังจิต และความรับรู้ที่มองไม่เห็น จริง ก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะมี นรก สวรรค์ นางฟ้า และเทวดา”
       
       ผมตอบว่า “ผมไม่รู้”
       
       ผมขยายต่อว่า
       
       เท่าที่ผมรู้ ถ้ามีสนามพลังจิตนี้ เชื่อมความเป็นมนุษย์ในแง่ความรับรู้ให้เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น เราก็คือเขา เขาก็คือเรา หรือกล่าวว่า มนุษยชาติทุกคนมีจิตที่ร่วมกัน และที่แท้คือ พี่น้องกัน
       
       และเท่าที่รู้ ถ้ามีสนามที่เชื่อมจิตมนุษย์เข้ากับโลกธรรมชาติ และเอกภพ จิตเราก็คือส่วนหนึ่งของจักรวาล และเอกภพ
       
       ดังนั้น เราก็คือส่วนหนึ่งของจักรวาล และจักรวาลก็คือส่วนหนึ่งของตัวเรา
       
       และที่รู้อีกอย่างหนึ่งคือ แนวคิดของไอน์สไตน์เรื่องการรวมพลังพื้นฐานของจักรวาล น่าจะทำได้ยากมากขึ้น เพราะพลังพื้นฐานไม่ได้มีเพียง 4 อย่าง อย่างที่ไอน์สไตน์เข้าใจ แต่มีถึง 5 อย่าง
       
       พลังที่ 5 นี้ยากจะทำความเข้าใจที่สุด เพราะเรามอง “สนามพลังจิต และความรับรู้” ไม่เห็น
       
       ถ้าถามว่า อะไรคือจิต
       
       ผมก็ตอบได้แบบพุทธเซ็นว่า จิตเดิมก็คือ ความรัก และความเอื้ออาทรต่อกัน
       
       แต่ผมไม่มั่นใจว่า ความรักนี้คือสิ่งที่ทำหน้าที่ประสานธรรมชาติทั้งมวลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หรือไม่
       
       อาจจะจริง หรือไม่จริง
       
       ถ้าจริง นี่คือคำตอบว่า ทำไมโลกและจักรวาลนี้จึงช่างประกอบกันอย่างสวยสดงดงามยิ่งนัก
       
       ลองคิดเล่นๆว่า โลกใบนี้ คือแม่ที่ให้กำเนิดลูกๆ อย่างเช่น มนุษย์ และสัตว์ แม่ก็น่าจะรัก และผูกพันกับบรรดาลูกๆ แต่เราตอบไม่ได้ว่า ความผูกพันดังกล่าวจะมีลักษณะอย่างไร เพราะเราไม่รู้ว่า แม่ หรือโลก มีความรับรู้แบบไหน แค่ไหน และอย่างไร
       
       ถ้าศูนย์ของสนามพลังจิต คือ ความรัก คำว่า “ความรัก” อาจจะทำให้เราตอบได้ว่า ทำไมโลกธรรมชาตินี้จึงมีพลังในการสร้างสรรค์ และก่อเกิดที่ยิ่งใหญ่ เพราะความรักคือ พลังที่สร้างโลกนี้ได้
       
       คิดดูง่ายๆ ชายกับหญิง หรือ หยางกับหยิน จะเคลื่อนตัวเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็เพราะความรักที่มีต่อกัน และความรักนี้เองจึงเป็นที่มาของครอบครัว และเป็นที่มาของการเกิดก่อชุมชน และชนชาติต่างๆ
       
       ถ้าปรัชญาเต๋าเรื่องหยางและหยินถูกต้อง พลังที่เชื่อมโยง “พลังหยาง” และ “พลังหยิน” ในโลกธรรมชาติก็อาจจะเป็น “พลังแห่งความรัก”
       
       จะจริงหรือไม่ แค่ไหน วันนี้คงไม่มีใครสามารถตอบได้
       
       แต่ถ้าถามผมว่า พลังจิตนี้มี หรือไม่มี
       
       ผมมั่นใจว่า มี และเชื่อว่าพลังนี้คือ พลังที่ละเอียดอ่อนที่สุด และน่าจะเคลื่อนไหวได้ไวกว่าความเร็วของแสง หรืออาจจะเคลื่อนไหวได้ไวที่สุด (จนตาเรามองไม่เห็น)
       
       ถึงอย่างไร ถ้าสนามพลังจิต และความรับรู้นี้มีจริง สนามพลังนี้จะมีอิทธิพลต่อการไหวเปลี่ยนของธรรมชาติอย่างมาก เพราะสนามพลังนี้น่าจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของโลกธรรมชาติ ไม่ต่างจากที่สมอง และจิตใจซึ่งทำหน้าที่เป็นใจกลางของการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวของมนุษย์
       
       ดังนั้นถ้านักฟิสิกส์ปัจจุบันไม่สามารถไขปัญหาเรื่องสนามพลังจิต และความรับรู้ได้ ก็ไม่มีทางที่จะสร้างทฤษฎีที่อธิบายโลกที่สมบูรณ์แบบได้
       
       แต่ต้องระวังอย่าไปคิดว่า พลังจิตใจนั้นคือ สิ่งสูงสุด เพราะจะทำให้เรามองข้ามความสำคัญของกาย หรือโลกที่เรามองเห็น
       
       ผมชอบหลักพุทธที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ที่เชื่อว่า ทุกอย่างเป็นเพียงองค์ประกอบของกันและกันเท่านั้น จนกล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์ในตัวเอง หรือกล่าวว่า “สูงสุด” ได้เลย
       
       ผมคงต้องขอจบแบบไม่จบ เพราะโลกนี้มีเรื่องที่เรายังต้องศึกษา และทำความเข้าใจอีกมาก
       
       ผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ต้องขออภัย
       
       บทสรุป
       
       งานนี้ถือกำเนิดจากการคุยแลกเปลี่ยนกันระหว่างสหายต่อสหาย บทสนทนาตัวจริงจะแตกต่างออกไป ส่วนหนึ่งเป็นงานปรัชญาที่ยุ่งๆหน่อย อีกส่วนหนึ่งเป็นงานทางทฤษฎี
       
       วันนี้ คนทั่วไป ตีค่าวิชาปรัชญาไว้ต่ำมาก จนไม่มีใครสนใจ แต่ผมคิดว่า ถ้าเราจะอยากเข้าใจตัวเรา เข้าใจโลกธรรมชาติ วิชาปรัชญามีค่าสูงสุด
       
        สำหรับผม วิชาฟิสิกส์ก็คือ วิชาปรัชญาในยุคปัจจุบัน เพราะคำถามทางฟิสิกส์ กับคำถามทางปรัชญาคือ คำถามเดียวกัน
       
       อะไรคือ ชีวิต
       อะไรคือโลก
        อะไรคือ เอกภพ
       
        ทฤษฎีระบบโลกซึ่งเป็นทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ ก็มีฐานกำเนิดมาจากความเข้าใจชีวิต และโลกทางปรัชญา และทางฟิสิกส์แบบหนึ่ง
       
        ทฤษฎีนี้อธิบายโลกแบบไหวเปลี่ยนไปตามจังหวะชีวิตที่พลิกผันไป ราวกับชีวิตผู้คนที่มีเกิด เติบโต มีวิกฤติใหญ่ วิกฤติเล็ก และมีตาย
       
        บางช่วง อย่างเช่น ยุคแรกของระบบโลก ทฤษฎีนี้ได้ใช้วิธีอธิบายมาจากแนวคิดแบบ Neo-Marxism ค่อนข้างมาก กล่าวแบบง่ายๆ ระบบโลกก่อกำเนิดขึ้นมาจากการปล้นชิง ล่าอาณานิคม และการกดขี่แรงงาน จึงนำมาซึ่งการต่อสู้ทางชนชั้น และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของบรรดาประเทศเมืองขึ้น
       
       พอโลกก้าวสู่ช่วงยุคโลกาภิวัตน์ ระบบโลกเริ่มพลิกผันใหญ่ และก้าวสู่วิกฤติใหญ่แบบรอบด้าน ชาวระบบโลกจึงหันมาใช้ทฤษฎีฟิสิกส์ที่ชื่อว่า Chaos มาช่วยอธิบายการเคลื่อนตัวในช่วงนี้
       
       ผมเองจะต่างจากอาจารย์บ้างตรงที่ ผมจะใช้ทฤษฎี Chaos ประสานกับแนวคิดแบบเต๋า และพุทธ
       
       ผมชอบหลักหยางกับหยิน รวมทั้งหลักเรื่องดุลยภาพ และการเสียดุล ผมชอบหลักพุทธเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท (ปัจจัยกำหนดที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน)
       
       แต่คงต้องบอกผู้อ่านว่า ทั้งหมดที่ผมเสนอ น่าจะถือว่าเป็นเพียงภาพสเกตช์ หรือ สมมติฐานเท่านั้น ผมเองก็ยังไม่มีเวลาค้นคว้าประวัติศาสตร์โลกเชิงลึกจริง
       
       งานนี้ผมเสนอภาพทางปรัชญาว่า จิตกับกาย คือ ด้านสองด้านของสิ่งเดียวกัน
       
       เรื่องจิตใจ หรือจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัจเจก หรือเป็นตัวตนอย่างเป็นเอกเทศ อย่างที่คนไทยเข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่เป็นองค์รวมอย่างหนึ่ง
       
       ผมจึงเสนอว่า มีสนามพลังจิต และความรับรู้ดำรงอยู่ด้วย แต่เป็นเรื่องที่ต้องค้นหา และทำความเข้าใจอีกมาก
       
       เรามองไม่เห็นสนามพลังนี้ ก็น่าจะเรียกว่าเป็นเรื่องของผีๆ ซึ่งไม่มีตัวตน
       
       งานนี้บอกว่า วันนี้ “ผีๆ” นี้ กำลังหลอกหลอนมนุษย์
       
       จนทุกวันนี้ นักวิชาการตะวันตก ได้หันมาสนใจเรื่อง จิตใจ และพลังจิตกันอย่างมากๆ
       
       นอกจากนี้ ผมยังเสนอว่า ชีวิตเรา รวมทั้งโลก และจักรวาล ล้วนมีชีวิตเต้นรำไปตามจังหวะชีวิตที่พลิกผันอย่างยิ่ง ดังนั้น กฎที่เป็นพื้นฐานของทุกอย่างคือ กฎแห่งอนิจจัฒง
       
       การพลิกไป ผันมา และการเปลี่ยนไปจึงเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ
       
       เมื่อโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา เราก็ต้องแสวงหาใหม่ และเรียนรู้ใหม่
       
       การแสวงหาทุกครั้งมีค่ายิ่ง เพราะทำให้เราเข้าใจตัวเรา และชีวิตจักรวาลมากขึ้น ในที่สุด จิต(เรา) กับธรรม(ชาติ) ก็จะเป็นหนึ่งเดียวกัน
       
       ผมเชื่อว่า คำตอบมักชอบซ่อนตัวอยู่ที่มุมเล็กๆ ซึ่งเรามักมองข้ามไปเสมอ
       
       ถ้าเพื่อนๆ ถามผมว่า เราจะเผชิญหน้าวิกฤติใหญ่ทางธรรมชาติ และทางสังคมที่หนักหน่วงได้อย่างไร
       
       ผมขอตอบแบบง่ายๆว่า ถ้าเราตระหนักรู้ว่า เราก็คือโลกใบนี้ และ โลกใบนี้ก็คือเรา ตระหนักรู้ว่า เขาก็คือเรา และ เราก็คือเขา
       
       เราจะพบคำตอบที่แอบซ่อนตัวอยู่ที่กลางใจของเราเอง
       
       นั่นคือ ความรัก และความเมตตาต่อธรรมชาติ และต่อผู้อื่น
       
       ถ้าเรารักธรรมชาติ เราต้องออกมาช่วยกันปกป้อง และดูแลธรรมชาติ
       
       ถ้าเรารักเพื่อมนุษย์ที่ถูกรังแก และถูกเอาเปรียบ เราก็ต้องออกมาช่วยกันขัดขวางการกดขี่ และการเอารัดเอาเปรียบ
       
       ถ้าเราเข้าถึงความรัก ความเมตตา เราก็จะพบและเข้าใจตัวเราเอง และรู้ว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไร
       
        จนกว่าจะพบกันอีก
        ยุค ศรีอาริยะ
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9500000154262
............................
ตอนที่ 5 หายไป  .............คงพิมพ์ข้ามตอน........ผู้จัดการคงนำเสนอตอน ....5  อีกครั้ง.......(ผู้โพสต์)
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
เกล้า
Sr. Member
****
กระทู้: 927


ดูรายละเอียด
« ตอบ #50 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2008, 23:02:07 PM »

ความอับจนแห่งชาติมองยุทธศาสตร์เชิงวัฒนธรรม
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ

คัดจากผู้จัดการออนไลน์
 24 กุมภาพันธ์ 2551 16:52 น.
 
 
       วันก่อนมีโอกาสเจอเพื่อนๆเก่าจำนวนหนึ่ง จึงได้สนทนาแลกเปลี่ยนกัน
       
       เพื่อนคนหนึ่งบ่นว่า
       
       “ผมเครียดสุดๆ เมืองไทยคงไปไม่รอดแน่ ท่านหมักเป็นนายก...ท่านเหลิม มหาดไทย ท่านยุทธ ตู้เย็น...เป็นประธานสภา”
       
       ผมบอกเพื่อนว่า
       
       “อย่าไปเครียดเลย นี่เป็นเรื่องดีที่สุดแล้วยิ่งคุณทักษิณกลับมาเมืองไทยเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี ประเทศไทยจะได้มีนายกถึง ๒ คนในเวลาเดียวกัน คนหนึ่งเป็นนายกตัวจริง อีกคนเป็นนายกนอมินีบรรดานักข่าวน่าจะสนุกในการทำข่าวเพราะเวลาบ้านเมืองมีปัญหาก็สามารถถามท่านนายกได้ถึง ๒ คนในเวลาเดียวกัน”
       
       เพื่อนถามเชิงแย้งว่า
       
       “คุณยุคพูดเล่นหรือ”
       
       ผมขยายความต่อว่า
       
       ผมพูดจริงๆ.....การกลับมาของทักษิโณมิคส์ คือ บทพิสูจน์ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยล้มเหลว แต่ผมก็ยังสงสัยฝ่ายทักษิโณมิคส์จะมีความสามารถแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองได้แค่ไหน กลัวว่าไม่นานคนไทยก็จะลุกขึ้นมาขับไล่กันอีก
       
       ที่แน่ๆ ผมคิดว่า การเมืองไทยวันนี้สะท้อนถึงภาพความอับจนของชนชั้นนำไทยทุกฝ่าย ราวกับว่าทุกฝ่ายล้มเหลวหมด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทักษิโณมิคส์ หรือฝ่ายอำมาตยาธิปไตย
       
       ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การเมืองไทยกำลังเผชิญทางตัน จึงวิ่งวน ตกอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์ สวิงไปสวิงมาระหว่างขั้ว ทักษิโณมิคส์(ธนาธิปไตย-โกงกิน) กับ อำมาตยาธิไตย(ไร้น้ำยา)
       
       เพื่อนเอ่ยขึ้นว่า
       
       “วิ่งไป วิ่งมา แล้วจะไปไหน หรือว่า...เวลานี้ บ้านเมืองต้องวิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
       
       ผมตอบว่า
       
       “เส้นทางอนาคต คือ เส้นทางสู่วิบัติที่ค่อยๆหนักขึ้นเรื่อยๆ และหลีกเลี่ยงได้ยาก
       
       วันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคการเมืองไร้ทางออก หลังจากนี้ เราจะก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจวิบัติ(ข้าวยาก หมากแพง) และตามด้วยกลียุค(การปะทะ และการรบราฆ่าฟันกัน)”
       
       คำตอบนี้ ทำให้เพื่อนๆ หันมามองหน้าผมแบบที่ไม่แน่ใจนักว่าผมจะกล้าเสนอภาพอนาคตไทยอย่างนี้
       
       ผมจึงขยายความเพิ่มว่า
       
       ผมไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายนะ ผมจะมองโลกในแง่ดีเสมอ เมื่อวิบัติใหญ่ก่อกำเนิดขึ้น พลังอำนาจเก่าทั้งหมด(ทั้งฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และทักษิโณมิคส์ ที่ค้ำยันระบบเก่าก็ต้องล่มสลาย) หายนะใหญ่จะนำสู่การเกิดก่อใหม่ หรือระเบียบใหม่ก็จะเกิดขึ้นเอง
       
       หน้าที่ของพวกเราทุกคนในเวลานี้คือ ต้องอ่านวิบัติ หรือวิกฤติใหญ่ ให้ออก แล้วคิด...คิด....คิดพลิกแผ่นดิน
       
       คำว่า พลิกแผ่นดิน หมายถึง การกล้าคิด....กล้าสร้างพลังการเมืองใหม่ และสร้างอารยธรรมใหม่ของฝ่ายประชาชนที่งดงามขึ้นมา
       
       ช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้จึงมีค่าอย่างยิ่ง และถือเป็นเวลาที่ยิ่งใหญ่ในการศึกษาและทำความเข้าใจวิกฤติ และการเปลี่ยนผ่าน
       
       การศึกษาสภาวะวิกฤติไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่ที่จะยากคือ จะสร้างพลังการเมืองใหม่ได้อย่างไร และจะวางยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีในการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาท่ามกลางการพังทลายของสิ่งเก่าๆ ได้อย่างไร
       
       ในการสร้างพลังการเมืองขึ้นใหม่ การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ และระดับโลก จึงมีความสำคัญยิ่ง
       
       แต่มีสิ่งที่ยุ่งยากคือ คนไทยส่วนใหญ่คิดในเชิงยุทธศาสตร์ไม่เป็น หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์
       
       ผมพูดต่อว่า
       
       เมื่อคนไทยไม่มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์ เวลาเจอวิกฤติ คนส่วนใหญ่มักจะมืดแปดด้าน ไม่กล้าคิดใหม่ และทำใหม่จริงๆ
       
       ผู้คนส่วนใหญ่จะปลง วิ่งหนีปัญหา บางคนก็จะหนีเข้าวัด หรือมุ่งผลนิพพานไปเลย
       
       พูดอีกแบบหนึ่งคือ วัฒนธรรมพื้นฐานของคนไทยคือ วัฒนธรรมทิ้งโลก หนีโลก เข้าใจว่าโลกนี้คือความทุกข์ ก็หันไปนั่งสมาธิ และอยู่กับความเป็นปัจจุบันเท่านั้น
       
       ส่วนวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งคือ วัฒนธรรมคอยแต่พึ่งพาผู้นำ พอเจอวิกฤติ ก็ได้แต่หวังว่า ชนชั้นนำฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะช่วยได้
       
       คนไทยจึงเป็น “โรคติดหลง และบูชาผู้นำ” บางคนติดหลงกันอย่างงมงาย ราวว่าบรรดาผู้นำเป็นเทพหรือเทวดาที่จะดลบันดาลอะไรก็ได้
       
       พอเจ้านายช่วยไม่ได้ ก็สิ้นหวัง....หันกลับมาคาดหวังว่า อภิมหาเศรษฐี (อย่างคุณทักษิณ) จะกลับมาช่วยชาติให้พ้นวิกฤติ อีกไม่นาน ก็คงจะเผชิญหน้าความสิ้นหวังอีก
       
       คราวนี้ พอไม่รู้จะพึ่งใคร ก็อาจต้องร้องวิงวอนเทพยาดาฟ้าดินให้ช่วย
       
       ช่วยลูกน้อย ตาดำๆ ด้วย
       
       คนไทยจึงได้แต่หวัง และคิดที่จะพึ่งผู้นำ พึ่งเทพ เราไม่เคยคิดเลยว่า “ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องพึ่งตัวเอง”
       
       พอไม่รู้จะพึ่งใคร ทุกอย่างก็จบ
       
       นี่คือ วัฒนธรรมไทยแท้แต่โบราณ
       
       ...........................................
       
       วัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์แบบไทยๆ
       
       เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า
       
       “คุณยุคกำลังบอกว่า วัฒนธรรมไทยโบราณไม่มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์ คนไทยทั่วไปจึงคิดแก้ปัญหาไม่เป็น...ใช่ไหม”
       
       ผมได้เล่าให้เพื่อนๆฟังว่า
       
       ช่วงนี้ ผมต้องไปสอนวิชาว่าด้วยยุทธศาสตร์(พัฒนา) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาว่าด้วยสหวิทยาการของคณะรัฐศาสตร์
       
       ผมบอกบรรดานักศึกษาว่า ดีใจมากๆ ที่ได้มาสอนวิชานี้ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นกันอย่างไร เหตุผลคือ คนไทยโดยทั่วไป รวมทั้งนักวิชาการ ไม่มีฐานความเข้าใจเรื่องยุทธศาสตร์มากนัก
       
       ผมกล่าวกับนักศึกษาว่า
       
       “การคิดในเชิงยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของวัฒนธรรมนะ”
       
       คำกล่าวนี้ทำเอานักศึกษาจำนวนหนึ่งชักสีหน้าออกงงๆ ผมจึงขยายความว่า
       
       คนจีน คนเวียดนาม คนเกาหลี มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์ แต่คนไทยกลับไม่มีวัฒนธรรมแบบนี้เลย
       
       เวลาเผชิญวิกฤติ หรือวิบัติ วัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์จะมีส่วนช่วยให้คนในประเทศเหล่านั้น สามารถคิดหรือค้นหาทางแก้วิกฤติได้อย่างเป็นรูปธรรม
       
       พวกเขาจึงไม่กลัววิกฤติ ทั้งยังสามารถเปลี่ยน “วิกฤติ” ให้เป็น “โอกาส” ได้
       ลองพิจารณาดูง่ายๆ จากบรรดานิยายจีน หนังเกาหลี และละครเวียดนาม เราจะพบเกือบทุกเรื่อง สอนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
       
       ตัวอย่างเช่น สามก๊ก รวมทั้งนิยายกำลังภายในทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นนิยายในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
       
       ปราชญ์จีนมักจะสอนว่า
       
       ทุกอย่างต้องเริ่มศึกษาจากความจริง เวลาเผชิญวิกฤติใหญ่ ให้ถือเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ต้องเปิดวิสัยทัศน์ให้กว้างมาก...คิดสิ่งใหม่ รู้จักคิดวางแผน และทุกอย่างล้วนแก้ไขได้...
       
       ส่วนปราชญ์ไทยกลับสอนว่า
       
       สุดแล้วแต่เวร แต่กรรม
       
       บ้างถึงกับสอนว่า
       
       อย่าไปสนใจอดีต และอนาคต สนใจไปก็แก้อะไรไม่ได้ ยิ่งสนใจ ยิ่งเพิ่มทุกข์ ดังนั้น ต้องทำใจอยู่ในความเป็นปัจจุบัน เท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรมาก นั่งสมาธิหาความสุขสงบไปวันๆ ดีกว่า
       
       วัฒนธรรมไทยกับการแสวงหาความสุขจึงอยู่ด้วยกัน คนไทยชอบหาความสุขมากๆ บ้างก็หาความสุขจากการนั่งสมาธิ บ้างก็ชอบเที่ยวเตร่ จีบสาว ชอบหาความสำราญ กินเหล้าเมายาไปวันๆ
       
       ถ้าศึกษาวัฒนธรรมไทยจากบรรดานิยายไทย รวมทั้งละครไทย และอาจจะรวมไปถึงภาพยนตร์ไทย จะสะท้อนภาพวัฒนธรรมไทยที่ถูกผลิตผ่านหนังและละคร ๓ แบบ
       
       แบบแรก คือ วัฒนธรรมเวรกรรม
       
       แบบที่สอง คือ วัฒนธรรมเสพสุข เที่ยวจีบสาว เล่นการพนัน และมั่วสวาท
       
       แบบที่สาม คือ วัฒนธรรมขำกลิ้ง ตลกกันตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง
       
       ถ้าพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ จะมีเรื่องที่ผลิตในทำนอง How to ทางยุทธวิธีบ้าง ก็พบน้อยมาก
       
       คุณสมบัติพื้นฐานของพระเอก-นางเอกคือ ความโง่ แต่ที่สำคัญต้อง หล่อ กับ สวย และชีวิตทั้งชีวิตต้องทนถูกกลั่นแกล้ง ถูกรังแกตลอด
       
       ตัวร้ายจะฉลาดกว่าพระเอกและนางเอก ทำหน้าที่เป็นตัวอิจฉา แต่เป็นนักคิดในเชิงยุทธวิธีชั้นเลว วางแผนชั่วๆ แบบมั่วๆ เช่น จะหาทางแย่งนางเอก หรือแย่งตัวพระเอกมาครอบครองได้อย่างไร
       
       ละครชีวิตส่วนใหญ่นำเสนอแนวคิดวัฒนธรรมแบบรักๆ ใคร่ๆ อิจฉา ตาร้อน
       
       ยุทธวิธีที่ถูกนำเสนอหลักใหญ่ที่สุดคือ ฉลาดแกมโกง และ รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดี หรือไม่ก็หนีโลกทิ้งโลกไปบวช
       
       บางทีเราเรียกความฉลาดแบบเกมโกงนี้ว่า วัฒนธรรมศรีธนญชัย หรือ ความฉลาดแบบกระล่อน หรือ ฉลาดเล่นลิ้น
       
       วัฒนธรรมไทยจึงเป็นเพียงวัฒนธรรมเชิงยุทธวิธี ไม่มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์ คนไทยทั่วไปจึงไม่สามารถแยกแยะระหว่างเรื่องใหญ่ (หรือเรื่องทางยุทธศาสตร์) กับเรื่องเล็กๆออกจากกันได้ และถือว่าเรื่องเล็กๆ เรื่องน้อยๆ สำคัญกว่าเรื่องใหญ่ๆ ทุกอย่างกลายเป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะหน้าด้วยกันทั้งนั้น
       
       กล่าวอย่างสรุปคือ สื่อไทย โทรทัศน์ไทย ละครไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์ผลิตความโง่แห่งชาติให้คนไทย และเยาวชนไทยทั้งประเทศบริโภค
       
       อีกศูนย์หนึ่งที่ช่วยทำหน้าที่ไม่ต่างกันคือ ระบบการศึกษาไทย
       
       ที่แปลกคือ หลักสูตรการศึกษาไทยตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงอุดมศึกษามหาวิทยาลัย ไม่มีวิชาว่าด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
       
       แต่ไม่ว่า เราจะชอบหรือไม่ก็ตาม “ความโง่แห่งชาติ” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย และเราก็ช่วยกันเผยแพร่ผลิตซ้ำวัฒนธรรมความโง่แห่งชาตินี้ให้แก่เยาวชนของเรา
       
       ในกรณีของประเทศไทย คนที่ได้เรียนวิชาในเชิงยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีมีเพียงกลุ่มเดียวคือ บรรดาคนที่เรียนวิชาทางด้านการทหาร คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะมีจุดอ่อนเนื่องจากรู้เฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์ในการต่อสู้และสงครามเป็นหลัก แต่มีความเข้าใจพื้นฐานทางด้านวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ และระบบโลก อย่างจำกัด
       
       ผลผลิตคือ บรรดานักการทหารพอขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ก็จะเป็นผู้นำซื่อบื้อ คิดแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองไม่เป็น
       
       พอแก้อะไรไม่ได้ ก็ปลง แล้วยกว่าเป็นเรื่อง “เวรกรรม” ของคนไทยเอง
       
       ..................................
       
       ยุทธศาสตร์ กับ ปัญหาผลประโยชน์แห่งชาติ
       
       เพื่อนถามขึ้นว่า
       
       “นี่คุณยุค หมายความว่า คนไทยไม่เข้าใจ หรือไม่มีวัฒนธรรมในเชิงยุทธศาสตร์เลย จึงคิดเรื่องใหญ่ๆ ไม่เป็นหรือ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “ใช่ ....ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าเรื่อง ยุทธศาสตร์ โดยทั่วไปคือการคิดในเรื่องใหญ่ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
       
       การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ คือ การศึกษาแยกแยะ และทำความเข้าใจว่าอะไรบ้างที่เป็นหัวใจของปัญหา หรือสำคัญสูงสุด
       
       ปัญหาที่ถือว่าสำคัญสูงสุด เราเรียกว่า ปัญหาทางยุทธศาสตร์”
       
       ผมยกตัวอย่าง เช่น
       
       ประเทศไทยต้องมีเป้าหมายร่วม ว่าจะสร้างชาติ(อนาคต)อย่างไร และ อะไรคือผลประโยชน์ร่วมของคนในชาติ
       
       ผมหันไปถามเพื่อนๆว่า
       
       ตั้งแต่คุณเป็นประชาชาชนไทย คุณรู้หรือไม่ว่า อะไร คือผลประโยชน์ร่วมของประชาชนทั้งชาติ และเราจะสร้างชาติ(ในอนาคต)แบบไหน และด้วยแนวยุทธศาสตร์เช่นไร
       
       เพื่อนคนหนึ่งตอบว่า
       
       “ผมว่าอาจมีบ้างแบบมั่วๆ ความมั่วๆนี้น่าจะสะท้อนความเป็นไทยในเชิงยุทธศาสตร์ และวัฒนธรรมได้ดี”
       
       ผมกล่าวขยายต่อว่า
       
       ที่แท้แล้ว วัฒนธรรมมั่วๆนี้ ไม่ใช่วัฒนธรรมของประชาชนเท่านั้น ยังถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของบรรดาชนชั้นนำไทยเช่นกัน
       
       ที่พูดๆกันบ้างอย่างเช่น เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันอย่างไรกันแน่ๆ ในเชิงยุทธศาสตร์
       
       เอาแต่เพียงว่า เจ้าว่างาม ก็ว่างามไปตามเจ้า
       
       “พอเพียง” จึงถือเป็นเรื่องทางปรัชญาในการดำเนินชีวิตเท่านั้น ส่วนใครจะ“พอ”แค่ไหน ก็ขึ้นกับความพอของแต่ละบุคคลไป
       
       เมื่อประเทศชาติไม่มีเป้าหมายแน่นอน คนทั้งชาติจึงไม่มีผลประโยชน์ร่วมแห่งชาติ
       
       เมื่อไม่มี บรรดานายทุนไทย นักการเมืองไทย ข้าราชการไทย ก็ล้วนถือเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง
       
       ใครมีอำนาจ ก็ใช้อำนาจเพื่อตัวเอง ส่วนของตัวและครอบครัว
       
       ยิ่งกอบได้ โกยได้มาก จะได้รับการยกย่องว่า “สุดยอด”
       
       ข้าราชการไทย(ชั้นล่างๆ ) ก็ทำงานแบบไปวันๆ เช้า-ชาม เย็น-ชาม ขึ้นกับบรรดาเจ้านาย ว่าจะสั่งมาอย่างไร และมีชีวิตอยู่กับการหาประโยชน์เฉพาะหน้า แบบหาเล็กหาน้อยเพื่อตัวเอง เท่าที่ทำได้
       
       เวลาเจ้านายมีคำสั่งมา ก็นั่งประชุม..ประชุม..และประชุม เพื่อที่จะวางแผน ว่าจะประชุมกันกี่ครั้ง
       
       ยิ่งปัจจุบัน โลกวิกฤติ และปัญหามีความสลับซับซ้อนมาก ทั้งนักการเมืองและข้าราชการก็พลิกวิกฤติเป็นโอกาส คือ “โอกาสแห่งความมั่งคั่งส่วนตัว”
       
       เดินทางไปดูงานต่างประเทศ เพื่อกลับมาวางแผนหา “เงิน” และหา “ประโยชน์ส่วนตัว”
       
       ปัจจุบัน บรรดานักการเมืองก็คิดแปลวิกฤติด้วยการสร้างอภิมหาโครงการ เพราะยิ่งคิดโครงการใหญ่ได้แค่ไหน เงินทองก็จะไหลมาเทมาเท่านั้น
       
       ระบบการเมืองไทย และระบบราชการจึงแก้ปัญหาวิกฤติได้เก่งอย่างมากๆ
       
       การแก้ปัญหาจึง ดูราวคล้ายกับวิ่งอยู่บนเขาวงกต วิ่งไปวิ่งมา ไม่ไปไหน ปัญหาทั้งหลายมีแต่ทับถมเพิ่มพูน
       
       จริงๆแล้ว ไม่มีนักการเมืองและข้าราชการคนใดคิดแก้ปัญหาจริงๆ
       
       ที่สำคัญ ไม่มีใครกลัวว่าปัญหาจะยิ่งเพิ่มพูนและทับถม เพราะปัญหาทั้งหมดสามารถแปรเปลี่ยนเป็นงบประมาณ เป็นรายได้ และผลประโยชน์ส่วนตัว ได้หมด
       
       พอปัญหาทับถมจนแก้ไม่ได้ ก็คิดแบบอำนาจนิยม ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ ปัญหากลับยิ่งขยายใหญ่และลุกลาม
       
       แต่นี่ก็จะไปเพิ่มรายได้ให้แก่ ทหาร และตำรวจ อีกเช่นกัน
       
       ………………………..
       
       รากแห่งความโง่งมแห่งชาติ
       
       เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า
       
       “เมื่อยุทธศาสตร์เป็นปัญหาทางวัฒนธรรมด้วย แต่คำว่า วัฒนธรรม มีความเป็นมายาวนาน คุณยุคกำลังบอกว่า ความโง่แห่งชาติ มีความเป็นมาทางวัฒนธรรมที่ยาวนานหรือ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “นี่เป็นคำถามที่ดี เพราะวัฒนธรรมมีรากความเป็นมาที่ลึก และยาวนานมาก”
       
       วัฒนธรรมไทยโบราณ มีรากมาจากวัฒนธรรมไพร่ ทาส และวัฒนธรรมเจ้านาย
       
       วัฒนธรรมไพร่ นี้คือคอกขังจิตวิญญาณคนไทยในอดีต คอกนี้มีอิทธิพลครอบเหนือปรัชญาความเชื่อ แบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้คน
       
       หรือกล่าวได้ว่า วัฒนธรรม คือ คอกที่สามารถขังจิตวิญญาณของมนุษย์ไว้ภายใต้อำนาจของมัน
       
       วัฒนธรรมไพร่ทาส สามารถแยกแยะออกได้ ดังนี้
       
       แบบแรก เรียกว่า วัฒนธรรมสวามิภักดิ์ หรือ จงรักภักดี ชีวิตของไพร่และทาสต้องแสดงความจงรักภักดีอย่างสุดชีวิตจิตใจ
       
       แบบที่สอง เรียกว่า วัฒนธรรมการประจบสอพลอ ใครสามารถประจบสอพลอเจ้านายจนทำให้นายรัก คนนั้นจะได้ดี
       
       แบบที่สาม เรียกว่า วัฒนธรรมซุบซิบ-นินทา วัฒนธรรมนี้เกิดจากความไม่สามารถแสดงออกได้ตรงๆของบรรดาไพร่และทาส เมื่อแสดงออกตรงๆไม่ได้ ก็ใช้วิธีซุบซิบนินทาเจ้านาย
       
       แบบที่สี่ เรียกว่า วัฒนธรรมอิจฉาตาร้อน ใครได้ดี ใครที่เจ้านายรักมาก จะถูกอิจฉาและถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนๆ
       
       บางท่านอาจจะเคยได้ยินบทกวีโบราณที่ว่า
       
       คนเขาอยากให้เราดี
       แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
       จงทำดีแต่อย่างเด่นจะเป็นภัย
       ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน
       
       แบบที่ห้า เรียกว่า วัฒนธรรมตลบตะแลง หรือแบบศรีธนญชัย ถือว่าเป็นการแสดงความฉลาดแบบไทยๆ
       
       แบบที่หก คือ วัฒนธรรมรู้มากยากนาน เพราะไพร่ที่ชอบแสดงว่าตัวฉลาดรู้เยอะ เจ้านายก็จะใช้งานหนักกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น ถ้าทำตัวโง่ๆ ก็ไม่ต้องเหนื่อย และไม่ต้องทำงานหนักรับใช้เจ้านาย
       
       แบบที่เจ็ด คือ วัฒนธรรมหนีทุกข์ เมื่อไม่พอใจเจ้านาย ก็จะหาทางหนีไปอยู่ที่อื่นๆ หรือ หนีด้วยการออกบวช
       
       แบบที่แปด คือวัฒนธรรมรู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี วัฒนธรรมนี้คล้ายกับวัฒนธรรมตลบตะแลง แต่มุ่งที่การทำเพื่อเอาตัวเองให้รอดปลอดภัยก่อน ใครจะเป็นอะไร ช่างหัวมัน
       
       แบบที่เก้า คือ วัฒนธรรมเสพสุข เสพเหล้า เสพสาว และเล่นการพนัน
       นี่คือ แบบต่างๆของวัฒนธรรมไพร่และทาสในยุคโบราณ ถ้าสังเกตให้ดี คนไทยจะไม่สนใจเรื่องความรู้ และไม่มีวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ เพราะทั้งชีวิตขึ้นต่อเจ้านายเป็นสำคัญ
       
       วัฒนธรรมเจ้านาย ก็ไม่ได้ดีกว่าวัฒนธรรมไพร่ทาสนัก บางอย่างก็เป็นเหมือนกับวัฒนธรรมไพร่ ต่างกันแต่ว่ามีระดับที่สูงกว่า ตัวอย่างเช่น
       
       แบบแรก คือ วัฒนธรรมเสพสุข เสพเหล้า ยา การพนัน และสาวงาม เพื่อบำรุงบำเรอความสุขของตนเอง
       
       แบบที่สอง คือ วัฒนธรรมอำนาจนิยม ชอบใช้อำนาจ หรือใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ต่างๆ เพราะนี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ไข
       
       แบบที่สาม คือ วัฒนธรรมเสพติดความมั่งคั่ง ชอบเพชรนิลจินดาและของชั้นดีราคาแพงๆ
       
       แบบที่สี่ คือ วัฒนธรรมเทวดา ที่เรียกร้องการบูชาจากคนทั่วไป ถือตัวเองว่าคือเทพ ไม่ใช่มนุษย์เดินดินทั่วไป
       
       แบบที่ห้า คือ วัฒนธรรมเชิงยุทธวิธีแบบเอาตัวรอดเป็นยอดดี เป็นวัฒนธรรมอย่างเดียวกันกับวัฒนธรรมไพร่
       
       แบบที่หก คือ วัฒนธรรมปัดสวะ เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่นๆ
       
       จนถึงวันนี้ วัฒนธรรมไพร่ทาส และ วัฒนธรรมเจ้านาย ของไทยโบราณไม่เคยถูกรื้อถอนเลย แม้ว่าประเทศไทยได้ยกเลิกระบบไพร่และทาส และระบบเจ้านายไปนานแล้วก็ตาม
       
       ดังนั้น วัฒนธรรมโบราณแบบนี้จึงยังคงถูกผลิตซ้ำในปัจจุบันในรูปแบบที่หลากหลายและแตกต่างออกไป
       
       ตัวอย่างเช่น
       
       นักการเมืองจะเรียกคุณทักษิณว่า ‘นาย’ ทุกคำ ทุกอย่างต้องขึ้นกับนายเท่านั้น
       
       ใครสามารถแสดงความจงรักภักดี และประจบสอพลอนายมากเท่าไหร่ นายก็หลงรัก และให้ประโยชน์ตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น
       
       ดังนั้น เรื่องใหญ่ๆ หรือเรื่องผลประโยชน์ขนาดใหญ่ จะต้องรอนายตัดสิน และถือว่าเป็นเรื่องของนายเท่านั้น บรรดาพวกไพร่ทาสไม่เกี่ยว นายสั่งมาอย่างไร ก็ว่าตามๆกัน
       
       ถ้านายไม่สั่ง ทุกอย่างก็จบ เพราะไม่รู้ว่าเจ้านายจะเอาอย่างไร
       
       ยิ่งถ้านายหญิงสั่งมาอย่างหนึ่ง นายผู้ชายสั่งอีกอย่างหนึ่ง ลูกน้องก็มึน และไม่รู่ว่าจะทำอย่างไร
       
       ดังนั้น วัฒนธรรมการเมืองไทยปัจจุบัน กับ วัฒนธรรมการเมืองไทยโบราณ มีพัฒนาที่สืบทอดกันมาตลอด และมีการนำเอาวัฒนธรรมการเมืองโบราณแบบเจ้ากับไพร่มาผลิตซ้ำ
       
       เจ้านายบางคน(ในยุคปัจจุบัน) ถึงได้แอบอ้างความเป็นเจ้านายในอดีตเพื่อมารับใช้ ความเป็นเจ้านายในยุคปัจจุบันให้มีฐานะมีบารมีที่สูงสุด เช่น บางท่านแอบอ้างว่า ตัวเอง คือพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด
       
       นี่คือ การสร้างศรัทธาและเรียกร้องความจงรักภักดีแบบข้ามชาติข้ามภพ
       
       ...................................
       
       บทสรุป
       
       คนไทยมักจะหลงภาคภูมิในวัฒนธรรมไทยว่า ดีสุดยอด และ ไม่มีตำหนิเลย เราจึงเข้าใจว่า วัฒนธรรมไทยโบราณมีเฉพาะด้านที่ดีงามเท่านั้น
       
       ผมคงไม่ปฏิเสธว่า เรามีวัฒนธรรมเก่าที่งดงาม และมีของดีมากมาย แต่ในขณะที่วัฒนธรรมไทยมีของดี ก็มีของเสียหรือของเน่าดำรงอยู่ด้วย
       
       อย่างเช่น วัฒนธรรมที่ไม่สนใจศึกษาหาความรู้ หนีโลก หาแต่ความสุข หรือเสพสุข กระล่อนไปวันๆ หวังพึ่งพาแต่เทพและเจ้านาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่ไร้ยุทธศาสตร์ วัฒนธรรมเหล่านี้ คือ จุดอ่อนที่สำคัญของวัฒนธรรมไทย
       
       ที่สำคัญกว่ากันคือ ระบบสื่อสารและการศึกษาไทยในปัจจุบันได้ช่วยกันผลิตซ้ำวัฒนธรรมที่เน่าเฟะ ซึ่งหมายความว่า เราผลิตซ้ำความโง่แห่งชาติกันทุกวัน
       
       เราผลิตกันจนความโง่แห่งชาตินี้ได้ซ่อนตัวอยู่ใจกลางวัฒนธรรมเยาวชนไทยยุคปัจจุบัน
       นี่คือ ปัญหาใหญ่ทางยุทธศาสตร์ เพราะถ้าเรายังหลงผลิตกันอยู่ วันหนึ่งประเทศไทยก็จะพบหายนะ
       
       ปัจจุบัน ความโง่แห่งชาติ นี้ได้กลายเป็น “คอก” ที่ขังชนชั้นนำไทย คนไทยทั่วไป และเยาวชนไทย ให้คิดเฉพาะเรื่องใกล้ๆ ตัว เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว เรื่องความสุข และความสวยความงาม
       
       วันนี้ เราต้องกล้าประณามความโง่แห่งชาติ ต้องกล้ารื้อถอน และสร้างวัฒนธรรมไทยใหม่
       วันนี้ ถ้าเราจะคิดสร้างชาติขึ้นใหม่ ก่อนอื่นเราต้องคิดสร้างชาติทางวัฒนธรรมขึ้นมาก่อน
       
       นี่คือ ปัญหาของชาติที่สำคัญอย่างยิ่ง
       
       สำคัญยิ่งกว่าปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง
       
       ชนชาติไหนที่สามารถผลิตวัฒนธรรมที่งดงามและยิ่งใหญ่ได้ ชนชาตินั้นก็จะดำรงความยิ่งใหญ่ และความรุ่งเรืองได้
       
       เราต้องกล้าคิด กล้ารื้อทิ้ง “คอก” ที่ครอบจิตวิญญาณของเราในอดีตทิ้ง และต้องคิดสร้างวัฒนธรรมไทยใหม่ที่มีฐานอยู่กับโลกกว้าง และมีฐานอยู่กับการคิดค้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
       มีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า
       
       “เราจะเอาอะไรเป็นฐานในการสร้างวัฒนธรรมไทยขึ้นมาใหม่”
       
       ผมตอบว่า
       
       เราน่าจะถือเอาวัฒนธรรมตะวันออกเป็นฐาน
       
       แต่เราต้องพิจารณาวัฒนธรรมตะวันออกอย่างแยกแยะ และต้องกล้ารื้อวัฒนธรรมเก่าที่ไร้ค่า และงมงาย
       
       กล่าวเป็นรูปธรรมคือ ถึงเวลาแล้วที่ต้องอภิวัฒน์วัฒนธรรมไทยทั้งระบบ โดยสร้าง ศูนย์ หรือ สถาบันขึ้นมาทำหน้าที่เลือกสรร แยกแยะ ส่งเสริม และผลิตซ้ำวัฒนธรรมไทยขึ้นมาใหม่
       
       เลือกเอาสิ่งที่ดีงามและงดงามในอดีต เข้ามาประสานกับวัฒนธรรมใหม่ของโลกที่งดงามในปัจจุบัน
 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022718
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กุมภาพันธ์ 2008, 23:05:14 PM โดย เกล้า » บันทึกการเข้า
bean
Full Member
***
กระทู้: 463


หน้าต่างความคิด ชีวิตอิสระ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #51 เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2008, 09:36:09 AM »

รายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี คืนวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายเติมศักดิ์ จารุปราณ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเปิดประเด็นซักถาม ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ เจ้าของนามปากกา “ยุค ศรีอาริยะ” และนายเทิดภูมิ ใจดี อดีตผู้นำแรงงาน และนักการเมืองอาวุโส ถึงกรณีที่สื่อมวลชนเครือผู้จัดการ ถูกกล่าวจากนักวิชาการบางคนว่า กำลังจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง เหมือนกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยามและสถานีวิทยุยานเกราะ ขยายความ"ละคอนแขวนคอ"จนนำไปสู่ความรุนแรงในช่วงวันที่ 6 ตุลาคม 2519
       
       โดย ดร.เทียนชัย กล่าวว่า นักวิชาการคงจะเตือนผู้จัดการในบางประเด็น เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาการเผชิญหน้ากัน โดยในอดีตวิธีคิดของนักศึกษาจะเอียงไปทางสังคมนิยมจนเข้าป่า และเมื่อคิดไปถึงฝั่งซ้ายก็มีการพลิกกันมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบไปเกือบทุกคน ซึ่งตนคิดว่าฝ่ายซ้ายสุดๆ หลงเหลืออยู่กับฝ่ายที่ไปอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น โดยจะเห็นได้จากที่หลายๆ คนเปลี่ยนไป
       
       “ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลงนั้น น่าจะมาจากการไร้ความเชื่อว่าโลกข้างหน้าจะเปลี่ยนจากโลกสังคมนิยม แล้วจะไปเป็นคอมมิวนิสต์ รวมทั้งกรณีวิกฤตในป่าที่มีการเผชิญหน้ากัน ซึ่งนักศึกษาเชื่อว่าการใช้ชนบทล้อมเมืองแล้วจะชนะ จนท้ายที่สุดก็ไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งออกจากป่ามากันหมด โดยเฉพาะ อ.สมศักดิ์ (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) จะมีแนวคิดเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก”ดร.เทียนชัย กล่าว
       
       ดร.เทียนชัย กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องปกติของสังคมที่จะมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ก็ถือเป็นเรื่องดี และเป็นปรากฏการณ์ทั่วไป แต่ที่สำคัญ คือ อย่าไปคิดว่าคนทุกกลุ่มต้องคิดเหมือนเรา ซึ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองก็เกิดฝั่ง ถือเป็นความจำเป็นของกระแสสังคมในปัจจุบัน เพราะมีความแตกต่างหลากหลายของผู้คนที่เขาจะวิพากษ์วิจารณ์
       
      “ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องที่ฝ่ายซ้ายพวกนี้มีแนวคิดที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สานต่อแนวคิดของ อ.ปรีดี พนมยงค์ แต่อาจจะพูดเพราะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นมีประโยชน์เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้น เพื่อสร้างอุดมการณ์ หรืออาจจะต่างคนต่างใช้อีกฝ่ายเป็นเครื่องมือ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้วิธีการอย่างไร เพราะต่างคนต่างอุดมการณ์ โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการที่จะมีอำนาจขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้คนไปเปิดศึกตรงนั้นตรงนี้ แต่ใช้พวกฝ่ายซ้ายในบางจุดเท่านั้น แต่ที่ใช้จริงๆ ไม่ใช่ฝ่ายซ้าย เช่น นายเนวิน และนายยงยุทธ หรือสายเหยี่ยว เพราะอาจจะระวังฝ่ายซ้ายอยู่ เนื่องจากขบวนที่เป็นกลุ่มก้อนที่เปรียบเสมือนมุ้งที่มีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง เขาจึงต้องให้เคลื่อนไหวในจุดที่เขาต้องการเท่านั้น”ดร.เทียนชัย ระบุ
       
       ส่วนเว็บไซต์ที่มีการโจมตีสถาบันอยู่ในขณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหรือไม่นั้น ดร.เทียนชัย กล่าวว่า คงต้องให้สันติบาลเข้าไปเช็คว่าใครกันแน่ที่อยู่ในขบวนการ ไม่ใช่ปล่อยสถานการณ์ให้มีการเขียนกันอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีการตรวจสอบ และเป้าหมายของพวกเขาคืออะไร ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลานี้ ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมาก และถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คนที่จงรักภักดีทั้งหมดก็จะไม่สบายใจ ซึ่งต้องระวังนิดหนึ่ง คือ ต้องไม่กล่าวหาแบบเลื่อนลอย และทหารก็มีสิทธิที่จะเป็นห่วง ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างตึงเครียด จึงอยากให้ฝ่ายสังคมต้องเช็ค และตรวจสอบข่าวลือว่า ใครทำ ฝ่ายไหนทำ หรือไปกล่าวหาคนโน้นทำ คนนี้ทำ
       
       “หลายๆ นโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการระดมความคิดมาจากทุกฝ่าย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เอามาใช้หาเสียง และถ้าสังเกตให้ดี นักวิชาการ รวมทั้งนักกิจกรรมก็จะเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ จนท้ายที่สุดเอ็นจีโอที่เคยเข้าไปช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ถอยออกมา เพราะนโยบายที่ใช้นั้น เป็นการไปเพิ่มหนี้ให้กับประชาชน และนโยบายมีความผิดพลาดในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการฆ่าตัดตอนเรื่องยาเสพติด และการอุ้มฆ่าประชาชนใน 3 จ.ชายแดนภาคใต้ รวมทั้งมีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงเปรียบเสมือนเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจใครไปใช้ทำอะไรก็ได้”นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ กล่าว


อ้างอิง : ผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤษภาคม 2551  http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000055571
บันทึกการเข้า
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #52 เมื่อ: 08 มิถุนายน 2008, 19:55:37 PM »

สงครามทวิภพ แต่งตำรารัฐศาสตร์ใหม่(1)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 8 มิถุนายน 2551 18:37 น.
 
 
 
ประมาณ 2 เดือนก่อน ผมได้ออกหนังสือใหม่เรื่อง เต๋าแห่งสังคมศาสตร์
        เจอเพื่อนนักวิชาการท่านหนึ่งกล่าวเสนอแนะว่า
        “ได้อ่านงานชิ้นใหม่แล้ว ชอบมาก เห็นด้วยกับการคิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำปรัชญาตะวันออกโบราณเรื่อง หยาง กับ หยิน ของเต๋ามาใช้วิเคราะห์ระบบโลกปัจจุบัน อ่านแล้วเข้าท่าดี”
       
        ผมตอบว่า “ขอบคุณมาก”
        แต่ก่อนที่ผมจะพูดต่อ ท่านกล่าวขึ้นว่า
        “วันนี้ บ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการเมือง กำลังวุ่นวายอย่างยิ่ง คุณยุคน่าจะลองนำเสนอบทการวิเคราะห์วิกฤตทางการเมืองไทยโดยใช้ปรัชญาตะวันออกบ้าง”
       
        ผมสัญญากับเพื่อนนักวิชาการท่านนี้ว่า ‘จะพยายาม’ ที่จะเขียนงานสักชิ้นหนึ่งในเรื่องนี้ออกมา
       
        ที่จริงแล้ว ผมเคยนำเสนอแนววิเคราะห์การเมืองไทยไว้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะมองวิกฤตการเมืองในกรอบของวิกฤตระบบโลก และในมุมที่มองค่อนข้างกว้างมาก จึงไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องวิกฤตการเมืองไทยมากนัก
       
        อย่างเช่น ผมได้นำเอาปรัชญาเรื่อง ดุลยภาพ และ การเสียดุล ของเต๋ามาอธิบายประสานเข้ากับการใช้ทฤษฎี Chaos ในการอธิบายสภาวะวิกฤตที่ซ้อนทับกันจนยากจะเข้าใจได้
       
        ถ้าใช้หลักดุลยภาพของเต๋า เราจะสามารถเสนอว่า ระบบโลกปัจจุบันในทุกด้านกำลังก้าวสู่การเสียดุลอย่างยิ่ง
       
        ในทางธรรมชาติ คือ การเสียดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
        ขณะเดียวกัน ในทางสังคม ระบบโลกก็ก้าวสู่สภาวะที่เสียดุลอย่างยิ่งในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะ ระหว่างกลุ่มที่เรียกว่า ชนชั้นนำระดับโลก หรือ Superclass กับประชาชนชั้นชนต่างๆ ทั่วโลก
       
        คำว่า Superclass นี้มาจากงานเขียนของคุณเดวิค รอธคอปฟ์
        รอธคอปฟ์ได้พัฒนาแนวคิดนี้มาจากคำว่า Elite หรือ ชนชั้นนำ ซึ่งอาจารย์ของอาจารย์ผมคือ ท่านอาจารย์ ซี ไรด์ มิลส์ เป็นผู้นำเสนอแนวคิดนี้ขึ้นประมาณ ค.ศ. 1950
       
        ท่านเสนอว่า ระบบทุนโลกในยุคนั้น ได้เกิดชนชั้นนำพิเศษขึ้นมากลุ่มหนึ่ง มีฐานะอำนาจและความมั่งคั่งเหนือกว่าชนชั้นนายทุนทั่วไป
       
        ยุคนั้นนับว่าเป็นจุดเริ่มแรกของการกำเนิดบรรษัทยักษ์ข้ามชาติ ที่มีอิทธิพลเหนือประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมโลก
       
        ปัจจุบันระบบโลกได้ก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเพิ่มขยายความมั่งคั่งขึ้นไปอีกเนื่องจากพวกเขาสามารถควบคุมเหนือกระบวนการแสวงหากำไร (จากการปั่นกำไร)
       
        เราเรียกวิถีการปั่นกำไร หรือหากำไรแบบไม่ต้องทำการผลิตแบบนี้ว่า Turbo-Accumulation การสะสมทุนที่รวดเร็วราวกับเครื่องไอพ่น
       
        บรรดากองทุนที่คนไทยรู้จักกันในนามของ เฮดจ์ฟันด์ คือเครื่องมือที่ก่อเกิดขบวนการการแสวงหาลักษณะนี้
       
        ปัจจุบัน มีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ประมาณ 10,000 ราย ในจำนวนนั้น 300 กองทุนควบคุมทรัพย์สินของกิจการอุตสาหกรรมถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีเพียง 100 กองทุนแรกคุมทรัพย์สินถึง 60เปอร์เซ็นต์
       
        คนไทยได้เรียนรู้เรื่อง Turbo-Accumulation โดยตรง ผ่านเรื่องราวครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย นั่นคือการปั่นฟองสบู่ และการแตกของฟองสบู่ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงประมาณ พ.ศ. 2535 ถึง 2540
       
        การแตกของฟองสบู่เมื่อ พ.ศ. 2540ได้ส่งผลให้ทุนระดับชาติของไทยพังพินาศ และล่มจมล้มละลายกันเป็นทิว แต่ในเวลาเดียวกันกลับสามารถสร้างความมั่งคั่งให้ทุนเก็งกำไรระดับโลกอย่างมหาศาล
       
        ปัจจุบัน คำว่า Supercalss จึงถูกนำเสนอขึ้นแทนที่คำว่า Elite เพราะคำ Elite นี้มีความหมายเดิมเพียงแค่เป็นชนชั้นนำของชนชั้นนายทุนเท่านั้น ซึ่งน่าจะมีผลประโยชน์และเป็นหนึ่งเดียวกับชนชั้นนายทุนโดยทั่วไป
       
        แต่เดี๋ยวนี้ กลุ่มคนที่เราเรียกว่า Superclass (ผู้มีอำนาจควบคุมบรรษัทยักษ์ของโลก CEO ของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ รวมทั้งเจ้าของสื่อระดับโลก) สามารถยืนอยู่บนหัวชนชั้นนายทุนและระบบทุนอีกที ราวกับเป็นต้นกาฝากยักษ์ ซึ่งการแสวงหากำไรของพวกเขาสามารถทำลายชนชั้นนายทุน ทำลายเศรษฐกิจระดับประเทศได้ด้วย
       
        วันนี้ พวก Superclass มีอำนาจเหนือรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลทั่วโลก รวมทั้งมีอำนาจผูกขาดกิจการโลกขนาดใหญ่ (ทั้งด้านการผลิต ด้านทรัพยากร เงินตรา และการสื่อสารโลก)
       
        พวกเขาพบว่า วิถีในการสร้างกำไรที่รวดเร็วที่สุดคือ ก่อวิกฤต และใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการปั่นราคา ปั่นกำไร ปล้นโลกทั้งโลก
       
        กล่าวแบบสั้นๆคือว่า
        ยิ่งวิกฤต ยิ่งกำไร
       
        ตัวอย่างเช่น
        ปัจจุบัน บรรษัทเอ็กซ์ซอน บรรษัทน้ำมันโลก รวมทั้งมหาเศรษฐีน้ำมัน ไม่เพียงผูกขาดการค้าขายน้ำมันเท่านั้น แต่บรรดา CEO ของบรรษัทเหล่านี้ยังร่วมมือกับบรรดานักเก็งกำไร และสื่อโลกช่วยกันปั่นราคาน้ำมันโลกด้วย
       
        ดังนั้น ราคาน้ำมันจริงๆ ไม่ได้เคลื่อนตัวไปตามหลักการตลาด หรือหลักการเรื่อง Demand & Supply อย่างที่กล่าวอ้างแม้แต่น้อย
       
        กำไรเดิมจากการผูกขาดก็มากมหาศาลอยู่แล้ว เมื่อสามารถบวกกับกำไรจากการปั่นราคาด้วย กำไรก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า
       
        นักวิชาการไทยบางท่านจึงเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า ทุนสามานย์ หรือ ไอ้ทุนชั่ว
        ผมเองจะไม่เรียกพวกนี้ว่าเป็น ‘นายทุน’ อีกต่อไป เพราะคนเหล่านี้พัฒนาเกินกว่าความหมายของคำว่านายทุนแบบทั่วไป แต่เป็นพวกที่อยู่เหนือชนชั้นนายทุน เกาะกินทุน และทำลายทุน
       
        นอกจากสามารถแสวงหาความร่ำรวยจากการปั่นกำไร หรือการปล้นโลกแล้ว พวกเขายังสามารถหากำไรจากการสร้างวิกฤตอื่นๆ อย่างเช่น วิกฤตสงคราม (การค้าอาวุธ) และวิกฤตสุขภาพด้วยการค้ายาแบบผูกขาด และปั่นราคายาให้แพงอย่างยิ่ง (ยารักษามะเร็งเข็มละล้าน แต่ไม่ประกันว่าจะหาย)
       
        บางกลุ่มก็หากินกับการสร้างขยายวิกฤตทางด้านวัฒนธรรม ด้วยการเปิดบ่อนพนัน รวมทั้ง แหล่งบันเทิงที่มอมเมาประชาชน (เหล้า ผู้หญิง ยาเสพติด)
       
        Supercalss มีทั้งในระดับโลก และระดับปลายแถว
        ระดับโลกที่คนไทยมักจะได้ยินชื่อกัน อย่างเช่น รูเพิร์ต เมอร์ด็อก บิลเกตส์
        ระดับหางแถว คือ อยู่ในระดับประเทศ
        ประเทศไทยก็มี Superclass ระดับปลายแถวเช่นกัน อย่างเช่น ท่านอดีตนายกฯ ไทย ผมคงไม่ต้องเอ่ยชื่อท่านเพราะทุกคนรู้จักท่านดี
       
        วันหนึ่ง มีนักข่าวท่านหนึ่งถามผมว่า
        “ทำไมคุณทักษิณ จึงไปเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลที่มีชื่อของอังกฤษ”
        ผมก็ตอบแบบสั้นๆ ว่า
        “คุณไม่รู้หรือว่าแหล่งการพนันที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ การพนันฟุตบอล”
        นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในอังกฤษ คือ ใบเบิกทางที่เปิดโอกาสให้คุณทักษิณมีโอกาสรู้จักกับบรรดา Superclass ระดับโลก และสามารถยกฐานะตัวเอง สร้างความยอมรับว่าตนมีฐานะความมั่งคั่งระดับโลกเช่นกัน
       
        นี่คือ การเปิดช่องทางใหญ่ในการหากิน
        คุณทักษิณจึงสามารถติดต่อกับบรรดา Superclass ระดับโลก และพาพวกนี้มาลงทุนในประเทศไทย
       
        แต่อย่าคิดว่า จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยเสมอไป
        Superclass เหล่านี้มีเงินมหาศาลมาก มากพอที่จะยึดและซื้อประเทศไทย ยึดอำนาจรัฐและสร้างอิทธิพลครอบสังคมไทยไว้ได้
       
        ที่สำคัญ พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่กับการผลิตจริง เขาสนใจกิจการที่สร้างกำไรแบบพิเศษได้เท่านั้น
       
        พอราคาพืชผลสูงขึ้น พวก Superclass ทางตะวันออกกลางก็คิดจะมาหาประโยชน์จากการปั่นราคาข้าวและพืชผลอื่นๆ จึงเดินทางมาเมืองไทย
       
        ถ้าหากพวกเขาร่วมมือกัน (ระหว่าง Superclasss ที่ตะวันออกกลาง กับพวกปลายแถวระดับประเทศไทย) การปั่นราคาข้าวและการปั่นราคาพืชผลจะเกิดขึ้น และรุนแรงขึ้น ประชาชนทั่วโลกนับพันๆ ล้านคนที่ยากจนอยู่แล้วจะเดือดร้อนและล้มตาย
       
        กล่าวอย่างสรุปก็คือ
        พวก Superclass หันมาสนใจประทศไทยเพราะไทยคือฐานผลิตพืชผลและสินค้าการเกษตรที่สำคัญของโลก ถ้าพวกเขาควบคุมไทย (การเมือง และเกษตรกรรมของไทย) ได้ พวกเขาก็จะสามารถใช้ไทยเป็นฐานการปล้นโลก และสร้างหายนะแก่คนทั่วโลกได้
       
        วันนี้ ความสามารถในการสร้างกำไรสมัยใหม่ด้วยการสร้างวิกฤตและปล้นโลก ได้ส่งผลขยายช่องว่างระหว่างพวก Superclass กับประชาชนทั่วโลก ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วยิ่ง
       
        วันนี้ คนเพียง 1,100 คน มีทรัพย์สินในมือมากกว่าคนที่ยากจนที่สุด (สองพันห้าร้อยล้านคน)ถึง 2 เท่าตัว
       
        วันนี้ บรรดา CEO มีเงินเดือนมากกว่าพนักงานทั่วไป ประมาณ 400 ถึง 500 เท่า
       
        วันนี้ บรรษัทน้ำมันเอ็กซ์ซอน มียอดขายในแต่ละปีใกล้เคียงกับผลผลิตมวลรวมของประเทศสวีเดนซึ่งถือว่ามี GDP ระดับ 9 ของโลก
       
        ที่สำคัญ ความมั่งคั่งและการปล้นโลกของ Superclasss กำลังก่อให้เกิด ‘อภิมหาวิบัติ’ และกำลังทำให้ระบบทุนโลกเองที่เคยยิ่งใหญ่ ก้าวสู่กาลอวสาน(ยังมีต่อ)
 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000067025
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #53 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2008, 05:48:01 AM »

สงครามทวิภพแต่งตำรารัฐศาสตร์ใหม่ (2)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 11 มิถุนายน 2551 16:33 น.
 
 
       ปรากฏการณ์ที่ต้องเผชิญในช่วงปัจจุบันคือ การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก (ฟองสบู่แตก เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยครั้งใหญ่ และเกิดเงินเฟ้อแบบทั่วโลกอย่างรุนแรง อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน) และที่สำคัญ วิกฤตเศรษฐกิจกำลังก่อให้เกิดวิกฤตการเมืองทั้งในระดับประเทศและระดับโลกในเวลาเดียวกัน
       
       ในระดับโลก คือ สงครามทางเศรษฐกิจระหว่างศูนย์อำนาจของโลก (เก่า และใหม่) ซึ่งจะนำมาสู่การรื้อทิ้งโครงสร้างอำนาจในระบบใหม่หมด
       
       ในระดับประเทศ วิกฤตการณ์ครั้งนี้นำสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกตามทฤษฎี Chaos ว่าคือ จุดเริ่มแห่งการพลิกผันทางการเมืองครั้งใหญ่
       
       รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เคยทำหน้าที่นำ หรือมีฐานะนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชนชั้นนำเก่าๆ จะไม่สามารถดำรงฐานะนำที่มั่นคงได้อีกต่อไป
       
       เกิดวิกฤตการเมืองในระดับประเทศขึ้นทั่วโลก ในทุกประเทศ อย่างเช่น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ทั่วโลก
       
       ถ้าเราตามข่าวโลก ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดวิกฤตการเมืองที่รุนแรงในระดับประเทศ หลายจุดของโลกในเวลาใกล้เคียงกัน
       
       ตัวอย่างเช่น การลุกขึ้นสู้ของประชาชนและพระสงฆ์ที่ประเทศพม่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ที่ประเทศเนปาลและภูฎาน การล้มรัฐบาลที่ประเทศเฮติ วิกฤตการเมืองรุนแรงที่ประเทศปากีสถาน การเดินขบวนภาคประชาชนเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมทั้งวิกฤตการเมือง หรือวิกฤตทักษิโณมิกส์ที่กำลังก่อเกิดขึ้นที่ประเทศไทย
       
       แม้แต่ประเทศที่เคยมีความมั่นคงทางการเมืองอย่างมาก เช่น มาเลเซีย และจีน ก็กำลังเกิดความปั่นป่วนทางการเมืองครั้งใหญ่ เช่นกัน
       
       วิกฤตการเมืองเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นคลื่นวิกฤตการเมืองลูกยาวที่ไม่สามารถแก้ได้ง่ายๆ
       
       ผมขอย้ำว่า ทั้งยาวและหนัก และจะเคลื่อนตัวประสานกับการแพร่ระบาดของวิกฤตเงินเฟ้อ และวิกฤตข้าวยากหมากแพง รวมทั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อมใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ
       
       มองในแง่นี้ กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ ทั้งระดับโลกและระดับประเทศกำลังเคลื่อนตัวไปพร้อมกันอย่างพลิกผันไปทั่วโลก จนนำสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์โลก
       
       ถ้าเราไม่มองวิกฤตและความปั่นป่วนในแง่ลบ ว่าเป็นความชั่วร้ายและเป็นสิ่งที่น่ากลัว และมาเข้าใจใหม่ว่า วิกฤตทางสังคมก็คือ สภาวธรรม (ทางสังคม) ที่จะต้องเกิดก่อขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม)
       
       ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้ เราจะค้นพบ “ค่า” แห่งวิกฤตครั้งนี้ว่า เพราะถึงที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้จะก่อให้เกิดพลังใหม่ (การคิดค้นใหม่ และการจัดตั้งใหม่) พลังใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาสร้างประวัติศาสตร์โลก และสังคมใหม่
       
       วันนี้ ประชาชนไทยได้ลุกขึ้นสู้เพื่อสร้างประวัติศาสตร์โลกใหม่
       
       วันก่อนเจอเพื่อนๆ หลายคนไปร่วมชุมนุม มีเพื่อนรุ่นน้องถามผมว่า
       
       “ผมตามอ่านงานเขียนของพี่มาตลอด ขอถามพี่ การสู้กับทักษิโณมิกส์ ที่แท้คือการสกัดไม่ให้ทุนครอบโลกแพร่อำนาจเข้ามาครอบครองประเทศไทยใช่ไหม”
       
       ผมตอบว่า “ใช่ ”
       
       ผมขยายความว่า
       
       สมัยก่อนพอเรารู้ว่าต่างประเทศจะมาลงทุน เราจะคิดว่าเป็นเรื่องดีเสมอเพราะคนเหล่านี้ขนเงินมาลงทุนทำการผลิตจริง แต่ทุกวันนี้ กำไรจริงของพวกอภิมหาเศรษฐีระดับโลกไม่ใช่อยู่ที่การผลิตจริงอีกต่อไป
       
       กำไรของพวกเขาอยู่ที่การปั่นราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาทรัพยากร และปั่นราคาพืชผล
       
       กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ พวกอภิมหาเศรษฐีระดับโลกไม่ได้คิดเพียงแค่เรื่องการลงทุน แต่คิดครอบครองประเทศไทยทั้งประเทศ ใช้ไทยเป็นแหล่งหากินกับการปั่นฟองสบู่ ปั่นกำไร ปั่นราคาพืชผล
       
       ทักษิโณมิกส์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ ทุนโลกาภิวัตน์ปลายแถว ที่มีชีวิตอยู่กับการปั่นเศรษฐกิจไทย ปั่นกำไรตลาดหุ้น ปั่นอสังหาริมทรัพย์ ชอบเปิดบ่อน และหากำไรจากธุรกิจนอกระบบ
       
       เพื่อนคนนี้ถามต่อว่า
       
       “ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ จึงประกอบด้วยองค์ประกอบของกลุ่มบุคคลที่หลากหลายเหลือเกิน มีทั้งไฮโซ คนชั้นกลางและคนจน มีทั้งซ้ายเก่าจำนวนหนึ่ง มีขวามากๆ มีทั้งพระ ทั้งกลุ่มคนที่ชอบความรุนแรง กลุ่มคนที่รักสันติ รวมทั้งกลุ่มคนที่รักและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์มากๆ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “นี่แหละ คือ ภาพย่อของความเป็นประชาชนไทย แต่พวกเขามีจุดร่วมกันนะ...จุดร่วมที่ผลักให้คนเหล่านี้มาร่วมกันได้ เนื่องจากพวกเขาล้วนห่วงใยและรักแผ่นดิน...
       
       ช่วงเวลานี้ ความรักชาติ และห่วงใยประเทศชาติ มีความสำคัญมากอย่างยิ่ง
       
       ที่สำคัญ ชนชาติทุกชาติมีศูนย์กลางร่วมอยู่ ชาติไทยเรามีศูนย์รวมตั้งแต่อดีตอยู่ที่ สถาบันกษัตริย์ไทย และสถาบันศาสนา สถาบันทั้งสองนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมที่สามารถช่วยผนึกหัวใจคนไทยทั้งชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้”
       
       ผมกล่าวแบบสรุปว่า
       
       การสู้กับ Superclass ที่ปล้นโลก และสู้กับทักษิโณมิกส์ที่ปล้นประเทศ เราต้องรวมใจคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ก่อน
       
       เพื่อนรุ่นน้องอีกคนหนึ่งถามผมว่า
       
       “พี่ครับ จะจบลงด้วยรัฐประหารอีกหรือไม่”
       
       ผมตอบว่า
       
       “หลังจากเหตุการณ์ 19 กันยา คนไทยตระหนักรู้แล้วว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่คำตอบ
       
       ถ้ารัฐประหารเกิดขึ้นอีก ผู้คนก็จะลุกขึ้นมาต้านรัฐประหารอีก ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก...เพราะคนไทยปัจจุบัน ตื่นตัวและเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้นแล้ว จนไม่มีใครเชื่อว่า ผู้นำทางทหาร หรืออำมาตยาธิปไตยจะสามารถให้คำตอบ หรือแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้”
       
       เพื่อนกล่าวต่อว่า
       
       “ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ แต่จะขอนอกเรื่องนิดหนึ่ง วันก่อนผมอ่านงานเรื่อง เต๋าแห่งสังคมศาสตร์ ของอาจารย์จบแล้ว อยากจะถามว่า นอกจากปรัชญาเต๋าแล้ว เราสามารถนำหลักปรัชญาพุทธมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในยุคปัจจุบันได้อย่างไร”
       
       นี่เป็นคำถามที่ไม่ง่ายเลย เพราะเป็นคำถามเชิงบังคับ อย่างแรกบังคับในแง่ที่ต้องใช้ปรัชญาพุทธ และในเวลาเดียวกัน ต้องสามารถเชื่อมเฉพาะกับการอธิบายวิกฤตการเมืองในช่วงปัจจุบันด้วย
       
       ผมตอบเพื่อนว่า
       
       “ขอเวลาคิดสักนิด แล้วผมจะเขียนเป็นบทความให้สักชิ้นหนึ่ง”
       
       ผลงานชิ้นนี้ จึงเป็นความพยายามที่จะวิเคราะห์วิกฤตการเมืองไทยแบบไทยๆ และนำเอาปรัชญาพุทธมาช่วยวิเคราะห์การเมืองไทย (ยังมีต่อ)
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000068543
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #54 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2008, 15:58:36 PM »

สงครามทวิภพแต่งตำรารัฐศาสตร์ใหม่ (3)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 12 มิถุนายน 2551 20:25 น.
 
 
       สงครามทวิภพและวิกฤตการเมืองแบบไทยๆ
       
       เผอิญช่วงนี้ ผมหันมาช่วยสอนวิชาทางรัฐศาสตร์ ผมรับสอนเรื่องรัฐไทย และวิกฤตการเมืองไทย
       
       เวลาที่เราเรียนรู้วิชารัฐศาสตร์แบบตะวันตก เราจะเรียนรู้ผ่านความเข้าใจการเมืองในมิติเรื่อง ระบบความสัมพันธ์ทางการเมือง หรือระบบอำนาจ และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นและชนชั้นต่างๆ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำและพลังภาคประชาชน
       
       ทฤษฎีเหล่านี้มีส่วนช่วยให้เราเข้าใจเรื่องราวการเมืองได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างน้อยช่วยทำให้คนเข้าใจเรื่องการเมืองไทยในมิติที่ว่าด้วยระบบโครงสร้างอำนาจทางการเมือง อำนาจทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่าน
       
       แต่การเมืองไทยวันนี้ กล่าวได้ว่า “ปั่นป่วน จนเวียนหัว”
       
       ชนชั้นนำก็แตกเป็นขั้ว เป็นฝ่าย ทุกฝ่ายก็แตกเป็นขั้วและเป็นฝ่าย ภาคประชาชนเองก็ตีกัน จะเอากันตาย คนในครอบครัวเดียวกันก็แตกกัน ประณามกัน ราวกับว่าไม่อาจมีชีวิตอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไป
       
       จนไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ไม่รู้ว่าจะร่วมกับใครดี หรือไม่ดี
       
       บางกลุ่มถึงกับประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” ราวกับว่า สงครามคือคำตอบ และเราสามารถแก้ปัญหาครั้งนี้ได้โดยวิถีแห่งสงครามเท่านั้น
       
       จึงดูราวว่า วันนี้...การเมืองไทยได้ก้าวสู่จุดเริ่มแห่งกลียุคทางการเมืองแล้ว
       
       ที่สำคัญ ความสลับซับซ้อน ความปั่นป่วน และความพลิกผัน หรือกลียุคทางการเมืองไทยครั้งนี้กำลังส่งผล ทำให้ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์เก่าๆ ที่เคยใช้ร่ำเรียนกันมา ตอบคำถามมากมายไม่ได้
       
       ทำไม!! ผมกล่าวเช่นนี้
       
       วันหนึ่ง ผมต้องไปสอนเรื่อง วิกฤตการเมืองไทยในยุคโลกาภิวัตน์
       
       ก่อนจะเริ่มการเรียนทุกครั้ง ผมมักจะตั้งประเด็นสอนจากคำถามของนักศึกษา
       
       ผมจึงเริ่มว่า
       
       “พวกคุณถามอะไรก็ได้ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง วิกฤตการเมืองไทยในปัจจุบัน”
       
       นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
       
       “ก่อนที่ท่านอาจารย์จะเข้ามา พวกเรากำลังคุยเรื่องที่ค่อนข้างแปลกประหลาดมากเรื่องหนึ่ง”
       
       ผมถามกลับไปว่า
       
       “เป็นเรื่องวิกฤตการเมืองหรือเปล่า ถ้าใช่ เราจะได้นำเอามาเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนกัน” นักศึกษาตอบว่า
       
       “น่าจะใช่ครับ พวกเราถกกันเรื่องข่าวลือ ว่าท่านอดีตนายกฯ หลงเชื่อว่า ท่านคือพระเจ้าตากกลับชาติมาเกิดหรือเปล่า”
       
       เล่นเอาผมหัวเราะสักพักหนึ่ง แล้วกล่าวตอบเขาว่า
       
       “ปีที่แล้ว ก็มีนักธุรกิจผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เรียนปริญญาโทที่นี่เช่นกัน ท่านก็ยืนยันเรื่องนี้ ท่านบอกว่าน้องสาวคุณทักษิณเองเคยกล่าวกับท่านด้วยตัวเองว่า พี่ชาย คือพระเจ้าตากกลับชาติมาเกิด”
       
       ผมกล่าวสืบไปว่า
       
       “ตอนนั้น ผมรับฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ผมไม่มั่นใจนักว่าเรื่องนี้เป็น ‘จริง’ หรือ ‘ไม่จริง’อย่างไร”
       
       ผมถามนักศึกษาว่า
       
       “ทำไม พวกคุณถึงคุยเรื่องนี้กันในวันนี้ คงไม่ใช่เพียงแค่ข่าวลือ หรือเพราะ ชื่อคุณทักษิณ พอเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ก็อ่านได้ว่าคือ ตากสิน”
       
       นักศึกษาด้านหลังห้องคนหนึ่งตอบว่า
       
       “อาจารย์ครับ วันนี้ พวกเราคุยถึงเรื่องหมอดูพม่าตาบอดคนหนึ่ง คนไทยทั่วไปเรียกว่า หมอดูอีที แต่ชื่อจริงเป็นภาษาพม่า ออกเสียงคล้ายๆ กับอีที แต่ไม่ใช่อีทีจริงๆ นะครับ
       
       มีพวกเราบางคนเดินทางไปพบหมอท่านนี้ เพราะได้ยินข่าวว่าหมอดูคนนี้เองเคยทำนายหรือบอกคุณทักษิณอย่างชัดๆว่า อดีตชาติของท่านก็คือ พระเจ้าตากสิน”
       
       ผมพูดเชิงแย้งว่า
       
       “ไม่มีตำราหมอดูแบบไหน ที่สามารถดูแบบข้ามภพข้ามชาติได้ จริงๆ นะ หมอดูทั่วไปทำได้อย่างเก่งคือ ทำนายอนาคตข้างหน้าเท่านั้น”
       
       นักศึกษาอีกท่านหนึ่งก็เล่าว่า
       
       “เวลาดู จะมีการทำนายเลขในแบงก์ในกระเป๋าของเราก่อน ทำนายได้ตรงเผงเลย ไม่รู้ว่าทายได้อย่างไร
       
       หลังจากนั้น ก็ดู หรือทำนาย น่าจะใช้วิชาที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้สมาธิชั้นสูง”
       
       ผมถามว่า
       
       “แล้วพวกคุณที่ไปดูกัน ดูแล้วเชื่อหรือไม่”
       
       นักศึกษาท่านหนึ่งบอกว่า
       
       “หมอดูตาบอดคนนี้ทำนายได้แม่นมาก”
       
       นักศึกษาอีกท่านจึงถามขึ้นว่า
       
       “อาจารย์ครับ เรื่องกลับชาติมาเกิด เป็นเรื่องจริงไหมครับ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “จริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้”
       
       และกล่าวต่อว่า
       
       “ลองคิดง่ายๆ ดูว่า เราทุกคนตอบได้ไหมว่า เราคือใคร จริงๆ ความเป็นเราเปลี่ยนไปได้ทุกวันไม่ใช่หรือ”
       
       ผมย้ำว่า
       
       “มีใครบ้างเล่าที่จะเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ตลอดไป ถ้ามีการกลับชาติมาเกิดจริง ชาติที่แล้วเราอาจจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่ชาตินี้เราอาจจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง”
       
        ‘ความเป็นพระเจ้าตาก’ ดำรงอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายร้อยปีมาแล้ว
       
       วันนี้ ความเป็นพระเจ้าตากยังสามารถดำรงอยู่ได้จริงหรือ
       
       ถ้าได้จริง ก็น่าจะ ‘แปลกพิสดารพันลึกล้ำมาก’
       
       ไม่เชื่อ ก็ลองคิดถึง ‘ตัวเรา’ เอง เราจะพบว่า เราไม่สามารถเป็น หรือดำรงอยู่ อย่างที่เราเคยเป็นได้เลย
       
       นี่คือกฎหลักที่เรียกว่า อนิจจัง และ ทุกขัง ของชาวพุทธ
       
       ตัวอย่างเช่น
       
       สมัยที่พวกเรายังเด็กๆ เราทุกคนน่ารักและอาโนเนะ วันนี้ พอเราแก่ตัว เราไม่มีทางหวนกลับคืนสู่ความเป็นเด็กคนนั้นได้อีกแล้ว ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นคือ ‘ตัวเรา’ ในอดีต
       
       เราจึงสามารถบอกได้ว่า เราคือเด็กคนนั้น และเราไม่ใช่เด็กคนนั้นอีกแล้วในเวลาเดียวกัน
       
       วันนี้ จึงไม่มีใครเป็นพระเจ้าตากได้อีกแล้ว แม้ว่าจะจริง ว่าท่านอดีตนายกฯ คือพระเจ้าตาก จริงหรือไม่ก็ตาม เพราะความเป็นพระเจ้าตากได้จบลงไปแล้วในประวัติศาสตร์ไทย
       
       พอถกกันเรื่องหมอดู ผมได้โอกาสที่จะเริ่มต้นตั้งประเด็นในการสอน
       
       ผมกล่าวขึ้นว่า
       
       การเมืองไทยมีมิติแบบไทยๆ ที่ซ่อนอยู่ และบางครั้งก็ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีตะวันตกอย่างเช่น อิทธิพลของความเชื่อ ความศรัทธา และคำทำนาย เพราะไม่มากก็น้อย บรรดาชนชั้นนำที่มีอำนาจทั้งหลายมักจะตั้งคำถาม ถามตัวเองว่า ‘ชาติที่แล้ว ท่านเป็นใครกันแน่’
       
       ผมเล่าต่อว่า
       
       ผมเองก็เคยเดินทางไปกับเพื่อนๆ สองคนที่เชื่อเรื่องนี้อย่างมากๆ เพื่อนทั้งสองพาผมไปภาคใต้ เจอผู้หญิงสูงอายุท่านหนึ่ง ท่านสามารถทำนายอดีตชาติด้วยการนั่งสมาธิ แล้วสั่นไปทั้งตัว คล้ายกับการสะกดจิตตัวเอง ราวกับว่าสามารถติดต่อหรือเข้าทรงหลวงพ่อทวดได้
       
       ท่านก็สามารถบอกได้ว่า อดีตชาติของแต่ละคนคือใคร
       
       ในช่วงที่เข้าทรง ท่านบอกว่า เพื่อนผมคนหนึ่งคือ ทหารเอกพระเจ้าตาก กลับชาติมาเกิด อีกคนหนึ่งคือ ท่านท้าวพระศรีสุริโยไท ส่วนผมเองฟังไม่ได้ถนัดว่าคือใครกันแน่ แต่ท่านพูดทำนองว่า อยู่เบื้องหน้าพระนเรศวร เป็นอะไรก็ไม่รู้
       
       ที่แปลกคือ ทุกคนมีอดีตชาติที่เป็นใหญ่เป็นโตกันทั้งนั้น
       
       ผมเลยพูดแบบแหย่ๆ เพื่อนทั้งสองแบบเล่นๆ ว่า
       
       อดีตชาติของพวกคุณไม่ดีเลย ถ้าเป็นจริงตามนี้ ชาตินี้ พวกคุณคงต้องรับกรรมหนักเพราะบรรดาคนที่มีอำนาจทั้งหมดในชาติที่แล้ว ก็ต้องก่อกรรม สร้างเวรไว้จำนวนมาก
       
       ทหารเอกพระเจ้าตาก รวมทั้งท้าวศรีสุริโยไท ก่อนจะขึ้นมามีอำนาจและในช่วงมีอำนาจ ต้องทำสงครามปราบปราม เข่นฆ่าผู้คน ซึ่งถือว่าเป็น‘บาปกรรม’ที่หนักหน่วงที่สุด
       
       ผมบอกเพื่อนๆ ด้วยว่า
       
       “ชาตินี้ พวกคุณคงต้องรับกรรมหนักทั้งชาติเป็นแน่”
       
       เพื่อนทั้งสองพอได้ยินผมกล่าวแหย่เช่นนั้น ก็หน้าซีดไปตามๆ กัน
       
       ส่วนผมดีหน่อย เพราะฟังไม่ออกว่าเป็นใคร
       
       ผมย้ำบอกเพื่อนว่า
       
       “เรามักจะเข้าใจกันผิดๆว่า คนที่มีอำนาจมาก หรือมีเงินมากๆ คือคนมีบุญวาสนามาก เราไม่ตระหนักรู้ว่า ที่แท้คนเหล่านี้ คือคนที่มีเวรและมีกรรมมาก”
       
       ผมยกตัวอย่างให้เพื่อนฟัง
       
       อย่างเช่น ท่านอดีตนายกฯ ท่านมีทั้งเงินและอำนาจ มาวันนี้ ท่านมีแต่ความทุกข์ จมอยู่กับความทุกข์ ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ มีเงินนับหมื่นนับแสนล้านก็จะถูกยึด มีผู้คนมากมายในแผ่นดินร่วมกันด่าทอ สาปแช่งท่านและครอบครัว
       
       นักศึกษาท่านหนึ่งยกมือขึ้น ถามผมว่า
       
       “อาจารย์กำลังบอกว่า เรื่องวิญญาณ การกลับชาติมาเกิด เรื่องภพ เรื่องชาติ มีจริงนะซิ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “จะจริงก็ได้ ..... ยิ่งเชื่อ ยิ่งใช่ และยิ่งจริง
       
       แต่ทั้งหมดทั้งหลายคือ มายา ”
       
       ‘มายา’ คำนี้ไม่ได้แปลว่า ไม่จริง หมายความว่า ถ้าเราหลงเชื่อ ความเชื่อนี้จะมีพลังอำนาจเหนือเรา มีอำนาจเหนือจิตวิญญาณเรา
       
       และถ้าเชื่อว่า “จริงอย่างยิ่ง” สงครามทวิภพ หรือสงครามข้ามชาติข้ามภพ ก็จะ“มีจริง”ด้วย
       
       พระเจ้าตากก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ กลับมาต่อสู้เพื่อช่วงชิงเอาแผ่นดินคืน
       
       ถ้าใครหลงเชื่อเช่นนี้ หรือเกิดความเชื่อเช่นนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองไทยปัจจุบันซับซ้อนมากกว่าการต่อสู้ทั่วไป ที่สู้ในเรื่องผลประโยชน์หรือเรื่องอำนาจเท่านั้น
       
       ยิ่งถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเชื่อเรื่องเช่นนี้เหมือนกัน และเชื่อว่า ‘เป็นจริง’ หรือเชื่อว่าอดีตชาติตัวเองคือ ใครสักคนที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามพระเจ้าตาก ก็ต้องยอมตาย สู้เพื่อรักษาแผ่นดินที่พวกเขาหวงแหนด้วยชีวิตเช่นกัน
       
       ผมจึงกล่าวแบบสรุปว่า
       
       การวิเคราะห์การเมืองไทยแบบไทยๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับมิติทางจิตวิญญาณและความเชื่อด้วย เลยยุ่งเหมือนยุงตีกัน
       
       นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
       
       “...ในช่วงวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา มีเรื่องประหลาด 5 เรื่อง ก่อเกิดขึ้น
       
       เรื่องแรก คือ เรื่องคนบ้าทุบท่านท้าวมหาพรหม
       
       เรื่องที่สอง คือ เรื่องการทำพิธีกรรม ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเชื่อกันว่า พระเจ้าตากเคยไปบวช
       
       เรื่องที่สาม คือ เรื่องการทุบทำลายโบราณสถานที่เขาพนมรุ้งในวันมาฆบูชา
       
       เรื่องที่สี่ คือ การสะเดาะเคราะห์แบบทั่วประเทศไทย
       
       เรื่องที่ห้า คือ เรื่องพิธีกรรมนั่งบนหลังช้าง ราวกับเป็นกษัตริย์
       
       ผมว่า มันแปลกๆ นะครับ…”
       
       ผมกล่าวตอบว่า
       
       เรื่องสะเดาะเคราะห์กันแบบจริงจัง กับพิธีกรรมนั่งบนหลังช้าง อาจจะช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ว่า ท่านอดีตนายกฯ อาจจะเชื่อเรื่องเหล่านี้พอสมควรทีเดียว
       
       ส่วนเรื่องที่หนึ่งและเรื่องที่สามนั้น สงสัยว่าน่าจะเกี่ยวกับการทำลายพลังอำนาจ หรือความเชื่อโบราณเรื่อง พระพรหม ซึ่งช่วยปกป้องกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งทำลายพลังอำนาจที่ต่อเชื่อมกับสถาบันกษัตริย์ไทย ซึ่งเชื่อว่า กษัตริย์ คือผู้ที่สืบทอดมาจากพระราม จึงใช้พระนามว่า พระรามาธิบดี
       
       หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า กำเนิดกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับลัทธิพราหมณ์กับความเชื่อว่า กษัตริย์ไทยคือผู้สืบทอดมาจากพระราม
       
       ผมย้ำกับนักศึกษาว่า
       
       อย่าเชื่อบทสรุปนี้มากนัก นี่ถือได้ว่าเป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยืนยันได้แน่ๆร้อยเปอร์เซ็นต์
       
       เราคงต้องศึกษา ค้นหาข้อเท็จจริงเพิ่มมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างไร นี่สะท้อนว่า สงครามทวิภพน่าจะมีจริงอยู่บ้าง ในระดับหนึ่ง
       
       ข้อสำคัญ ความเชื่อเรื่องเหล่านี้อาจจะถูกขยายความให้ดูสมจริงมากขึ้น และถูกใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้
       
       วันหนึ่ง ผมเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ท่านชอบเรื่องหมอดูมาก
       
       ท่านเดินทางไปเชียงใหม่กลับมา พอเจอผม ก็เล่าเรื่องคำทำนายเมืองให้ฟัง
       
       คำทำนายแรก คือ ยุครัตนโกสินทร์กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
       
       ยุคต่อจากนี้ไปคือ ยุคพระเจ้าตาก
       
       นอกจากนี้ ก็บอกกับบรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่บางท่านว่า ท่านคือทหารเอกพระเจ้าตากกลับชาติมาเกิด
       
        ‘ทวิภพ’ จึงยิ่งจะกลายเป็นความจริง (ทางความเชื่อของบรรดาผู้คนที่มีอำนาจมากขึ้น) และอาจจะส่งผลให้ความขัดแย้งและสงครามระหว่าง 2 ฝ่ายรุนแรงมากขึ้นเพราะเรื่องราวทั้งหมดจะถูกขยายความ ตีความใหม่ โดยบรรดาผู้คนที่อ้างว่า ‘รู้อนาคต’
       
       ดังนั้น สงครามทวิภพ จึงกลายเป็นสงครามในอดีตชาติ ปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ ในเวลาเดียวกันด้วย
       
       นักศึกษาคนหนึ่ง กล่าวว่า
       
       “ถ้าเรื่องนี้จริง เราจะเข้าใจการเมืองไทย คงต้องศึกษาในเชิงจิตวิญญาณและความเชื่อด้วย”
       
       ผมบอกว่า “ใช่”
       
       กล่าวแบบสรุป พระท่านมักกล่าวเตือนเราเสมอว่า
       
       ทั้งหมดทั้งหลาย (การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกันตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ และอนาคตชาติ ) ล้วนแล้วแต่คือ มายา
       
       ถ้ายอมให้ ‘มายา’ มีอำนาจเหนือเรา เราก็จะตกหลุม เข้าสู่โลกแห่งสงคราม และจมอยู่กับความทุกข์
       
       ทุกข์ที่เชื่อว่าต้องถูกฆ่าตายอย่างทารุณในอดีตชาติ ทุกข์ที่ต้องตามล้างแค้นแบบข้ามชาติข้ามภพ
       
       เราต้องตระหนักเสมอว่า
       
       “เวรนั้น ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” (ยังมีต่อ) 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000069195
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #55 เมื่อ: 17 มิถุนายน 2008, 19:51:39 PM »

วิญญาณกับการข้ามภพข้ามชาติของวิญญาณ 
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 17 มิถุนายน 2551 19:38 น.
 
 
 
สงครามทวิภพ
       แต่งตำรารัฐศาสตร์ใหม่ (4)
       
       
       มีนักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้นอีกว่า
       
       “อาจารย์บอกว่า ถ้าใครมีอดีตชาติเคยเป็นใหญ่เป็นโต ชาตินี้ต้องรับกรรมหนักทั้งนั้น ก็น่าจะจริงครับ น่าสงสารคุณทักษิณนะครับ...ดูสิ คุณทักษิณทุกข์ แค่ไหน”
       
       ผมกล่าวว่า
       
       “ถ้าเราไม่ติดยึดในอดีตชาติ ไม่แบกเรื่องราวในอดีตชาติไว้ให้หนักหัว ทุกข์ที่ดำรงอยู่ก็จะเบาบางลงไม่ต้องไปทำบุญสะเดาะเคราะห์เพราะยิ่งสะเดาะ ทุกข์จะเพิ่มขึ้นอีก เพราะการทำบุญสะเดาะเคราะห์ตัวเรา หรือความเป็นเรา เท่ากับไปตอกย้ำความเชื่อเดิมว่า เราคือใคร”
       
       นักศึกษาอีกคนหนึ่ง ตั้งประเด็นถกใหม่ว่า
       
       “ศาสนาพุทธก็สอนเรื่องการกลับชาติมาเกิดว่า มีจริง ไม่ใช่หรือครับ อย่างเช่นองค์ดาไลลามะของทิเบต ก็มีเรื่องเล่าว่าท่านกลับชาติมาเกิด แสดงว่าเรื่องการกลับชาติมาเกิดเป็นเรื่องจริง”
       
       ผมกล่าวตอบไปว่า
       
       “ถ้าเราศึกษาพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ท่านก็ระลึกชาติได้ว่าท่านมีอดีตชาติเช่นไรก่อนที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในชาตินี้ จนกลายเป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นในเชิงนิยาย เช่น เรื่องพระเจ้า สิบชาติ ตั้งแต่เรื่องของเตมีใบ้ เรื่อยมาจนถึงเรื่องพระเวชสันดรชาดก ดังนั้น หลักพุทธทั่วไปก็เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดไม่มากก็น้อย”
       
       นักศึกษาท่านนี้ได้ตั้งประเด็นแย้งว่า
       
       “ผมคิดว่า เรื่องวิญญาณและการกลับชาติ ต้องจริงแท้แน่นอน จะกล่าวแบบอาจารย์ว่า จริง และ ไม่จริง ก็ได้ ไม่น่าจะถูก”
       
       ผมตอบว่า
       
       “ดูซิ เราเริ่มจากรัฐศาสตร์ พอสอนไปสอนมา วิชานี้กลายเป็นเรื่องปรัชญาและความเชื่อทางศาสนาไปแล้ว”
       
       ผมขยายความต่อว่า
       
       “อย่าลืมนะ ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านระลึกชาติได้ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ผมเองคิดว่า การตรัสรู้นี่เองทำให้ท่านสามารถก้าวผ่านการหลงติดในภพและในชาติได้แต่ก่อนจะคุยเรื่องนี้ ลองมาเข้าใจเรื่องวิญญาณ และเรื่องการกลับชาติมาเกิดแบบไม่ติดยึดก่อนความจริงแล้ว คำว่า ‘วิญญาณ’ หรือ ‘ตัวกูของกู’ ไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนคงทนเสมอไปต้องเข้าใจว่า เราเปลี่ยนแปลงวิญญาณของเราได้เราเคยเป็นใคร เราอาจจะเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้ามได้ตัวอย่างเช่น คนที่เคยทำบาปมามาก พอคิดถึงเรื่องเวรกรรมของตนที่ทำมา ก็ตัดสินใจออกบวช ตั้งใจปฏิบัติธรรม ถึงที่สุด ท่านก็เปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนของท่านได้วิญญาณจึงไม่ใช่เรื่องที่แข็งตัว หรือเปลี่ยนไปไม่ได้”
       
       ผมอธิบายต่อว่า
       
       ขอย้อนไปเรื่องการระลึกชาติของพระพุทธเจ้าสักหน่อย คำว่า‘ชาติ’ นี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงชาติที่แล้วเสมอไป แต่น่าจะหมายถึงชาติในช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ได้
       
       ผมเองขอตีความเรื่องการระลึกชาติของพระพุทธเจ้าเป็น 2 แนว
       
       แนวแรก หมายความว่า พระพุทธองค์ได้นั่งสมาธิ และวิเคราะห์สภาวะจิตใจหรือวิญญาณของท่านเอง คล้ายกับถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาท่านมีความเชื่ออะไรที่ฝังอยู่ในจิตใจของท่าน จนทำให้ตัวท่านเป็นเช่นนี้ หรือกระทำการเช่นนี้ในปัจจุบันได้อย่างไร
       
       พระองค์จึงได้ระลึกถึงเรื่องราวท่านในอดีตตั้งแต่ยังเป็นเด็กท่านพบว่า ในวัยเด็ก เนื่องจากท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์ จึงมีโอกาสเหนือคนทั่วไป ได้รับการสั่งสอนจากบรรดาอาจารย์ที่มีความสามารถหลายท่าน
       
       ในสมัยโบราณนั้น อาจารย์จะสอนเด็กๆ ในวรรณะกษัตริย์ด้วยการเล่าเรื่องนิทานเรื่องราวพระเจ้าสิบชาติ จึงเป็นเรื่องราวที่อาจารย์เล่าให้ท่านฟังตั้งแต่ท่านเป็นเด็กเรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมและเสียสละประโยชน์ส่วนตัว ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของกษัตริย์ที่เป็นพระโพธิสัตว์ (อุทิศตัวเองเพื่อคนอื่นๆ)
       
       บรรดาเรื่องเล่าเหล่านี้ได้ฝังใจพระองค์ท่านมาก ท่านจึงตั้งมั่นว่า ถ้าจะเป็นกษัตริย์ ก็ต้องเป็นกษัตริย์ที่ดำรงและสืบทอดโพธิธรรม เช่นกัน
       
       จิตวิญญาณแห่งโพธินี้เอง คือ พลังที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้พระองค์หนีออกจากวัง และออกบวช เพราะพระองค์พบว่าผู้คนทั่วไปล้วนแต่ตกอยู่ในความทุกข์ พระองค์จึงอุทิศชีวิตทั้งชีวิต ทิ้งทั้งครอบครัว และความสุขออกมาแสวงหาธรรม
       
       นี่คือ ชาติที่แล้ว (ชาติในสมัยเด็กๆ) ที่พระองค์ค้นพบในจิตวิญญาณของตนเอง ในมิติแบบที่ไม่ข้ามภพข้ามชาติ
       
       แต่ถึงอย่างไร คำว่า ‘ชาติ’ และ ‘วิญญาณ’ ก็สามารถเข้าใจแบบข้ามภพและข้ามชาติในเวลาเดียวกันได้เช่นกัน
       
       โดยการตีความว่า มนุษย์เรามีวิญญาณ (จิตใหญ่) ที่สามารถสืบทอดกันได้จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่ คนอีกรุ่นหนึ่ง
       
       นี่หมายความว่า ความเป็นกษัตริย์แบบโพธิ หรือเรื่องพระเจ้าสิบชาติ อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องนิทานที่เล่าสืบทอดกันมาเท่านั้น แต่อาจจะเป็นเรื่องที่มีตัวตนแห่งบุคคลจริงๆ อยู่บ้าง และต่อมาผู้คนได้เล่าลือถึงความดีงามของคนเหล่านี้ จึงเล่าเรื่องหรือแต่งเรื่องพระเจ้าสิบชาติขึ้น
       
       มองในแง่นี้ วิญญาณแห่งความเป็นโพธิ สามารถสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งในยุคหนึ่ง ไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งในอีกยุคหรือสมัยหนึ่งได้ สืบทอด พัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย
       
       นี่คือ การเข้าใจจิตวิญญาณในมิติที่กว้างและไร้พรมแดน
       
       จนกล่าวได้ว่า
       
       เราทุกคนที่เป็นชาวพุทธ เราได้ช่วยกันสืบทอด ‘วิญญาณแห่งความเป็นโพธิ’ และ ‘ความเป็นพุทธะ’ มาได้จนถึงปัจจุบัน
       
       คนที่เป็นโพธิ คือ คนที่มุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะทำแต่ความดี และช่วยเหลือผู้อื่นพระพุทธเจ้าเมื่อระลึกชาติได้ ท่านไม่เพียงแต่พบจิตวิญญาณแห่งโพธิกลางใจของท่านเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน ท่านพบว่า เจตจำนงที่มุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะทำความดีเพื่อคนอื่นๆ อาจจะทำให้ท่านหลงทางได้
       
       ท่านจึงได้บทสรุปใหม่ว่า มรรควิธีมีความสำคัญมากก่อนอื่น ต้องพบมรรควิธี หรือเส้นทางที่ถูกต้องก่อนท่านจึงย้อนคิดไปถึงเรื่องราวคืนก่อนที่ท่านจะระลึกชาติได้หลังจากท่านหันมาบริโภคอาหารตามปรกติ ในช่วงกลางคืน ขณะที่ท่านนั่งสมาธิ บรรดากิเลส ได้เข้ารุมเร้า เล่นงาน
       
       ท่านคิดจะสู้รบทำสงครามกับกิเลส แต่บรรดามารและกิเลสกลับยิ่งขยายตัว ราวกับว่าพญามารยกทัพใหญ่มาโอบล้อมท่าน ท่านพยายามต่อสู้ทำสงครามกับกิเลสทั้งคืน ไม่ว่าจะสู้เท่าไร ก็ไม่อาจจะเอาชนะมารได้จนพระแม่ธรณีมาช่วย เอาความเย็น หรือน้ำ มาช่วยขับไล่กิเลส
       
       นักศึกษาคนหนึ่ง คงฟังแล้วงงๆ เลยถามขึ้นว่า
       
       “อาจารย์กำลังบอกว่า มีพระแม่ธรณีจริงอีก ซิ”
       
       ผมหัวเราะและตอบว่า
       
       “เปล่าหรอก...นี่คือ การอธิบายเรื่องการตรัสรู้ตามพระไตรปิฎกเท่านั้น ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ เราก็จะพบเส้นทางที่พระพุทธเจ้าค้นพบในการเอาชนะมาร”
       
       อย่าลืมว่าเวลาที่มารหรือกิเลสคุกคามพระองค์นั้น ท่านนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่และใกล้น้ำคืนนั้นเป็นคืนที่สงบเย็นด้วยท่านจึงทำสมาธิ ดึงความสงบเย็นจากธรรมชาติ จากน้ำ จากลม จากต้นโพธิ์เข้าสู่ตัวเองท่านผูกจิตไว้กับธรรมชาติที่สงบเย็น เลิกคิดเปิดสงครามกับกิเลสจิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่สงบเย็น ช่วยให้พระองค์ชนะมารร้ายได้
       
       ผมย้ำว่าทั้งหมดที่กล่าว คือ การตีความของผมนะ
       
       ท่านได้บทสรุปในคืนนั้นว่า
       
       จะค้นพบ ‘เส้นทาง’ หรือ ‘มรรควิธี’ ที่ถูกมีความสำคัญอย่างยิ่งเริ่มจากจิตที่สงบเย็น และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม (ชาติ) ที่สงบเย็น ไม่ต้องไปหลงทรมานร่างกาย ก็สามารถเอาชนะกิเลสร้ายได้ (ยังมีต่อ)

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071170
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
จันทน์
Hero Member
*****
กระทู้: 2914


ดูรายละเอียด
« ตอบ #56 เมื่อ: 19 มิถุนายน 2008, 04:14:53 AM »

สงครามทวิภพ แต่งตำรารัฐศาสตร์ใหม่ (จบ)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 18 มิถุนายน 2551 17:27 น.
 
 
       สวรรค์ นรก มีจริงไหม
       
        นักศึกษาคนเดิมยังถามต่อว่า
       
       “อาจารย์ครับ ผมเข้าใจเรื่องวิญญาณและภพชาติแล้ว ขอถามอาจารย์อีกสักเรื่องหนึ่งว่า เรื่อง สวรรค์ นรก มีจริงไหมครับ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “พวกคุณก็น่าจะรู้คำตอบผมแล้ว มีก็ได้ ไม่มีก็ได้” และผมก็หัวเราะ
       
       นักศึกษาคนนั้นกล่าวย้ำว่า
       
       “ผมอยากรู้จริงๆ เพราะมีเพื่อนบางคนนั่งสมาธิ แล้วบอกว่า ไปสวรรค์ ไปนรก ได้ ไม่รู้ว่าพวกเขาหลงงมงายไปหรือเปล่า”
       
       ผมจึงตอบว่า
       
       “ถ้าอยากจะเข้าใจเรื่องนี้กันจริงๆ ผมจะลองเล่านิทานให้ฟังอีกสักเรื่องหนึ่ง”
       
       ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดอกไม้งดงามมากดอกหนึ่ง กำเนิดขึ้นบนสวรรค์ ดอกไม้นี้งดงามมากจนทำให้เหล่านางฟ้าและเทวดาอยากได้ไปครอบครอง
       
       เกิดสงครามการต่อสู้แย่งชิงกัน ในช่วงสงคราม ดอกไม้งามพลัดตกจากสวรรค์ ลงสู่โลกมนุษย์
       
       ดอกไม้งามตกลงในโคลนตม ความงามที่มีอยู่ก็หายไป กลายเป็นดอกไม้สกปรก ไร้ค่า ไม่มีใครสนใจ
       
       ดอกไม้ดีใจมากที่ตนเองไร้ความงาม และไม่มีใครสนใจ เพราะดอกไม้ได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบเสียที
       
       แต่ถึงอย่างไร ดอกไม้ก็ยังคงคิดถึงสถานที่ที่เกิดคือ สวรรค์ (ติดภพ) อยากจะกลับไปอยู่สรวงสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง ดอกไม้จึงพยายามทำทุกทางที่จะกลับไปอยู่สวรรค์อีกครั้งหนึ่ง
       
       แต่จะทำอย่างไร พยายามเท่าไหร่ ก็หาทางไม่พบ ในที่สุดก็ประกาศยอมตายโดยไม่ยอมทานอาหาร
       
       พระอินทร์สงสารดอกไม้มาก จึงลงมาช่วยดอกไม้
       
       ท่านสร้างนิมิตให้ดอกไม้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โคลนตมที่ติดดอกไม้ถูกสลัดหลุดไป ดอกไม้จึงทั้งใหญ่ ทั้งงามยิ่ง...ใหญ่จนเท่ากับดินแดนที่เรียกว่า สวรรค์ แล้วพระอินทร์ถามดอกไม้ว่า
       
       “เจ้าพบ สวรรค์ แล้วหรือยัง”
       
       เจ้าดอกไม้มองไปรอบๆ ก็ตอบว่า “พบแล้ว....... พบแล้ว ..........”
       
       ผมย้อนถามนักศึกษาว่า
       
       “เข้าใจสรวงสวรรค์ในความหมายของผมหรือยัง”
       
       นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวว่า
       
       “อาจารย์กำลังบอกว่า สวรรค์มีอยู่ทุกแห่ง แม้แต่ตัวเราใช่ไหม”
       
       ผมกล่าวขยายความต่อว่า
       
       ถ้าเราตระหนักรู้ หรือเชื่อหลักฟิสิกส์ใหม่ ที่ว่า ‘โลกและจักรวาลทั้งหมดคือหนึ่งเดียวกัน’
       
       เราก็จะรู้ว่า โลกใบนี้ ก็คือ ส่วนหนึ่งของสรวงสวรรค์
       
       เวลากลางคืน ลองมองดวงดาวต่างๆ ยามค่ำคืน มองท้องฟ้า เราจะพบจักรวาลที่งดงามอย่างยิ่ง ถ้าเราตีค่าว่า สวรรค์ คือ ดินแดนแห่งความสวยสดงดงามอย่างยิ่ง เราจะพบสวรรค์
       
       โลกใบนี้ ดาวทุกดวง รวมทั้งเราทุกคน ก็คือส่วนหนึ่งของสวรรค์ เช่นกัน เพราะเราทุกคนคือ ลูกของโลกใบนี้ และ เราคือลูกของจักรวาลที่งดงามและยิ่งใหญ่
       
       มนุษย์นับแต่กำเนิด ได้เคยอาศัยอยู่ในโลกที่งดงามและอุดมมาก เราเริ่มชีวิตจากสัตว์เซลล์เดียวในน้ำ และค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นในน้ำ
       
       อยากเห็นสวรรค์ไหม?
       
       ลองดูสารคดี ชีวิตปลาที่แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเลลึก เราก็จะพบสวรรค์ใต้น้ำ
       
       ใต้ทะเลใหญ่มีธรรมชาติที่งดงามและอุดมยิ่ง
       
       แต่อย่าลืมว่า ธรรมชาตินั้นมีกฎแห่งความเป็นอนิจจังดำรงอยู่ สวรรค์ก็อาจจะแปรเปลี่ยนเป็น นรกได้
       
       วันนี้ สวรรค์ หรือโลกที่เราอาศัยอยู่ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นนรกไปแล้ว เพราะเราไม่ตระหนักรู้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่นี้
       
       ในยุคที่ผ่านมา เราถูกครอบด้วยอวิชชา หรือความเชื่อว่าเราต้องเอาชนะธรรมชาติ และธรรมชาติคือ ศัตรูของเรา
       
       จนวันนี้ เราได้ทำลายธรรมที่อุดมและงดงามลง จนเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นมากมาย
       
       แต่ถึงอย่างไร นรกก็สามารถแปรกลับเป็นสวรรค์อีกครั้งหนึ่งได้ ถ้าเราสามารถอภิวัฒน์จิตใจ (ความคิดและความเชื่อ) หรือรื้อสร้างจิตวิญญาณของเราใหม่หมด
       
       เริ่มจากการมีจิตใจที่งดงาม...เริ่มจากการให้ความรักต่อธรรมชาติ ให้ความรักและเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์
       
       ปรัชญาตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาพุทธ ชี้ตรงไปที่ใจ
       
       ใจที่งดงามมากๆ เท่านั้น จึงจะสร้างโลกใหม่ที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ได้
       
       ดังนั้น จะเปลี่ยนนรกให้กลับเป็นสวรรค์ ควรเริ่มต้นที่ใจงดงามก่อน เพราะถ้าใจไม่งดงามพอ เราก็สร้างได้แค่นรกเท่านั้น
       
       บทสรุป
       
       วิกฤตการเมืองแบบไทยๆ ได้ช่วยเปิดโลกการเมืองในมิติที่เกี่ยวเนื่องกับจิตวิญญาณ เรื่องภพ เรื่องชาติ สวรรค์ นรก ขึ้น
       
       เพื่อนๆ ผม มักจะโจมตีท่านอดีตนายกฯ กล่าวหาท่านว่า ‘เลว ใช้ไม่ได้เลย’
       
       ผมกลับคิดว่า ท่านดียิ่ง เพราะท่านมีส่วนช่วยให้ผู้คนทั้งประเทศสนใจการเมือง และตื่นตัวทางการเมือง
       
       สิ่งสำคัญ ท่านช่วยให้เราต้องเข้าใจไม่เพียงแต่เรื่องวิกฤตการเมืองประเทศไทยเท่านั้น ท่านยังต่อภาพให้คนไทยต้องเรียนรู้เรื่องโลกาภิวัตน์ด้วย
       
       และข้อสำคัญอีกเช่นกัน ท่านได้ช่วยเปิดโลกทางจิตวิญญาณให้เราต้องศึกษาด้วย
       
       เราได้ศึกษาเรื่อง อัตตา หรือตัวตน ที่ติดหลงความโลภ โกรธ หลง ที่สลัดหลุดได้ยากยิ่ง
       
       บรรดาคนที่ติดหลงอยู่กับความโลภ ความโกรธ และความหลงที่ยิ่งใหญ่ จะมีพลังจิตที่ยิ่งใหญ่มาก มากเหนือกว่าคนธรรมดา
       
       พลังจิตที่ยิ่งใหญ่นี้ ก่อเกิดจากการติดหลงในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง หลงในอำนาจและเงินตรา ผู้คนเหล่านี้สามารถติดหลงแบบข้ามภพและข้ามชาติได้ด้วย
       
       บางคนไม่ได้ติดหลงว่า ตัวเองยิ่งใหญ่ในชาตินี้ และชาติหน้าเท่านั้น ยังหลงในความยิ่งใหญ่ของตนในอดีตชาติด้วย
       
       สงครามทวิภพจึงก่อตัวขึ้น
       
       ทั้งหมด กล่าวอย่างสรุปคือ เรื่องราวของเวรกรรม ไม่ใช่กรรมของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น เวรกรรมนี้ยังสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกรรมร่วมของคนทั้งชาติ
       
       นอกจากนี้ ต้องเข้าใจว่า มิติในแง่จิตวิญญาณนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณร่วมของกลุ่มคน หรือชนชั้นผู้นำระดับโลก
       
       พวก Superclass หรือ พวกอภิ-อภิมหาร่ำรวย ไม่เพียงแต่มีอำนาจครอบโลกเท่านั้น พวกเขากำลังทำลายโลกเพราะพวกเขากำลังหากินกับการปล้นโลกนี้ทั้งใบ
       
       พวกเขาล้วนติดหลงอยู่กับความโลภ ความโกรธ และความหลงอย่างยิ่ง ติดหลงจนงมงาย
       
       คนกลุ่มนี้แม้ร่ำรวย มีเงินเป็นแสนๆ ล้าน รวยจนไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปใช้อะไร แต่ก็ไม่สามารถหยุดหาเงินได้
       
       โลกทั้งใบจะหายนะ จะวิกฤตแค่ไหน ผู้คนจะอดอยากล้มตายนับพันล้านคน คนจะตายด้วยสงครามเท่าไหร่ พวกเขาไม่เคยสนใจ เขาก็คิดได้เพียงแค่คำว่า “หากำไร”
       
       วันนี้ สิ่งที่น่ากลัว คือ ความละโมบ ทำให้พวกเขา หรือ Superclass จำนวนหนึ่ง หันมาสนใจประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกเขาต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการมาปั่นราคาข้าวและราคาพืชผล
       
       ถ้าเขาทำสำเร็จ ประชาชนทั่วโลกนับพันล้านคนจะเดือดร้อน และอดอยากล้มตาย
       
       โลกทั้งใบจะเกิดกลียุค
       
       เราชาวไทยต้องช่วยกันสกัดกั้นความพยายามของคนเหล่านี้ สกัดไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐไทย และควบคุมเหนือระบบเกษตรกรรมของไทย
       
       นี่คือ หน้าที่ทางประวัติศาสตร์(โลก) ของเราชาวไทยทุกคน
       
        จนกว่าจะพบกันอีก
       
       ยุค ศรีอาริยะ
 
 
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000071738
บันทึกการเข้า

เดือนเด่นคืนเพ็ญเห็นทาง           เดือนมืดมิอ้างว้างก็เห็นหน
เดือนเลื่อนมิเคลื่อนกลางใจคน    มีกมลสว่างสู้สู่เส้นชัย
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #57 เมื่อ: 08 สิงหาคม 2008, 13:29:44 PM »

คัดจากผู้จัดการรายวัน

ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’กับ ‘การปล้นโลกยุคใหม่’ (1)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 7 สิงหาคม 2551 15:29 น.
 
 
       ผลงานชิ้นที่แล้ว ผมเขียนเรื่อง วิวาทะเขาพระวิหาร โดยชี้ว่า การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทยที่ได้รับอิทธิพลหรือรับแนววิเคราะห์มาจากโลกตะวันตกเรื่องรัฐชาติ และย้ำเน้นความแตกต่างทางชนชาติแนวคิดนี้มีส่วนทำให้เราเข้าใจ ‘ตัวตน’ หรือ ‘ประวัติศาสตร์’ ของความเป็นไทยในอดีตที่ตายตัว แปรเปลี่ยนไม่ได้
       
       คนไทยในอดีตก็คือ ชาวสยาม หรือ เสียม หรือ คนในชนชาติไต จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ส่วนฝ่ายกัมพูชาคือ ขอม ไทยกับขอมจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และต้องทำสงครามสู้รบกัน
       
       วันนี้ พอเราหยิบประวัติศาสตร์กัมพูชามาอ่าน จะพบว่า ‘อารยธรรมกัมพูชา’ มีรากมาจากนครวัด และเมื่อหยิบประวัติศาสตร์ไทยขึ้นมาอ่านบ้าง ก็พบว่า ‘อารยธรรมของไทย’ เริ่มต้นมาจากอาณาจักรสุโขทัย
       
       เราไม่เคยตระหนักว่า นี่คือการเขียนประวัติศาสตร์ ‘ความเป็นขอม’ และ ‘ความเป็นไทย’ จากมุมมองและแนวคิดทางโลกตะวันตก แบบแยกเขาแยกเรา
       
       เราไม่เคยคิดว่าทั้ง ‘ไทย’ และ ‘กัมพูชา’ อาจจะมีฐานกำเนิดมาจากวัฒนธรรมนครวัดด้วยกันทั้งคู่
       
       ฐานคิดแบ่งแยกเขาและเราแบบที่ชัดเจนและเด็ดขาดเช่นนี้ มีที่มาจากแนวคิดในเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของบรรดาชนเผ่าต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นรากที่มาของวัฒนธรรมตะวันตก
       
       บรรดาชนเผ่าเหล่านี้ก่อกำเกิดขึ้น หรืออาศัยอยู่บนพื้นที่ที่ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์มากนัก อย่างเช่นในเขตหนาว หรือเขตทะเลทราย ความไม่อุดมของพื้นที่ทำให้ชนเผ่าต่างๆ ต้องทำสงคราม ต่อสู้ แย่งชิงพื้นที่ที่อุดม และปล้นชิงทรัพยากรจากชนเผ่าอื่น
       
       ถ้าเราดูหนังเรื่อง เจงกิสข่าน จะเข้าใจที่มาของสายคิดทางวัฒนธรรมแบบนี้ ที่ต้องอพยพโยกย้าย มีชีวิตอยู่กับการสู้รบ การปล้นชิง และสงครามตลอดเวลา
       
       วัฒนธรรมสายนี้มองโลกแบบแยกเขา แยกเรา แบ่งเป็นชนเผ่า เป็นชนชาติที่แน่นอน และเป็นที่มาของความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’ หรือ ‘ประเทศที่มีพรมแดน’ แน่นอน
       
       แต่ฐานวัฒนธรรมที่เรียกว่า ไทย ขอม มอญ ก่อกำเนิดขึ้นบนสายวัฒนธรรมลุ่มน้ำ มีวิถีชีวิตอยู่ในเขตหรือบนพื้นที่ลุ่มน้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
       
       ในสมัยโบราณ จำนวนพื้นดินที่อุดมมีมาก มากกว่าจำนวนผู้คนที่อาศัยอยู่ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงพื้นที่และทรัพยากรจึงไม่เกิดขึ้นมากนัก คนเหล่านี้มีชีวิตวัฒนธรรมที่ค่อนข้างสงบ มีการผสมประสานกันทางชนชาติ และวัฒนธรรมค่อนข้างสูง
       
       เกือบทุกพื้นที่ในแต่ละลุ่มน้ำ หรือในแต่ละเมือง เราจะพบคนต่างชนชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่งงานกัน มีทั้งที่นับถือศาสนาหรือความเชื่อเดียวกัน หรือต่างกัน ทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ราวว่า ทุกคนคือญาติพี่น้องกัน และสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันได้
       
       วัฒนธรรมสายน้ำจึงเป็นที่มาของวัฒนธรรมแบบเปิด และวัฒนธรรมแบบผสมประสาน รวมทั้งเป็นที่มาของวัฒนธรรมแบบบ้านพี่เมืองน้อง
       
       บรรดาชุมชนตามลุ่มน้ำจึงเปิดรับวัฒนธรรมจากที่ต่างๆ และแปรเปลี่ยนไปตามความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์
       
       วัฒนธรรมที่รุ่งเรือง ซึ่งก่อตัวขึ้นในแต่ละช่วงก็ไม่จำเป็นต้องมีฐานกำเนิดในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง แต่สามารถก่อเกิดขึ้นจากดินแดนที่อยู่ห่างไกลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก อินเดีย และจีน
       
       ‘ความเป็นมอญ’ และ ‘ความเป็นขอม’ ในอดีตจึงเชื่อมกับ ‘ความเป็นอินเดีย’ ทางวัฒนธรรมในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์
       
       ทั้ง ความเป็นมอญ และความเป็นขอม เมื่อก้าวสู่ช่วงรุ่งเรืองสูงสุดก็สามารถพัฒนากลายเป็น ‘ใจกลาง’ หรือ ‘ศูนย์กลาง’ ทางวัฒนธรรมของผู้คนและชนชาติต่างๆ ในดินแดนแถบนี้ได้เกือบทั้งหมด
       
       วัฒนธรรมในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสายวัฒนธรรมโลก และแปรเปลี่ยนไปตามพลวัตของวัฒนธรรมโลกโบราณ และยังกลายเป็นศูนย์สำคัญในการผลิตซ้ำวัฒนธรรมโลกในสมัยโบราณ (โลกที่ไร้พรมแดนทางวัฒนธรรมมาตั้งแต่ยุคโบราณกาล)
       
       ดังนั้น การเข้าใจการเคลื่อนตัวของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมในกรอบของประเทศ (รัฐชาติ) และกรอบชนชาติที่ตายตัว จึงจำกัดอย่างยิ่ง
       
       ในผลงาน วิวาทะเขาพระวิหาร ผมจึงเสนอความคิดว่า “ไทย คือมอญในยุคทวารวดี และสามารถแปรเปลี่ยนมาบริโภควัฒนธรรมขอมในยุคที่นครวัดรุ่งเรือง และต่อมาก็แปรเปลี่ยนเป็นสายวัฒนธรรมแบบพุทธ และพราหมณ์แบบอยุธยา ในยุคที่อยุธยารุ่งเรือง”
       
        หากเข้าใจเช่นนี้ เขาพระวิหาร นครวัด และปราสาทหินทั้งหมด ก็เกี่ยวพันโดยตรงกับการเกิดก่อขึ้นของวัฒนธรรมที่เรียกว่า ‘ไท หรือ เสียม’ ที่มีมาจนถึงทุกวันนี้
       
       สังคมศาสตร์ในกรอบ ‘รัฐชาติ’ หรือ ‘ประเทศ’
       
       กรอบคิดเรื่อง ‘รัฐชาติ’ ไม่เพียงแต่สร้างมายาคติต่อการเข้าใจเรื่อง ‘ความเป็นไทยในอดีต’เท่านั้น ยังสามารถสร้างมายาคติต่อการเรียนรู้และการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในโลกปัจจุบัน
       
       ไม่นานมานี้ ผมต้องไปวิจารณ์ผลงานทางสังคมศาสตร์ชิ้นหนึ่ง งานชิ้นนี้ดูไม่ต่างจากงานวิทยานิพนธ์ทั่วไป (ทั้งวิทยานิพนธ์ปริญญาโท และปริญญาเอก) วิทยานิพนธ์เหล่านี้ล้วนวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ภายในกรอบว่าด้วย ‘ประเทศไทย’ หรือ ‘รัฐไทย’
       
       นี่คือ มายาศาสตร์แบบหนึ่งในนามของสังคมศาสตร์ และสะท้อนถึงความล้มเหลวเกือบสิ้นเชิงของบรรดางานวิทยานิพนธ์ทางสังคมศาสตร์ที่ถูกผลิตขึ้นมาในประเทศไทย
       
       เรื่องราวของโลก (หรือระบบโลก) อาจจะพูดไว้บ้างในบทแรก คล้ายกล่าวอ้างถึงในเชิงบทนำของงานเท่านั้น
       
       อย่างเช่นในบทนำ หรือบทแรก ผู้เขียนจะเริ่มด้วยการกล่าวว่า โลกปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวสู่ช่วงโลกาภิวัตน์ และอธิบาย ‘โลกาภิวัตน์’ ว่าคืออะไรอย่างคร่าวๆ แล้วก็จบกันไป หลังจากนั้น ก็หันกลับมาวิเคราะห์เรื่องราวที่ก่อเกิดขึ้นในประเทศไทยราวกับว่า นี่คือความจริง 2 ตอนที่เชื่อมกันเท่านั้น แต่ไม่ได้ผนวกเป็นหนึ่งเดียวกัน
       
       เราไม่ตระหนักว่า ทุกวันนี้ ‘ความจริงในชุดที่เรียกว่าระบบโลก’ กับ ‘ความจริงที่เรียกว่าประเทศไทย’ คือ สองความจริงที่ซ้อนทับกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หรือจะกล่าวว่า ประเทศไทยได้กลายเป็นส่วนที่แยกไม่ออกจากระบบโลกไปแล้ว.....และไปนานแล้ว
       
       การเรียนรู้โลกแบบแยกส่วน แยกเฉพาะประเทศไทยนี้ ส่งผลให้นักวิชาการไทยปัจจุบันไม่สามารถเข้าใจความสำคัญของระบบโลก และความซับซ้อนของวิกฤตการณ์ที่ก่อเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน
       
        นอกจากนี้ ความไม่เข้าถึงความสลับซับซ้อนของระบบโลกและวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้เราคิดแก้ปัญหาอะไรแบบง่ายๆ
       
       บางกลุ่มที่รักชาติมากๆ ก็คิดกันง่ายๆ ว่า ‘แค่ก่อรัฐประหารครั้งใหม่ ตั้งรัฐบาลใหม่ คิดการเมืองใหม่ เอาคนดีเข้ามาปกครอง แล้วประเทศจะรุ่งเรืองขึ้นได้อีกอย่างง่ายๆ’
       
       รัฐประหาร 19 กันยา ได้สะท้อนมุมกลับต่อความเชื่อเรื่องคนดี และแก้ปัญหาแบบง่ายๆ
       นอกจากนี้ ความล้มเหลวของรัฐประหาร 19 กันยา มีส่วนช่วยทำให้ระบอบทักษิณฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
       
       ปัจจุบัน เราต้องตระหนักว่าโลกนี้ คือระบบโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีความสลับซับซ้อนและยากจะแก้ไข
       
       วันนี้ทุกปัญหาวิกฤตได้กลายเป็นปัญหาที่เกินว่ากรอบประเทศ ปัญหาที่ประชาชนคนไทยเจอก็คือ ปัญหาที่คนเวียดนาม คนจีน และคนอเมริกันต้องเผชิญ
       
       ปัจจุบัน วิกฤตโลกทุกกระแสได้กลายเป็น ‘วิกฤตร่วมของคนทั่วโลก’
       วันนี้ ไม่มีที่ไหนที่ไม่ต้องเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม และไม่มีที่ไหนในโลกที่ไม่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ เริ่มจากน้ำมันราคาแพง วิกฤตเงินเฟ้อ และตามด้วยวิกฤตข้าวยากหมากแพง
       
       ในเวลาเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ก็นำสู่การผันผวนทางการเมืองในระดับประเทศ จนกล่าวได้ว่า บรรดารัฐในโลกที่สามกำลังจะต้องเผชิญวิกฤตการเมืองที่ปั่นป่วนและวุ่นวาย
       
       ที่สำคัญ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตวัฒนธรรม (การแพร่ขยายของวัฒนธรรมน้ำเน่า ยาเสพติด ความรุนแรง และการค้ามนุษย์) พร้อมๆ กับการขยายตัวขึ้นของวิกฤตด้านสุขภาพ
       
       สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็เพียงแต่ว่า แต่ละประเทศจะมีความรุนแรง และมีลักษณะเฉพาะของวิกฤตที่แตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น
       
        นี่คือ สภาวะที่โลกทั้งใบเผชิญวิกฤตที่คล้ายกัน และเป็นวิกฤตที่ซ้อนทับกัน หนุนเนื่องซึ่งกันและกัน แบบหลายวิกฤตในเวลาเดียวกันเกือบทั่วทุกมุมโลก
       
       นี่สะท้อนว่า ระบบโลกทั้งใบกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่
       
       เวลาที่เกิดวิกฤตขนาดใหญ่ขึ้น คนไทยส่วนหนึ่งมักจะชอบหาแพะมารับบาป
       ในกรณีของประเทศไทย แพะตัวแรกคือ คุณทักษิณ และระบอบทักษิณ แพะอีกตัวหนึ่งคือ อำมาตยาธิปไตย
       
       บางฝ่ายเชื่อว่า ถ้าสามารถจัดการคนเพียงคนเดียว เรื่องราวทั้งหลายก็คงจะ...จบลง
       จริงหรือ? หาก “ฆ่า” ...........วิกฤตที่รุนแรงทุกด้านจะจบสิ้นลง
       
       บางฝ่ายก็หันไปโทษว่า พลังที่ล้าหลังที่สุดซึ่งสกัดกั้นการพัฒนาการของสังคมไทยและกดขี่ขูดรีดประชาชนไทยหนักหน่วงที่สุดคือ พวกเจ้า และพวกอำมาตยาธิปไตย
       
       จำได้ว่าเคยมีเพื่อนคนหนึ่งถามผมเรื่องนี้ เพราะเขาชักไม่แน่ใจว่ารากของปัญหาคือ ระบอบทักษิณ หรือว่าคือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย กันแน่
       
       ผมตอบว่า
       “แนวการมองหาแพะแบบนี้ ดูท่าจะหลงวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยภายใต้กรอบประเทศไทยอยู่นะ”
       
       กล่าวง่ายๆ คือ คนไทยยังมองโลกในกรอบรัฐชาติ หรือประเทศไทยอยู่
       
       ผมย้อนถามเพื่อนกลับไปว่า
       “ปัจจุบัน เราสามารถเข้าใจการเมืองไทย เศรษฐกิจไทย และวัฒนธรรมไทยเฉพาะในกรอบประเทศไทยได้จริงๆ หรือ”
       
       เพื่อนตอบว่า
       “น่าจะไม่ได้”
       
       ผมขยายต่อความ ว่า
       บรรดานักสังคมศาสตร์ไทยจะวิเคราะห์ภายใต้กรอบคำว่า ‘ไทย’ อยู่เสมอ หากเราคิด หรือวิเคราะห์สังคมไทยภายใต้กรอบ ‘ไทย’ นี้ เราอาจจะได้คำตอบอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคิดในกรอบระบบโลก เราอาจจะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง
       
       ปัจจุบัน ถ้าจะเข้าใจประเทศไทย ก่อนอื่น เราอาจจะต้องเดินออกจากกรอบ ‘ไทย’ เปิดมุมมองโลกให้กว้างที่สุด แล้วจึงหันกลับมามองที่ประเทศไทย
       
       ถ้าเราศึกษาเรื่องระบบโลก เราจะพบว่า ‘ทุนโลก’ ที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ คือพลังสำคัญที่สุดซึ่งกำลังแผ่อำนาจครอบโลก และปล้นโลกใบนี้ทั้งใบ
       
       คิดง่ายๆ ปัจจุบันราคาน้ำมันแพง เกิดวิกฤตเงินเฟ้อและฝืดในเวลาเดียวกัน
       ใครเล่าที่อยู่เบื้องหลังการขึ้นของราคาน้ำมัน?
       ใครเล่าหากำไรจากความทุกข์ของคนทั่วโลก?
       วันนี้ มีการปั่นราคาวัตถุดิบ ปั่นราคาข้าว และปั่นราคาพืชผลของโลกอีก
       
       ใครเล่าได้กำไร?
       
       คำตอบคือ บรรดากองทุนเก็งกำไรระดับโลก รวมทั้งบรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่สามารถผูกขาดระดับโลก
       
       ปัจจุบัน ‘ทุนเก็งกำไรไร้พรมแดน’ สามารถหากำไรจากการก่อให้เกิดวิกฤต
       ยิ่งวิกฤต ยิ่งเพิ่มกำไร
       วิกฤตเหล่านี้ในเวลาเดียวกัน ได้กลายเป็นพลังอำนาจที่สามารถสกัดพัฒนาการของประเทศยากจนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
       ใครเล่า คือ พลังที่อยู่เบื้องหลังการก่อวิกฤต?
       ใครเล่าปล้นโลก และสกัดพัฒนาการของประเทศไทย?
       ประชาชนไทยเองเคยได้รับบทเรียนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญคือ ปรากฏการณ์ฟองสบู่พอง และแตกเมื่อปี 2540
       
       ใครเล่าได้กำไรมหาศาลในช่วงที่ฟองสบู่พองตัว และใครเล่าได้กำไรอีก และอยู่เบื้องหลังการแตกครั้งนั้น !
       
       คำตอบคือ ทุนเก็งกำไรที่ไร้พรมแดนได้ไปเต็มๆ
       มีคนไทยบางกลุ่มก็ได้ประโยชน์เช่นกัน อย่างเช่น กลุ่มทุนที่คนไทยเรียกว่า ทักษิโณมิกส์ แต่หากจะตอบว่า ฝ่ายทักษิโณมิกส์ คือต้นตอของหายนะทั้งหมด ก็คงจะผิด
       
       หลังรัฐประหาร19 จะกล่าวหาว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยชั่วร้าย เลวทรามสุดๆ เพราะไปสกัดกั้นพัฒนาการ ก็ผิดอีกเช่นกัน เพราะการรัฐประหารครั้งนั้นเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบโต้ หรือสกัดกั้นการขยายอำนาจของฝ่ายโลกาภิวัตน์ และทักษิโณมิกส์เท่านั้น
       
       วันนี้ รากของวิกฤตโลกและวิกฤตไทยมีที่มาที่เดียวกัน ซึ่งก่อเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวของกระแสโลกาภิวัตน์
       
       กระแสโลก ‘กระแสโลกาภิวัตน์’ นี้ ในเวลาเดียวกันคือ การปล้นโลกครั้งใหม่ ในนามของการก่อเกิดอารยธรรมโลกใหม่ ที่อ้างว่าจะนำโลกสู่ความรุ่งเรืองสูงสุด (ยังมีต่อ) 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #58 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2008, 08:10:26 AM »

 
คัดจากผู้จัดการรายวัน

ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’กับ ‘การปล้นโลกยุคใหม่’ (2)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 11 สิงหาคม 2551 17:55 น.

 
 
       รัฐไทยกับสงครามล่าอาณานิคม
       
       กรณีเขาพระวิหารช่วยเตือนเราถึงเรื่องราวการล่าอาณานิคมยุคเก่า รวมทั้งย้ำเตือนถึงความสกปรกและความชั่วร้ายของบรรดาผู้นำชาติประเทศตะวันตกในอดีต
       
       นับแต่ศตวรรษที่ 14 ถึง 19 ประเทศในโลกตะวันตกได้ทำสงครามไล่ล่าอาณานิคมไปทุกมุมโลก ประมาณ ค.ศ. 1800 พื้นที่ของโลกกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ตกอยู่ในฐานะเมืองขึ้น ประมาณ 100 ปีต่อมาตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์
       
       การไล่ล่าอาณานิคมนี้คือ การปล้นโลกสมัยเก่า มีเป้าหมายสำคัญคือ ทองคำ และเงิน รวมทั้งบรรดาแร่ธาตุที่มีค่าทั้งหมด
       
       การล่าอาณานิคมนี้จึงเป็นที่มาของความมั่งคั่งของบรรดารัฐมหาอำนาจในยุโรป
       
       ในสมัยนั้น แม้ว่าประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นอาณานิคม แต่ชนชั้นนำไทยจำต้องเสียดินแดนขนาดเกือบเท่าพื้นที่ของประเทศไทยที่มีเหลืออยู่ในปัจจุบัน
       
       กรณีเขาพระวิหารเกิดขึ้นเนื่องจากเราต้องยกดินแดนให้ฝรั่งเศส สมัยนั้นฝ่ายฝรั่งเศสบอกเราว่า จะแบ่งดินแดนให้กับประเทศไทยโดยใช้สันปันน้ำเป็นตัวแบ่ง ชนชั้นนำไทยก็เข้าใจเช่นนั้น ฝรั่งเศสก็เขียนแผนที่ขึ้นชุดหนึ่ง แต่ตามแผนที่นี้ เขาพระวิหารซึ่งอยู่ในเขตสันปันน้ำด้านประเทศไทยกลับตกเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่รัฐไทยยกให้เขาด้วย
       
       มองแบบนี้ ก็น่าจะถือว่า เป็นความผิดของคนไทย เราโง่เอง เราไม่รอบคอบ และเราไม่เคยประท้วง แต่ต้องไม่ลืมว่า ในสมัยนั้น ชนชั้นนำไทยไม่เข้าใจความสำคัญของ “แผนที่” เพราะวัฒนธรรมไทยโบราณไม่เคยใช้แผนที่ในการแบ่งดินแดน
       
       เราเสียรู้ฝรั่งเศส
       
       ต่อมาก็ต้องแพ้คดีเขาพระวิหาร
       
       แต่เราก็พยายามสงวนสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์ไว้
       
       ข้อที่น่าสังเกตคือ ชนชั้นนำไทยในเวลานั้นไม่กล้าแม้แต่จะต่อสู้ คัดค้านคำตัดสินของศาลโลกอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าถ้าเคลื่อนไหวต่อสู้มากไปจะเกิดการขยายตัวของลัทธิชาตินิยมในหมู่ประชาชน และคนไทยจะลุกขึ้นต่อต้านบรรดาต่างชาติที่รุกรานไล่ล่าอาณานิคม
       
       ทำไมชนชั้นนำไทยในสมัยนั้นจึงหวาดกลัวการเกิดขึ้นของ ‘ลัทธิชาตินิยม’ อย่างมากๆ
       
       คำตอบก็คือ สมัยนั้นอยู่ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ซึ่งขึ้นมามีอำนาจจากการปฏิวัติรัฐประหารภายใต้การสนับสนุนจากจักรวรรดิมหาอำนาจอเมริกา
       
       บรรดาชนชั้นนำอเมริกันกลัวการแพร่ระบาดของลัทธิชาตินิยมอย่างมาก เพราะลัทธิชาตินิยม(โดยเฉพาะในย่านเอเชีย) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม
       
       ตอนนั้น สหรัฐอเมริกากำลังต้องรุกรบกับบรรดาประเทศต่างๆ ในย่านนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตเมืองขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา หรือเวียดนาม ทุกประเทศล้วนใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นพลังหลักและเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำสงครามต่อต้านผู้รุกรานต่างชาติ
       
       ดังนั้น ชนชั้นนำไทยซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับอเมริกา จึงไม่กล้าปลุกให้คนไทยลุกขึ้นสู้กับต่างชาติ และต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม
       
       นี่คือ กรรมเวรของประเทศ
       
       เรื่องเขาพระวิหารจึงถูกปล่อยทิ้งไว้
       
       ไม่มีแม้แต่ความพยายามที่จะอุทธรณ์ หรือคิดต่อสู้คดีความใหม่
       
       ถือได้ว่า นี่เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ซึ่งสืบทอดมาจนทุกวันนี้
       
       วันนี้ เรากำลังจะสูญเสียดินแดนอีกครั้งหนึ่ง
       
       แต่ชนชั้นนำไทยบางฝ่าย และนักวิชาการไทยจำนวนหนึ่งออกมาเคลื่อนไหว และสร้างความรู้สึกเกลียดกลัวลัทธิชาตินิยมจนเข้าไส้
       
       นักวิชาการบางท่านถึงกับลุกขึ้นประณามว่า ลัทธิชาตินิยมนี้ชั่วร้ายสุดๆ หาดีไม่ได้เลย
       
       แค่เสียดินแดนไปบ้าง เสียรู้ฝรั่งเศส เสียรู้พวกเขมรไปบ้าง จะเป็นอะไร!!
       
       แต่ถึงอย่างไร กรณีเขาพระวิหารครั้งนี้ ก็มีส่วนช่วย อย่างน้อยที่สุดก็ให้เราตระหนักถึง “อันตรายของลัทธิล่าอาณานิคม”
       
       การไล่ล่าอาณานิคมในสมัยก่อน มีส่วนช่วยให้เราเข้าใจการเรียนรู้เรื่องราวของระบบโลกที่เกินกว่ากรอบของประเทศ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจว่า อะไรคือจักรวรรดินิยม เราก็ไม่สามารถเข้าใจเรื่องการปล้นโลกและการเสียดินแดนได้
       
       น่าเสียดาย.....ที่ประเทศไทยไม่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นโดยตรง เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในย่านนี้ คนไทยปัจจุบันจึงมองไม่เห็นอันตรายของลัทธิล่าเมืองขึ้น และไม่รู้ค่าของลัทธิชาตินิยมเท่าที่ควร
       
       ทำไม...เราเสียท่ากัมพูชาอีก?
       
       เหตุผลง่ายๆ ประการหนึ่งคือ ผู้นำกัมพูชาคิดในกรอบของระบบโลก เพราะเขาเคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส
       
       ผู้นำกัมพูชาพยายามที่จะยึดเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชามานานแล้ว แต่พวกเขารู้ว่า ไทยคงไม่ยอม และที่ผ่านมาแม้ไทยจะแพ้คดีเขาพระวิหาร แต่จะถือว่าทางกัมพูชาครอบครองเขาพระวิหารอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้เพราะทางขึ้นยังอยู่ในเขตประเทศไทย จะขึ้นจะลงได้ ต้องใช้กุญแจสองดอก ดอกหนึ่งทางไทยถือ อีกดอกหนึ่งทางกัมพูชาถือ
       
       ดังนั้น ผู้นำกัมพูชาจึงรู้ว่า ‘วิธีการ’ ที่จะยึดครองเขาพระวิหารอย่างสมบูรณ์แบบต้องอาศัยมือขององค์กรโลก อย่างเช่น สถาบันมรดกโลก รวมทั้งใช้ความโลภของชนชั้นนำไทยบางกลุ่มที่หวังหาประโยชน์ส่วนตัวจากทางกัมพูชา
       
       ทางการกัมพูชาได้วางแผนเรื่องนี้มานานนับ 10 ปี ตั้งสถาบันเพื่อดูแลเรื่องนี้มาตลอดชื่อว่า ‘อัปสรา’ ประสานความร่วมมือกับชาวฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอเมริกา แอบดำเนินการเรื่องนี้อย่างลับๆ
       
       พวกเขาช่วยกันลดเงื่อนไขหรือกฎ เรื่องให้ขึ้นมรดกโลก เพื่อให้ทางกัมพูชาขึ้นได้โดยฝ่ายเดียว โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเทศไทย
       
       สำหรับพื้นที่ที่รอบๆ เขาพระวิหาร ซึ่งทางการไทยถือว่าอยู่ในเขตประเทศไทย ก็ให้มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้น ซึ่งมีผู้แทนจากหลายประเทศ รวมทั้งผู้แทนจากประเทศไทยเข้ามาควบคุมดูแล
       
       นี่ถือว่า ชาญฉลาด และฉลาดกว่าฝ่ายไทยมาก
       
        ข้อสำคัญ นี่สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำกัมพูชา ที่เข้าใจความสำคัญของระบบโลก และสถาบันโลก รู้จักใช้กลไกของระบบโลกทั้งใบมากดดันประเทศไทย
       
        โลกทางภูมิปัญญาของชนชั้นนำไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบประเทศไทย
       
       ชนชั้นนำไทยจึงรู้แต่วิธีทำสงครามรักษาป้องค่าย
       
       ในขณะที่ผู้นำกัมพูชารู้ว่า จะค่อยๆ ล้อมกรอบ และทำลายป้อมค่ายได้อย่างไร
       
       ผู้นำกัมพูชารู้ว่า ต้องสร้างพันธมิตรในระดับโลก
       
        พอทางไทยเปิดสงครามรักษาป้อมค่าย (เคลื่อนกำลังรบ) ทางกัมพูชาก็พยายามโยนกรณีเขาพระวิหารให้องค์การสหประชาชาติเข้ามาช่วยแก้ไข
       
       นี่คือ ‘ไทยกับโลก’ หรือ ‘ไทยที่มีชีวิตอยู่ภายในกรอบประเทศไทย’
       
       ราวกับกบที่หลงอยู่ในอ่างใบเล็กๆ ที่เรียกว่า....“ที่นี่ประเทศไทย” (ยังมีต่อ)
 
 
 
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #59 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2008, 21:40:14 PM »

ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’กับ ‘การปล้นโลกยุคใหม่’ (จบ)
 
โดย ยุค ศรีอาริยะ 13 สิงหาคม 2551 17:07 น.
 
 
       การปล้นโลกยุคใหม่
       
       ความเชื่อเรื่อง ‘รัฐชาติ’ (Nation-State) ก่อกำเนิดขึ้นจากทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ (ตะวันตก) หากผู้อ่านได้เรียนวิชารัฐศาสตร์ เราจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานว่าด้วยรัฐ วิชานี้จะให้ภาพว่า ‘รัฐคืออะไร’ คำตอบก็คือ ‘รัฐ คือดินแดนที่มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ และมีจำนวนประชากรแน่นอน’
       
        นี่คือตำราฝรั่ง ที่พร่ำสอนนักศึกษาไทย
       
       แปลก...แต่ก็จริง ตำรารัฐศาสตร์ว่าด้วยรัฐของฝรั่งนี้ กลับไม่มีตำราว่าด้วยรัฐในระบบ Empire หรือ รัฐมหาอำนาจขนาดใหญ่ ให้คนไทยได้เรียนรู้
       
        ทำไม...ตำรารัฐศาสตร์สอนเฉพาะเรื่องรัฐชาติ แต่กลับไม่สอนเรื่อง Empire ทั้งๆ ที่บรรดารัฐมหาอำนาจในโลกตะวันตก อย่างเช่น สเปน โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา มีฐานะเป็น Empire ขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น
       
       คำตอบที่ผมพอคิดได้คือ หากคนไทยเรียนรู้เรื่องกำเนิด และการดำรงอยู่ของ Empire ในโลกตะวันตก คนไทยและคนในโลกที่สามจะตระหนักถึงความสำคัญของระบบโลก และรู้ถึงความเลวร้ายของลัทธิการล่าอาณานิคม รวมทั้งเรียนรู้ว่า บรรดารัฐยุโรปและรัฐอเมริกาปัจจุบันล้วนแต่เติบใหญ่ขึ้นมาจากการล่าอาณานิคมและการปล้นโลกด้วยกันทั้งนั้น
       
       เกือบ 700 ปีที่ผ่านมา ‘การล่าอาณานิคม’ และ ‘การปล้นโลก’ คือที่มาของความมั่งคั่ง และความรุ่งเรืองของชาติมหาอำนาจตะวันตก
       
       พอระบบโลกก้าวถึงยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ สงครามการล่าอาณานิคมแบบเก่าดูราวจะสิ้นสุดลง แต่การครอบโลกและการปล้นโลกหาได้สิ้นสุดลงไม่
       
       รูปแบบการปล้นโลกเปลี่ยนไปจากการล่าอาณานิคม.....สู่การหากำไรจากสงคราม กับการผูกขาดการค้าน้ำมัน และการค้ายาเสพติด
       
       ‘สงคราม น้ำมัน และยาเสพติด’ ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของการหากำไรสมัยใหม่ และเป็นที่มาของคำว่า Turbo-Accumulation
       
       ในยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นใหญ่ วิธีหากำไรที่ง่ายที่สุดคือ การดำเนินสงคราม ยิ่งมีสงคราม และสงครามขยายตัว กำไรจากการค้าอาวุธและสินค้าอื่นๆ ด้านการป้องกันและความมั่งคงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
       
       แหล่งไหนที่มีทรัพยากรที่มีค่า ยิ่งกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายแก่การก่อสงคราม
       
       ปัจจุบัน สงครามก่อเกิดขึ้นเกือบทุกจุดที่เป็นแหล่งน้ำมันและแหล่งทรัพยากรอันมีค่าของโลก อย่างเช่นที่ตะวันออกกลาง และในย่านแอฟริกา (น้ำมันและทองคำ)
       
       แต่ย่านไหนที่ไม่มีทรัพยากรที่มีค่ามากนัก อย่างเช่นในละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเกิดสงครามขึ้นก็มีการขายอาวุธแลกกับยาเสพติด
       
       นี่คือ ที่มาของเฮโรอีนและโคเคนที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
       
       การค้ายาเสพติดจึงกลายเป็น ‘รายได้และกำไร’ มหาศาลของบรรดานายทุนค้าอาวุธเช่นกัน
       
       นี่คือ ที่มากำไร (พิเศษ) หลายรูปแบบ ที่ชนชั้นผู้นำ หรือ บรรดา Elite ของรัฐจักรวรรดิอเมริกาปล้นจากระบบโลก
       
       หากกล่าวอย่างสรุป การหากำไรแบบนี้ดำรงอยู่เบื้องหลังการประกาศสงครามเย็น และสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายในยุคปัจจุบัน
       
       เมื่อโลกก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ การหากำไรพิเศษแบบที่เรียกว่า Turbo-Accumulation ได้พัฒนารูปแบบขึ้นมาใหม่อีก
       
       ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ทุนอเมริกาเคลื่อนตัวใหม่ ออกจากการลงทุนตามปกติ เปลี่ยนสภาพเป็นทุนเก็งกำไร หรือทุนการพนัน
       
       แหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของทุนประเภทนี้คือ สหรัฐอเมริกา
       
       เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา มีการประเมินกันว่า ทรัพย์สินทางการเงินของทุนใหม่นี้มีค่ามากกว่า GDP ของประเทศอเมริกาประมาณ 4 เท่าตัว
       
       ทุกวันนี้ บรรดานักเก็งกำไรเหล่านี้ทำการซื้อขายเงินกันในตลาดเงิน (เพียงอย่างเดียว) มีมูลค่าถึงประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน เรียกว่า มากกว่าการค้าขายผลผลิตทั่วไปอย่างมหาศาล
       
       ทุนเก็งกำไรนี้ได้กลายสภาพเป็นทุนศูนย์กลางของระบบโลก มีฐานะครอบเหนือตลาดการเงิน และตลาดซื้อขายอื่นๆ ของโลกเกือบทั้งหมด
       
       ที่สำคัญ ทุนแบบนี้หากำไรจากวิกฤต (เศรษฐกิจ) ไม่ต่างจากทุนค้าอาวุธ (สงคราม) เช่นกัน
       
       ยิ่งเศรษฐกิจโลกวิกฤต และยิ่งเกิดการผันผวนของตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดซื้อขายสินค้าอนาคต ตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเก็งกำไรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
       
       ความไม่แน่นอน สงคราม และความผันผวนไปมาของระบบเศรษฐกิจจริง ค่าเงิน และอื่นๆ ได้กลายเป็นที่มาของการทำกำไร (มหาศาล)
       
       ประเด็นสำคัญ ทุนเก็งกำไรนี้มีชีวิตเหมือนกาฝาก กาฝากที่ลำต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสูบกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้สามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบพังได้
       
       นี่คือ ระบบโลกยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่ความเสียดุลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่มีอำนาจใดที่จะยับยั้งการเติบใหญ่ของทุนกาฝากนี้ได้
       
       จนกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน‘ทุนกาฝาก’ นี้ได้กลายเป็นทุนที่มีพลังอำนาจครอบโลก
       
       ดูตัวเลขง่ายๆ อภิมหาเศรษฐี 2 คน มีรายได้และมีทรัพย์สินเท่ากับประเทศที่ยากจน ตั้งแต่ยากจนที่สุดประมาณ 45 ประเทศรวมกัน
       
       คนรวยของโลกกำลังกลายเป็น ‘พวกอภิ- อภิ-มหาร่ำรวย’ พวกเขารวยขึ้นมาได้จากการเล่นกับ วิกฤต และเพิ่มขยายวิกฤต
       
       อย่างเช่น ทุกวันนี้ เรารู้ว่าระบบเศรษฐกิจโลกกำลังหดตัวครั้งใหญ่ แต่บรรดาพวกทุนเก็งกำไร กลับยิ่งใช้โอกาสนี้หากำไรจากการปั่นราคาน้ำมัน และการปั่นราคาทรัพยากรที่มีค่าอื่นๆ
       
       ถ้าเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่า “อีกไม่นานนัก....ระบบเศรษฐกิจจริงของโลกทั้งระบบจะจมลงสู่วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดการทรุดใหญ่”
       
       วันนี้ วิกฤตราคาน้ำมัน วิกฤตเงินเฟ้อ วิกฤตข้าวยากหมากแพง กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก และกำลังกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ
       
       การทรุดตัวครั้งใหญ่ของระบบโลกทั้งใบ กำลังใกล้เข้ามา
       
       วิกฤตใหญ่ครั้งนี้ จะกินเวลาอย่างน้อยจากนี้ไปถึง 20 ปี และจะนำสู่การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมครั้งสำคัญของระบบโลก และทุกประเทศในโลก
       
       วิกฤตการเมืองไทย และเศรษฐกิจไทย ที่กำลังก่อตัวขึ้น ที่แท้คือ ‘ภาคส่วนหนึ่งของวิกฤตโลกครั้งนี้’ เท่านั้น
       
       นี่คือ โลกทั้งใบที่กำลังวิกฤต และกำลังอภิวัฒน์ใหญ่
       
       แต่...คนไทยส่วนใหญ่ยังหลงมองโลกในแง่ดี และเข้าใจโลกเพียงแค่ประเทศไทย
       
       เราหลงใหลตำราฝรั่ง ที่สอนเราแต่เรื่องความรุ่งเรืองใหญ่หลังยุคโลกาภิวัตน์ เราเชื่อฝรั่งและรักชาวฝรั่งมากกว่าคนไทยและชาวตะวันออกด้วยกันเพราะเราเชื่อว่า ชาวฝรั่งจะนำอารยธรรมมาสู่ชาวโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
       
       ถึงเวลาหรือยัง? .....ที่เราต้องกล้าอภิวัฒน์วิถีคิด
       
       ต้องเริ่มศึกษา และทำความเข้าใจโลกใหม่ เริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งที่เรียกว่า “อารยธรรมตะวันตก”
       
       วันนี้ ‘การครอบโลก’ และ ‘การปล้นโลกครั้งใหม่’ กำลังก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของ ‘วิกฤตสารพัดรูปแบบ’ ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
       
       ในขณะที่ ‘ชนชั้นนำไทย’ และ ‘รัฐไทย’ กำลังสิ้นปัญญา และหาทางออกไม่เจอ
       
       หนทางเดียวที่จะเผชิญวิกฤตครั้งนี้ได้ ต้องอาศัยความตื่นรู้ของคนไทยทั้งชาติ
       
       วันนี้ ความตื่นรู้ของคนไทยเริ่มปรากฏออกมาแล้วในนามของ “ความรักชาติ รักบ้านเมือง”
       
       ความรู้สึกด้าน ‘ชาตินิยม’ หรือ ‘รักชาติ’ แม้จะดูคับแคบไปบ้างแต่ก็มีค่าอย่างยิ่ง เพราะสามารถผนึกคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
       
       บทสรุป
       
       ไม่นานมานี้ มีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า
       
       “ทำไมอาจารย์จึงสนับสนุนขบวนการพันธมิตรฯ”
       
       ผมตอบว่า
       
       “หากมองจากมิติระบบโลก เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือส่วนหนึ่งของขบวนการในระดับประเทศที่ลุกขึ้นต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์
       
       กระแสโลกาภิวัตน์ได้ก่อให้เกิดพลังต้านขึ้นในระดับประเทศในหลายรูปแบบ
       
       รูปแบบแรก เราเรียกว่า กระแสชุมชนนิยม หรือ Localization กระแสนี้แสดงออกในรูปของการหันกลับสู่ภูมิปัญญาชาวบ้าน และภูมิปัญญาตะวันออก
       
       อีกรูปแบบหนึ่ง แสดงออกในรูปคล้ายๆ กับ กระแสชาตินิยมต่อต้านอิทธิพลและการขยายตัวของกระแสโลกาภิวัตน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างเช่น การต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และต่อต้านนโยบายการค้าเสรี (เงินเสรี)
       
       รูปแบบที่สามเป็น กระแสต่อต้านการเมืองสกปรก อันเนื่องจากอำนาจเงิน (ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ หรือไร้พรมแดน) มีอำนาจครอบเหนือระบอบการเมือง (สภา) จนกลายเป็นที่มาของการคอร์รัปชัน(ระดับชาติ และข้ามชาติ)
       
       ขบวนการพันธมิตรฯ มีลักษณะเป็นขบวนการชาตินิยม หรือขบวนการรักชาติแบบหนึ่ง โดยมีจุดร่วมที่การลุกขึ้นมาต่อต้านการเมืองสกปรก หรือการคอร์รัปชัน (ในชาติ และข้ามชาติ)
       
       ระบอบการเมืองสกปรกนี้ เราเรียกชื่อว่า “ทักษิโณมิกส์”
       
       ทักษิโณมิกส์ในตัวเองจึงเป็นทั้งตัวแทนของอำนาจเงินแบบไร้พรมแดน และเป็นที่มาของระบอบการเมืองสกปรกแบบโกงชาติกินเมือง (ขึ้นมามีอำนาจหลังฟองสบู่แตกปี 2540)
       
       ถ้ามองโดยภาพรวมอย่างกว้างๆ ขบวนพันธมิตรฯ จะคล้ายกับขบวนการ 14 ตุลาคมหลายอย่าง โดยเฉพาะตรงจุดที่ต่อต้านระบอบการเมืองทรราชเหมือนกัน
       
       นอกจากนี้ ในขณะที่เหตุการณ์ 14 ตุลาก่อเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในเวียดนาม ขณะที่ทั่วโลกเกิดวิกฤตน้ำมันและการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์
       
       ช่วงปัจจุบันก็เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คล้ายคลึงกัน สหรัฐอเมริกากำลังแพ้สงครามในอิรัก และอัฟกานิสถาน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน และการหดตัวของค่าเงินดอลลาร์เช่นกัน
       
       ในสมัยนั้น นักศึกษา และประชาชนที่ร่วมกันต่อต้านระบอบทรราช ได้เดินขบวนไปที่พระบรมมหาราชวัง เหตุการณ์ครั้งนั้นได้นำสู่สงครามกลางเมือง และจบลงด้วยการสิ้นอำนาจของระบอบทรราช
       
       ประวัติศาสตร์มักจะย้อนรอยเดิมเสมอ แต่รายละเอียดมักจะแตกต่างไป
       
       ในอดีตช่วง 14 ตุลา ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อล้มระบอบทหารเผด็จการที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา วันนี้เราเผชิญระบอบการเมืองแบบโกงชาติกินเมืองที่เบื้องหลังคือ ‘ทุนไร้พรมแดน’ ที่หวังจะครอบประเทศไทยและปล้นประเทศไทย
       
       แต่ความหนักหน่วงของสถานการณ์ใน ‘ช่วง 14 ตุลา’ กับ ‘วิกฤตปัจจุบัน’ ต่างกันมาก
       
       ปัจจุบัน วิกฤตมี สภาวะซ้อนทับ แบบหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน จนสามารถใช้คำว่า “กลียุค”
       
       วันก่อนเจอเพื่อนๆ ที่ไปร่วมต่อสู้กับฝ่ายพันธมิตรฯ เพื่อนคนหนึ่งขอให้ผมช่วยคิดเรื่องการเมืองใหม่
       
       ผมบอกเพื่อนๆ ว่า
       
        “ผมเห็นด้วยว่า การเมืองแบบเก่าล้มเหลว แต่การคิดเพียงการเมืองใหม่น่าจะไม่พอ
       
       ระบบโลก และสังคมไทย กำลังก้าวไปไกลกว่าความต้องการเพียงแค่การเมืองใหม่ เราต้องการเศรษฐกิจใหม่ วัฒนธรรมใหม่ และแนวทางในการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมใหม่
       
       จุดเริ่มที่สำคัญคือ เราต้องกล้าอภิวัฒน์ หรือสร้างภูมิปัญญาใหม่ ที่เกินกว่ากรอบของประเทศหรือกรอบรัฐชาติ
       
       เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร
       
       คำตอบแรก ก็คือ เราต้องรู้ว่าระบบโลกกำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน
       
       ถ้าไม่รู้ ไม่ทันโลก...เราก็ตกอยู่ในฐานะเหมือนกับคนตาบอด ที่ค้นหาทางออกไม่เจอ”
       
       จนกว่าจะพบกันอีก
       
       ยุค ศรีอาริยะ
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: 1 2 3 [4] 5   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!