บ้านตุลาไทย
01 สิงหาคม 2014, 04:36:23 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: แนะนำละตินอเมริกาปัญญาอ่อน โดยดร.ไสว บุญมา  (อ่าน 7195 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 14 กันยายน 2006, 14:44:42 PM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ




Guide to the Perfect Latin American Idiot แนะนำละตินอเมริกันปัญญาอ่อน (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ดร.ไสว บุญมา




ปัญหาการพัฒนาถอยหลังของบางประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน ฝ่ายหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชาวละตินอเมริกาส่วนใหญ่อธิบายว่า ผู้สร้างปัญหาคือประเทศผู้ล่าอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา อีกฝ่ายหนึ่งอธิบายว่า ผู้สร้างปัญหาคือ ชาวละติน อเมริกาเอง เนื่องจากชาวละตินอเมริกามักมองว่าต้นตอของปัญหามาจากภายนอก นานๆ จึงจะมีหนังสือแนวที่มองแบบส่องกระจกดูเงาตัวเองพิมพ์ออกมาสักครั้ง ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการพิมพ์หนังสือแนวมองตัวเองของชาวละติน อเมริกาชื่อ Manual del perfecto idiota latinoamericano ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่าติดต่อกันมาเป็นเวลานานจนต้องพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ต้นฉบับของหนังสือภาษาสเปนขนาด 200 กว่าหน้าเล่มนี้ แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Guide to the Perfect Latin American Idiot และคงแปลเป็นไทยว่า "แนะนำละตินอเมริกันปัญญาอ่อน" ผู้เขียนเป็นนักเขียนและผู้สื่อข่าวชาวละตินอเมริกัน 3 คน ชื่อ Plinio Apuleyo Mendoza, Carlos Alberto Montaner และ Alvaro Vargas Llosa เขาตั้งชื่อหนังสือค่อนข้างแปลก ส่วนหนึ่งคงเพื่อดึงความสนใจและอีกส่วนหนึ่งคงเพื่อสื่อนัยกึ่งเหน็บแนมซึ่งเป็นลีลาการนำเสนอของเขา หนังสือแบ่งออกเป็น 13 บท เสริมด้วยคำนำของ Mario Vargas Llosa นักเขียนชาวเปรูผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกละตินอเมริกา นอกจากบทแรกซึ่งแนะนำภูมิหลังของพวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนและบทสุดท้ายซึ่งแนะนำหนังสือยอดนิยม 10 เล่มของบรรดาละตินอเมริกันปัญญาอ่อนแล้ว การนำเสนอของหนังสือตลอดทั้งเล่มใช้วิธีนำคำพูด แนวคิด และข้อความบางตอนของหนังสือบางเล่มมาเสนอสั้นๆ แล้วอธิบายว่าสิ่งเหล่านั้นผิดอย่างไร

ในประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกา ผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางที่สุดให้เป็นวีรบุรุษแห่งการปฏิวัติ ได้แก่ "ไซมอน โบลิวาร์" ซึ่งเป็นผู้นำในการทำสงครามปลดแอกจากสเปนและในการก่อตั้งประเทศใหม่ในแผ่นดินซึ่งในปัจจุบันคือเวเนซุเอลา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เปรู ปานามา และโบลิเวีย เขาพยายามรวมละตินอเมริกาให้เป็นประเทศเดียวกันแต่ไม่สำเร็จ พวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนซึ่งโทษสเปนและสหรัฐอเมริกาว่าเป็นต้นตอของปัญหาของละติน อเมริกามักอ้างถึงข้อเขียนของวีรบุรุษผู้นี้ แต่มักอ้างเป็นบางตอน โดยเฉพาะตอนที่โบลิวาร์เขียนถึงความโหดร้ายและวัฒนธรรมอันไม่เอื้อต่อการพัฒนาของสเปน นอกจากนั้นพวกปัญญาอ่อนยังอ้างว่าโบลิวาร์ต่อต้านระบบทุนนิยมและชื่นชมระบบสังคมนิยม

ผู้เขียนอ้างว่า ถ้าศึกษางานเขียนและแนวคิดของโบลิวาร์ให้ละเอียดจริงๆ แล้ว จะพบว่าโบลิวาร์ต้องการให้ละตินอเมริกาใช้ระบบตลาดเสรีประกอบกับระบอบประชาธิปไตยในแนวเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาทุกอย่าง เขาต่อต้านวัฒนธรรมสเปน เช่น การนิยมใช้ระบบเผด็จการและการรังเกียจงานบางอย่าง แต่ความคิดของเขาถูกต่อต้านจากพวกนิยมเผด็จการทหารและพวกเศรษฐีที่ดิน หลังเขาสิ้นชีวิตประเทศที่เขาก่อตั้งขึ้นแตกออกเป็นหลายประเทศและความฝันในการรวมละตินอเมริกาของเขาต้องแตกสลาย ตรงกับที่เขาทำนายไว้ ละตินอเมริกาส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร หรือไม่ก็ถูกครอบงำด้วยชนชั้นเศรษฐีกลุ่มเล็กๆ ยังผลให้พัฒนาได้อย่างเชื่องช้าหรือไม่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลาน

นอกจากโบลิวาร์ ผู้ที่ชาวละตินอเมริกาถือว่ามีสถานะเป็นวีรบุรุษนักปฏิวัติได้แก่ ฟิเดล คาสโตร และเออร์เนสโต (เช) กุวารา สองคนนี้มีอายุใกล้เคียงกัน คาสโตรเกิดในปี 2469 และเชเกิดในปี 2471 และร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อหวังจะเปลี่ยนละตินอเมริกาให้เป็นสังคมนิยม เขาทำสำเร็จในคิวบาส่งผลให้คาสโตรเป็นประธานาธิบดีของประเทศนั้นมาตั้งแต่ปี 2502 ส่วนเชเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2510 ในระหว่างที่ไปตั้งฐานสงครามกองโจรในประเทศโบลิเวีย แนวคิดของคาสโตรมีอยู่ในหนังสือของเขาชื่อ History Will Absolve Me ส่วนของเชมีอยู่ใน Guerrilla Warfare หนังสือสองเล่มนี้รวมอยู่ในบัญชีหนังสือยอดนิยม 10 เล่มของกลุ่ม ละตินอเมริกันปัญญาอ่อนด้วย

หนังสือของคาสโตรชี้ให้เห็นว่าเขาชื่นชอบระบอบคอมมิวนิสต์และประเมินตัวเองว่ามีความสามารถขนาดจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนใช้หน้ากระดาษของบทที่ 7 ทั้งบทเพื่อประเมิน "ความสำเร็จ" ของคาสโตรหลังจากเป็นประธานาธิบดีและใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ในคิวบามาตั้งแต่ปี 2502 ข้อมูลบ่งว่าก่อนที่คาสโตรจะเป็นประธานาธิบดี คิวบามีระดับของการพัฒนาเท่าเทียมกับอิตาลี เนื่องจากในตอนนั้นโอกาสสร้างตัวในคิวบาดีกว่าในอิตาลี เมื่อคาสโตรปฏิวัติมีชาวอิตาลีประมาณ 12,000 คนกำลังรอใบอนุญาตจากสถานทูตคิวบาในกรุงโรมเพื่ออพยพไปตั้งหลักแหล่งในคิวบา ข้อมูลบ่งว่าหลังจาก 35 ปี รายได้ต่อคนของชาวคิวบาลดลงไปราว 60% ชาวคิวบาประสบปัญหาร้ายแรงถึงขนาดต้องขายตัวเพื่อยังชีพกันอย่างแพร่หลายจนคิวบากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเพศยอดนิยมเช่นเดียวกับเมืองไทย ทั้งที่ข้อมูลทุกอย่างชี้ไปที่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แต่กลุ่มละตินอเมริกันปัญญาอ่อนมองไม่เห็นและยังยกเอาคาสโตรและคิวบามาเป็นต้นแบบ

ชื่อหนังสือของเชซึ่งแปลว่า "สงครามกองโจร" บ่งชัดว่าเนื้อหาคือคู่มือสำหรับทำสงครามเพื่อโค่นรัฐบาล หนังสือเล่มเล็กๆ นี้ขายได้กว่าหนึ่งล้านเล่มแต่คงไม่ช่วยตัวผู้เขียนซึ่งเป็นชาวอาร์เจนตินาโดยกำเนิดเท่าไรนักเพราะเขาถูกทหารโบลิเวียจับยิงเป้าเมื่ออายุเพียง 39 ปี เรื่องราวของเชได้รับการกระพือให้แพร่หลายโดยคาสโตรและพวกที่ชื่นชอบในอุดมการณ์ของเขา พวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนจะได้ศึกษาหนังสือเล่มนั้นในเชิง วิพากษ์มากน้อยเพียงไรไม่เป็นที่ประจักษ์ แต่ผู้เขียนชี้ว่าข้อผิดพลาดสำคัญยิ่งของหนังสือก็คือ การสร้างทฤษฎีขึ้นบนฐานของการปฏิวัติในคิวบาเพียงครั้งเดียว

นอกจากวีรบุรุษนักปฏิวัติจริงๆ ของละติน อเมริกา 3 คนนั้นแล้ว ยังมีวีรบุรุษชนิดจอมปลอมที่ได้รับการกล่าวขวัญว่านำความเปลี่ยนแปลงสำคัญมาให้ประเทศของตนอีกหลายคน เช่น ปันโช วียา ของเม็กซิโก ออกุสโต ซานดิโน ของนิการากัว เวลาสโก อัลวาราโด ของเปรู และฮวน เปโรน ของอาร์เจนตินา ในกลุ่มนี้ผู้ที่ถูกเชิดชูมากที่สุดแต่สร้างปัญหาร้ายแรงที่สุดได้แก่ ฮวน เปโรน ของอาร์เจนตินา เพราะอาร์เจนตินาเคยพัฒนาไปไกลจนถึงในระดับเดียวกับแคนาดา ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรปตะวันตก แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อาร์เจนตินาต้องล้มลุกคลุกคลานจนประเทศที่กล่าวถึงนั้นพัฒนาหนีไปเกือบไม่เห็นฝุ่นแล้ว

เรื่องของเปโรนกับอาร์เจนตินาเป็นตำนานซึ่งบางครั้งแยกกันแทบไม่ออกว่าอะไรจริงและอะไรเท็จ ผู้เขียนนำมาเล่าเพียงสั้นๆ แต่ก็ครอบคลุมปัญหาทั้ง 3 ด้านเป็นอย่างดี ในด้านการเมือง เปโรนนิยมชมชื่นเยอรมนียุคนาซี อิตาลียุค มุสโสลินี และสเปนยุคฟรังโก ฉะนั้นหลังชนะการเลือกตั้งเขาจึงใช้อำนาจผลักดันให้เกิดการปกครองกึ่งระบบเผด็จการจนสำเร็จ

ทางด้านเศรษฐกิจรัฐบาลเข้ายึดกิจการใหญ่ๆ ของเอกชนและผลักดันนโยบายเพิ่มการผลิตภายในประเทศแทนการนำเข้า (import substitution) ทางด้านสังคมเปโรนใช้นโยบายแนวประชานิยมแบบสุดโต่ง ระบบเผด็จการนำไปสู่ความฉ้อฉลและการลุแก่อำนาจ ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเป็นผู้ผลิตเสียเองและพยายามผลิตสิ่งที่ตนเองไม่มีความเชี่ยวชาญแทนการนำเข้าทำให้การผลิตไร้ประสิทธิภาพและกิจการขาดทุนย่อยยับ นโยบายแนวประชานิยมนำไปสู่การหว่านเงินแบบไม่อั้น ฉะนั้นเพียงไม่กี่ปีอาร์เจนตินาก็ตกอยู่ในภาวะล้มละลายอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่วังวนของวงจรอุบาทว์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม


เป็นที่ประจักษ์ว่าพวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนชอบอ่านหนังสือ ปัญหาของพวกเขาจึงมิได้อยู่ที่การไม่อ่านหนังสือ หากอยู่ที่อ่านโดยปราศจากคิดเชิงวิพากษ์ หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งอยู่ในหมู่ยอดนิยมแบบสุดๆ ของพวกเขา ได้แก่ Open Veins of Latin America ซึ่งคงแปลว่า "เส้นเลือดอันเปิดอ้าของละติน อเมริกา" พิมพ์ออกมาเมื่อปี 2513 และพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 73 ในปี 2544 หนังสือเล่มนี้รวมข้อมูลและแก่นความคิดของนักคิดชั้นนำจำนวนมากมาเสนอด้วยภาษาที่น่าเคลิบเคลิ้มและเร้าใจ ในจำนวนนักคิดชั้นนำนั้นมี คาร์ล มาร์กซ์ ฟิเดล คาสโตร และ เช กุวารา รวมอยู่ด้วย ตามที่ชื่อของหนังสือบ่งบอก แก่นของความคิดต่างๆ ถูกนำมาเสนอเพื่อสรุปว่าปัญหาของละตินอเมริกาเกิดจากการแสวงหาประโยชน์แบบสูบเลือดของมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเส้นเลือดของละตินอเมริกาเปิดอ้าอยู่แล้ว การสูบเลือดจึงสะดวกยิ่ง อย่างไรก็ตามผู้อ่านดูจะไม่สนใจว่าคำอธิบายในหนังสือนั้นอยู่บนฐานของหลักวิชาหรือไม่

ตัวอย่างของการอธิบายแบบนอกลู่นอกทางมีมากมาย เช่น การอธิบายว่าเนื่องจากผู้ซื้อสินค้าที่ผลิตในละตินอเมริกาต้องจ่ายภาษีสูงกว่าราคาของสินค้าที่ผู้ผลิตได้รับ ผู้ซื้อจึงได้ประโยชน์มากกว่าผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้สร้างความร่ำรวยให้แก่ผู้ซื้อในขณะที่ตัวเองยากจน หรือการอ้างว่าโรงงานอุตสาหกรรมนำไปสู่การว่างงาน หรืออัตราการเกิดสูงของประชากรในละตินอเมริกาไม่เป็นปัญหาเพราะความหนาแน่นของประชากรในละตินอเมริกายังต่ำกว่าในประเทศที่พัฒนาหน้าแล้ว ฉะนั้นการผลักดันที่จะให้ชาวละตินอเมริกาลดจำนวนการเกิดลงเป็นแผนลับของมหาอำนาจที่จะสังหารนักปฏิวัติเสียตั้งแต่พวกเขายังไม่เกิด หรือการสรุปว่าแนวคิดเรื่องการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ซึ่งได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นฐานของการสร้างความมั่งคั่งทำให้บางประเทศเชี่ยวชาญในการสร้างชัยชนะในขณะที่บางประเทศเชี่ยวชาญในการเป็นผู้แพ้

เนื่องจากพวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนกล่าวหารัฐบาลอเมริกันว่าเป็นมะเร็งของละตินอเมริกาและปัญหาหลักมีที่มาจากสหรัฐ ฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดวิกฤต สิ่งที่พวกนี้มักกระทำก็คือออกมาตะโกนไล่ชาวอเมริกันว่า Yankees go home ! Yankees go home ! การตะโกนเช่นนั้นสร้างความสะใจแต่มันไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาชนิดถอนรากเหง้า

นอกจากจะโทษสหรัฐอเมริกาแล้ว พวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนยังกล่าวหาองค์กรอื่นๆ ว่าพร้อมใจกันจ้องทำลายละตินอเมริกาด้วย องค์กรแรกที่จะขาดมิได้คือบริษัทข้ามชาติที่ไปลงทุนในละตินอเมริกา ต่อด้วยองค์กรระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และองค์การการค้าโลก แทนที่จะมองว่าองค์กรเหล่านั้นมีบทบาทในการสนับสนุนการพัฒนา พวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนมองว่าองค์กรเหล่านั้นนำปัญหามาให้ เนื่องจากประเทศในละตินอเมริกาส่วนใหญ่มีภาระหนี้สินต่างประเทศสูงมาก พวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนมองว่าต้นตอของปัญหาคือธนาคารซึ่งตั้งดอกเบี้ยสูง มิใช่ประเทศที่ไปขอกู้และมองข้ามสาเหตุที่นำไปสู่การขอกู้และกู้แล้วนำเงินไปทำอะไร

การล่มสลายของสหภาพโซเวียตคงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าระบอบคอมมิวนิสต์ไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศด้อยพัฒนาได้และประเทศที่ใช้ระบอบคอมมิวนิสต์เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบตลาดเสรี อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ผู้เขียนนำมาเสนอชี้ชัดว่าพวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนยอมรับไม่ได้ พวกเขายังเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าระบบตลาดเสรีสร้างความมั่งคั่งให้คนเพียงบางกลุ่ม นำไปสู่การผลิตสิ่งที่ไม่จำเป็นและสร้างความยากจนให้คนส่วนใหญ่ ฉะนั้นรัฐจะต้องยื่นมือเข้าไปเป็นผู้ผลิตเสียเอง นอกจากนั้นรัฐจะต้องให้สวัสดิการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่ในละติน อเมริกายังใช้ระบบตลาดเสรี ฉะนั้นทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือการปฏิวัติโดยการก่อสงครามชนิดสงครามเวียดนามให้ทั่วไปในละตินอเมริกา อย่างไรก็ตามการปฏิวัติจะไม่ประสบความสำเร็จหากทุกอย่างที่ขวางหน้าและเป็นอุปสรรคไม่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ คำขวัญของนักคิดเหล่านั้นจึงได้แก่ "ความรุนแรงเป็นหมอตำแยของประวัติศาสตร์" (Violence is history"s great midwife.)

ผู้เขียนเล่าว่า แม้ความเชื่อของพวกละตินอเมริกันปัญญาอ่อนจะไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยความเป็นจริง แต่พวกเขามิใช่ปราศจากเพื่อนเสียทีเดียว พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ และนักเคลื่อนไหวในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ยังเชื่อว่าระบบสังคมนิยมจะแก้ปัญหาได้ดีกว่าระบบอื่นและคิวบาเป็นต้นแบบที่ดี

อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ชาวคริสต์ผู้ยึดมั่นในคำสอนแนวปลดปล่อย (liberation theology) คำสอนแนวปลดปล่อยนี้ยึดหลักว่าผู้ปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาจะต้องเข้าร่วมช่วยเหลือผู้ยากไร้ ที่มาของคำสอนได้แก่หนังสือเรื่อง A Theology of Liberation : History, Politics and Salvation เขียนโดยชาวเปรูชื่อ Gustavo Gutierrez และพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2514 และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในละตินอเมริกา แม้ต่อมาผู้เขียนจะปรับเปลี่ยนแนวคิดของเขาไปบ้าง แต่แนวคิด 2 อย่างยังเป็นที่ยึดมั่นของกลุ่มผู้สนับสนุนชาวละตินอเมริกันปัญญาอ่อน นั่นคือ 1)การเข้าไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ทำได้โดยผ่านระบบสังคมนิยมเท่านั้น และเครื่องมือในการสร้างระบบสังคมนิยมได้แก่การปฏิวัติ และ 2)ผู้ที่ต่อสู้เพื่อระบบสังคมนิยมจะได้ขึ้นสวรรค์ แนวคิดนี้เป็นที่มาของการเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติโดยตรงใน ละตินอเมริกาของนักบวช และเป็นข้ออ้างว่าการใช้ความรุนแรงได้รับการสนับสนุนจากเบื้องบน

ข้อสังเกต - หลังจากหนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกมา หลายประเทศในละตินอเมริกาประสบวิกฤตเศรษฐกิจและพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายไปในแนวตลาดเสรี การปรับเปลี่ยนนโยบายประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นหลายอย่างได้ เช่น ความยากจนและความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ฉะนั้นนักการเมืองที่ชูนโยบายต่อต้านระบบตลาดเสรีและต่อต้านสหรัฐอเมริกาพร้อมกับแสดงความชื่นชอบระบบสังคมนิยมและคิวบาจึงได้รับเลือกเข้ามาบริหารประเทศ เช่น ในเวเนซุเอลา และในโบลิเวีย สองประเทศนี้มีประวัติของความล้มเหลวมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเวเนซุเอลาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก

หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางแต่ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากผู้ไม่เห็นด้วย สิ่งหนึ่งซึ่งซ่อนอยู่ลึกๆ ในหนังสือคือ ทุกยุคทุกสมัยจะมีการสร้างภาพดีๆ ที่มักไม่ตรงกับความเป็นจริงให้แก่ผู้นำ สมาชิกในสังคมที่ไม่นิยมติดตามเหตุการณ์อย่างวิพากษ์จึงมักถูกตบตา

แม้วัฒนธรรมจะถูกนำเข้ามาเป็นตัวอธิบายในความก้าวหน้าและความล้าหลังของสังคม แต่การเจาะจงถึงศาสนานิกายใดนิกายหนึ่งมักเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หนังสือเล่มนี้บ่งว่าผู้ปฏิบัติตามคำสอนของนิกายปลดปล่อยบางคนตีคำสอนว่าตนจะต้องเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติ หากการปฏิวัติจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงถึงขนาดฆ่าแกงผู้อื่นตนก็ต้องทำ แต่ผู้ได้ศึกษานิกายนี้อีกคนหนึ่งซึ่งอาจจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในวันข้างหน้าตีคำสอนว่า การดูดายเป็นบาป ฉะนั้นเขาทนลำบากตรากตรำเดินทางเข้าไปในเฮติและแหล่งกันดารอื่นๆ เพื่อใช้วิชาแพทย์ของเขารักษาพยาบาลคนจนและต่อสู้กับโรคร้ายในประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะกับเชื้อวัณโรคและมาลาเรียชนิดดื้อยาแล้ว เรื่องของเขาอาจหาอ่านได้ในหนังสือชื่อ Mountains beyond Mountains : The Quest of Dr.Paul Farmer, a Man Who Would Cure the World ของ Tracy Kidder ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ความแตกต่างในการตีความหมายของคำสอนเดียวกันเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นความจริงที่ว่า ผู้ฟังมักได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตนอยากได้ยินเท่านั้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 กันยายน 2006, 15:06:26 PM »

บทความต่อเนื่องจากประชาชาติธุรกิจฉบับย้อนหลัง



Underdevelopment Is a State of Mind ความด้อยพัฒนาเป็นภาวะทางจิต (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ดร.ไสว บุญมา


"มโนกรรม หรือความคิด เป็นตัวนำในการกำหนดวิถีชีวิตและความเป็นไปในสังคม" เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์ซึ่งโลกตะวันออกเรียนรู้มาเป็นเวลาอย่างน้อย 2500 ปี เมื่อราวร้อยปีที่แล้วนักคิดชาวอังกฤษชื่อ James Allen พิมพ์หนังสือเล่มเล็กๆ ออกมาชื่อ As a Man Thinketh ซึ่งเนื้อหาวางอยู่บนฐานของความจริงข้อเดียวกัน และ "ปลายฟ้า" นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า "คิด เห็น เป็น ชีวิต" หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางติดต่อกันมาเป็นเวลานานในสังคมตะวันตก เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องรายได้และการพัฒนา ความจริงข้อนี้อาจตีความหมายได้ว่าคนเราจะมีความสุขไม่ได้แม้จะมีทรัพย์สินมหาศาลหากจิตยังงุ่นง่านด้วยกิเลสและตัณหา และสังคมจะพัฒนาไม่ได้หากจิตใจของสมาชิกในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่คิดไปในทางพัฒนา หรือทางสร้างสรรค์

ชาวตะวันตกมักไม่เชื่ออะไรง่าย พวกเขาจึงพยายามนำวิธีของศาสตร์แผนใหม่มาใช้พิสูจน์ เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือ 3 เล่มพิมพ์ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันเพื่อยืนยันว่า ความร่ำรวยอาจไม่นำมาซึ่งความสุขตามที่คนทั่วไปมักเชื่อ สองเล่มแรกเขียนโดยชาวอเมริกัน และเล่มหลังโดยชาวอังกฤษ ได้แก่ The Progress Paradox : How Life Gets Better While People Feel Worse โดย Gregg Easterbrook (2546) The Paradox of Choice : Why More Is Less โดย Barry Schwartz (2547) และ Happiness : Lessons From a New Science โดย Richard Layard (2548) นอกเหนือจากนั้นเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2549 มูลนิธิเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economics Foundation) พิมพ์ผลการศึกษาซึ่งยืนยันข้อสรุปในหนังสือ 3 เล่มนั้นอีกครั้ง

สำหรับด้านการพัฒนา Lawrence E. Harrison พิมพ์หนังสือออกมาเมื่อ 20 ปีที่แล้วชื่อ Underdevelopment Is a State of Mind ซึ่งคงแปลว่า "ความด้อยพัฒนาเป็นภาวะทางจิต" และได้นำมาปรับปรุงใหม่ให้ทันกับเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้เองจากเนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาของประเทศละตินอเมริกาซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของชาวไทยอยู่ในขณะนี้จึงนำมาเล่า หนังสือเล่มนี้มีด้วยกัน 9 บท สองบทแรกวางกรอบ บทสุดท้ายสรุป และบทที่ 3-8 เปรียบเทียบการพัฒนาของนิการากัวกับคอสตาริกา ของสาธารณรัฐโดมินิกันกับเฮติ ของบาร์เบโดสกับเฮติ ของอาร์เจนตินากับออสเตรเลีย ของสเปนกับละติน อเมริกา และของละตินอเมริกากับสหรัฐอเมริกา

โดยทั่วไปเป็นที่เข้าใจกันว่า การพัฒนาหมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นซึ่งมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ความเป็นอยู่ที่มีปัจจัยครบถ้วนยิ่งขึ้น ชีวิตยืนยาวขึ้น สุขภาพดีขึ้น การศึกษาสูงขึ้น พร้อมกับความมั่นคง ความสงบ และโอกาสในการแสวงหาความพอใจมากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้มีความแตกต่างกันมากในระหว่างประเทศด้อยพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้ว ความแตกต่างมีคำอธิบายหลายอย่างและเกิดจากหลายมุมมอง สำหรับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา คำอธิบายที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วง 4-5 ทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในแนวของการกล่าวหาว่าระบบทุนนิยม การล่าอาณานิคม และการมุ่งแสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมของประเทศที่พัฒนาแล้วทำให้ประเทศด้อยพัฒนาจมปลักอยู่ในความด้อยพัฒนา

ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายดังกล่าวและเขียนหนังสือขึ้นมาเพื่อเสนอคำอธิบายในแนวที่เน้นปัจจัยภายในของประเทศด้อยพัฒนามากกว่าการโทษผู้อื่น เขากล่าวว่า การมุ่งโทษปัจจัยภายนอกเกิดขึ้นจากการมีความคิดที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงซึ่งเป็นนัยหนึ่งของชื่อหนังสือ ผู้เขียนเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นช้าหรือเร็วได้แก่ศักยภาพในทางสร้างสรรค์ที่แต่ละบุคคลมีอยู่ภายใน สังคมไหนสามารถสร้างภาวะที่เอื้ออำนวยให้สมาชิกของตนใช้ศักยภาพนั้นได้มากที่สุดสังคมนั้นจะพัฒนาได้เร็วที่สุด ส่วนสิ่งอื่น เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ขนาดของตลาด และนโยบายของรัฐ เป็นปัจจัยประกอบที่ช่วยชี้ทิศทางของการพัฒนา

ภาวะเอื้ออำนวยดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ในเฉพาะสังคมที่ (1) มีความเป็นธรรม (2) มีระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสให้ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน (3) มีระบบการรักษาพยาบาลที่สามารป้องกันโรคร้ายได้สำเร็จ (4) ให้โอกาสสูงให้แก่การคิดทำสิ่งใหม่และการวิพากษ์ (5) สร้างงานตรงกับความสามารถและความสนใจของสมาชิก (6) ให้รางวัลแก่ผู้ที่มีความสามารถและประสบความสำเร็จ และ (7) มีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง นอกจากนั้นการมองโลกและมองตัวเองของคนในสังคมซึ่งเป็นที่มาของมาตรฐานของพฤติกรรม หรือคุณธรรม ทัศนคติ และสิ่งอื่นที่รวมกันเป็นวัฒนธรรมเป็นอีกมิติหนึ่งของความคิดที่มีผลสูงต่อการพัฒนา

ก่อนที่จะเริ่มเปรียบเทียบการพัฒนาของประเทศต่างๆ ผู้เขียนนำผลงานการวิจัยและข้อคิดของนักพัฒนาเศรษฐกิจชื่อดังหลายคนมาเสนอ เช่น กุนนาร์ เมอร์ดอล อาร์เธอร์ เววิส แมกซ์ เวเบอร์ โจเซฟ ชุมเปเตอร์ ผลงานและข้อคิดเหล่านี้มิใช่ของใหม่และมักมีอยู่ในตำราการพัฒนาเศรษฐกิจแล้ว

การเปรียบเทียบเริ่มจากระหว่างนิการากัวกับคอสตาริกา สองประเทศเพื่อนบ้านขนาดเล็กในอเมริกากลาง ทั้งที่เคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาระดับกลาง การพัฒนาถอยหลังทำให้นิการากัวกลายเป็นประเทศยากจนที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเฮติในทวีปอเมริกาและในขณะนี้มีรายได้ต่อคนไม่ถึง 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนชาวคอสตาริกามีรายได้ต่อคนเกิน 4,300 ดอลลาร์ต่อปีและมีดัชนีชี้ระดับการพัฒนาที่สูงกว่าของนิการากัวดังกับว่าอยู่คนละโลกทั้งที่นิการากัวมีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าและเคยเป็นอาณานิคมของสเปนด้วยกัน นอกจากนั้นทั้งสองยังเป็นประเทศเดียวกันอยู่ 14 ปีหลังได้เอกราชจากสเปนใหม่ๆ อีกด้วย

การมีทรัพยากรมากกว่าของนิการากัวโดยเฉพาะที่ดินและแร่ทองคำนำไปสู่การเริ่มต้นที่ต่างกับคอสตาริกา ชาวยุโรปที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในย่านนิการากัวเป็นผู้มีเงินที่ไปลงทุนทำกิจการใหญ่ๆ โดยเฉพาะการทำไร่ต่างๆ ส่วนผู้ที่ไปตั้งถิ่นฐานในย่านคอสตาริกามักเป็นชาวไร่ชาวนาโดยทั่วไปซึ่งไม่ค่อยมีทุน พวกเขาจึงมุ่งหักล้างถางพงเพื่อทำกิจการขนาดเล็ก การเริ่มต้นที่ต่างกันนั้นนำไปสู่ความต่างกันในด้านทัศนคติในมิติอันสำคัญยิ่ง นั่นคือ ชาวนิการากัวมักรังเกียจงานจำพวกใช้แรงงาน ส่วนชาวคอสตาริกามักเป็นคนหนักเอาเบาสู้ วิวัฒนาการในด้านอื่นของทั้งสองประเทศแยกกันไปคนละทางซึ่งค่อยๆ ห่างออกจากกัน เช่น การมีมหาเศรษฐีซึ่งมีที่ดินขนาดใหญ่นำไปสู่ระบบการเมืองแบบแบ่งแยกระหว่างชนต่างชั้นซึ่งในที่สุดนำไปสู่ระบบเผด็จการที่มีความฉ้อฉลสูงในนิการากัว ยิ่งไปกว่านั้นความแบ่งแยกเป็นสาเหตุใหญ่ที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง การแทรกแซงจากภายนอกและความลังเลใจในการลงทุนของบรรดานายทุนทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

ส่วนคอสตาริกา การเมืองพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นประชาธิปไตยใกล้อุดมการณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาด้วยกัน โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการของคอสตาริกาได้รับการยอมรับว่ามีความเที่ยงธรรมสูงมาก ชาวคอสตาริกามองเห็นความสำคัญของปัจจัยพื้นฐานทางสังคมและทางเศรษฐกิจมากกว่าชาวนิการากัว ฉะนั้นคอสตาริกาจึงมุ่งพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข และระบบคมนาคม จนก้าวหน้ากว่าของนิการากัว ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่การมีเสถียรภาพและความเป็นธรรมในสังคมอันเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการลงทุนและให้ประชาชนสามารถพัฒนาศักยภาพในทางสร้างสรรค์ที่ตนมีอยู่ภายในได้ดี นั่นคือที่มาหลักของความแตกต่างระหว่างคอสตาริกากับนิการากัว

คู่ต่อไปเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐโดมินิกันและเฮติซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ "ฮิสปันโยลา" ในทะเลแคริบเบียนด้วยกัน เกาะนี้มีความเป็นพิเศษที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เดินเรือไปถึงก่อนที่จะพบแผ่นดินส่วนอื่นในทวีปอเมริกา โดมินิกันและเฮติมีขนาด ลักษณะทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติคล้ายกัน ในปัจจุบันนี้เฮติมีลักษณะของรัฐล่มสลาย (failed state) เพราะปกครองตัวเองไม่ได้หากไม่ได้รับการคุ้มครองจากกองทัพต่างชาติ เฮติยากจนที่สุดในทวีปอเมริกา ชาวเฮติมีรายได้ต่อหัวคนราว 400 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่ชาวโดมินิกันมีรายได้ต่อหัวคนกว่า 2,100 ดอลลาร์ต่อปี

หลังจากได้เอกราชจากสเปนเมื่อปี 2364 สาธารณรัฐโดมินิกันมีปัญหาภายในจนพัฒนาแทบไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามหลังการปฏิวัติครั้งใหญ่เมื่อปี 2508 โดมินิกันเริ่มมีประธานาธิบดีหลายคนที่มองเห็นความสำคัญของการพัฒนาและพยายามดำเนินนโยบายที่เอื้อให้เกิดการลงทุน ฉะนั้นเศรษฐกิจจึงเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และในขณะนี้โดมินิกันมีระดับของการพัฒนาอยู่ในกลุ่มของประเทศที่มีความเป็นอยู่ระดับกลางเช่นเดียวกับเมืองไทย ส่วนเฮติซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสล่มสลายเพราะปัจจัยหลายอย่าง ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นแก่ตัวและความชั่วช้าของชนชั้นผู้นำ ประกอบกับความคิดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของประชาชนส่วนใหญ่ ชนชั้นผู้นำไม่เคยมีความสนใจที่จะพัฒนาประเทศ ซ้ำร้ายยังมุ่งใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อบำรุงบำเรอความสุขของตัวเอง ในขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่ก็ยอมให้ชนชั้นผู้นำกดขี่และอดทนต่อความยากจนข้นแค้นเพราะเชื่อว่านั่นเป็นชะตากรรมและการกระทำของผีสางเทวดา แทนที่จะพยายามแก้ความยากจนด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ชาวเฮติโดยทั่วไปมักใช้วิชาเวทมนตร์คาถา (voodoo) ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาได้

เมื่อเปรียบเทียบกับเฮติแล้ว เกาะบาร์เบโดสคล้ายสวรรค์ในทะเลแคริบเบียนเพราะมีรายได้ต่อคนราว 10,000 ดอลลาร์ต่อปี และมีลักษณะของประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกอย่าง จริงอยู่บาร์เบโดสมีประชากรส่วนใหญ่เป็นอดีตทาสในไร่อ้อยเช่นเดียวกับเฮติ แต่เนื่องจากบาร์เบโดสเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาจนถึงปี 2509 และอังกฤษได้ปลูกฝังระบบการศึกษา สถาบันและการปกครองระบอบประชาธิปไตยไว้จนหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง เมื่อได้เอกราชบาร์เบโดสจึงสามารถพัฒนาต่อไปเองได้โดยปราศจากปัญหาขัดแย้งภายในดังเช่นในเฮติและประเทศในละติน อเมริกาอื่นๆ

อาร์เจนตินากับออสเตรเลียมีพื้นที่ขนาดใหญ่แต่มีประชากรไม่มากนักและส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป มีทรัพยากรมากและเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน‰าเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา แคนาดา และประเทศในยุโรปตะวันตก แต่อาร์เจนตินายิ่งพัฒนายิ่งล้าหลังประเทศเหล่านั้น และในปัจจุบันนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่มีปัญหาเรื้อรัง ส่วนออสเตรเลียยังพัฒนาต่อไปได้เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ

อาร์เจนตินาเป็นหัวข้อศึกษาของนักพัฒนาจำนวนมาก ผู้เขียนได้นำมาสรุปเสนอทั้งในระดับสังคมโดยรวมและในระดับบุคคล ในระดับสังคมสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของอาร์เจนตินามากที่สุด ได้แก่ ความไม่สามารถที่จะพัฒนาสถาบันต่างๆ ให้ก้าวหน้าไปตามระบอบประชาธิปไตยและตามอุดมการณ์ที่ตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญได้อย่างต่อเนื่อง การปกครองของอาร์เจนตินาเป็นประชาธิปไตยที่ตกอยู่ในกำมือของนายทุนกลุ่มเล็กๆ อยู่เป็นเวลานาน หลังจากนั้นก็เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้มนต์สะกดของนโยบายในแนวประชานิยมแล้วต่อด้วยเผด็จการทหารอยู่เป็นเวลานานหลายทศวรรษ การบริหารประเทศแบบนี้นอกจากจะปิดกั้นมิให้อาร์เจนตินาพัฒนาไปในแนวเดียวกับประเทศที่ก้าวหน้าด้วยกันแล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่เป็นเวลานาน และทำให้สังคมแตกแยกอย่างรุนแรงอีกด้วย

สำหรับในระดับบุคคล ฐานความคิดของชาวอาร์เจนตินามีส่วนประกอบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหลากหลายอย่าง เช่น ความมีอัตตาสูงทำให้ใจแคบ เห็นแก่เกียรติยศ ดูดาย ไม่ไว้วางใจผู้อื่นนอกจากสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ต้องการเป็นเจ้านายและรังเกียจการใช้แรงงาน เชื่อในการใช้เครือข่ายแทนการใช้ความสามารถในการสร้างความก้าวหน้า ยอมรับความฉ้อฉลพร้อมทั้งการให้และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ มองว่าตำแหน่งทางการเมืองเป็นพาหะสำหรับแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตัวเอง

ผู้เขียนสรุปว่าปัจจัยที่ทำให้ออสเตรเลียพัฒนาต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง คือประชาชนส่วนใหญ่มีความไว้วางใจผู้อื่น มีส่วนร่วมในชุมชนอย่างเต็มใจ และยอมรับกฎเกณฑ์ของสถาบันและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยซึ่งทำให้สังคมและการเมืองมีเสถียรภาพและเอื้อให้สมาชิกของสังคมพัฒนาศักยภาพในทางสร้างสรรค์ของตนได้อย่างเต็มที่

สำหรับการเปรียบเทียบระหว่างสเปนกับกลุ่มประเทศในละตินอเมริกานั้นเป็นการมองจากสองมุมมากกว่าการเปรียบเทียบโดยตรงนั่นคือ จากมุมหนึ่งแม้สเปนจะอยู่ในกลุ่มของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ก็ยังล้าหลังประเทศในกลุ่มตลาดร่วมยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น จากอีกมุมหนึ่งสเปนก้าวหน้ากว่าประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาทั้งหมด ประเด็นใหญ่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้สเปนล้าหลังกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนนำความเห็นของผู้รอบรู้หลายคนมาเสนอและสรุปว่าสเปนใช้เวลานานกว่าจะฝ่าฟันออกจากวังวนของระบบเผด็จการและการไร้เสถียรภาพทางการเมืองออกมาได้ ชาวสเปนเพิ่งจะยอมรับความสำคัญของสถาบันประชาธิปไตยซึ่งต้องอาศัยความไว้วางใจผู้อื่นและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเมื่อไม่นานนี้เอง ชาวสเปนปล่อยให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มขึ้นในยุโรปผ่านเลยไปเพราะชาวสเปนไม่มีวัฒนธรรมของความเป็นผู้ประกอบการ และมักรังเกียจการทำงานที่ใช้กำลังกาย

นอกจากประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาส่วนใหญ่จะเป็นเมืองขึ้นของสเปน ได้รับวัฒนธรรมและความคิดในการดำเนินชีวิต ในการสร้างสถาบันจากสเปนแล้ว ประเทศเหล่านั้นยังพัฒนาไปได้ช้าส่วนหนึ่งเพราะสเปนมักใช้อาณานิคมเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองเพียงด้านเดียว การกระทำเช่นนั้นต่างจากการปฏิบัติของชาวอังกฤษต่ออาณานิคมในอเมริกาเหนือซึ่งผู้เขียนนำมาเปรียบและชี้ว่าทั้งที่เป็นประเทศเกษตรกรรมในตอนเริ่มต้น สหรัฐอเมริกาพัฒนาได้รวดเร็วกว่าละตินอเมริกาเพราะชาวอังกฤษอพยพไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากินเองในอาณานิคม มิใช่เพียงไปที่นั่นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่งกลับไปอังกฤษ และชาวอเมริกันสามารถพัฒนาสถาบันในระบอบประชาธิปไตยที่คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมและยอมรับได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อสังเกต - หนังสือเรื่องนี้เขียนโดยชาวอเมริกัน ฉะนั้นอาจมองได้ว่าเขาต้องการปกป้องพฤติกรรมของชาวอเมริกันทั้งในระดับรัฐบาลและในระดับบริษัทใหญ่ๆ ที่ไปลงทุนเพื่อแสวงหากำไรในประเทศด้อยพัฒนา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและเหตุผลที่เขานำมาเสนอมีความกว้างและลึกพอที่จะชี้ให้เห็นอย่างแจ้งชัดว่า ประเทศในกลุ่มละติน อเมริกาพัฒนาไม่สำเร็จเพราะวัฒนธรรมซึ่งรวมทั้งมโนกรรมหรือความคิดเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นพัฒนาสถาบันที่สังคมก้าวหน้าต้องการไม่สำเร็จ นอกจากนั้นการยึดมั่นอยู่กับการโทษเฉพาะผู้อื่นในแนว "รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง" ยิ่งทำให้ชาวละตินมองไม่เห็นปัญหาของตนเองและไม่พยายามหาทางแก้ไขอย่างจริงจังทั้งที่ตัวอย่างก็มีให้เห็น เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ซึ่งล้วนพัฒนาขึ้นมาจากการเป็นอาณานิคมทั้งสิ้น นอกจากนั้นประเทศกลุ่มหลังนี้ยังไม่มีทรัพยากรมากมายเช่นในละตินอเมริกาอีกด้วย ความแตกต่างระหว่างละตินอเมริกากับประเทศที่พัฒนาสำเร็จ เช่น เกาหลีใต้และสิงคโปร์ น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับผู้สนใจใน วิวัฒนาการของสังคม นักศึกษา นักพัฒนา พร้อมทั้งผู้ที่ต้องการบริหารประเทศให้ก้าวหน้าอย่างจริงจังด้วย
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 กันยายน 2006, 08:02:42 AM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

แนวโน้มราคาน้ำมัน

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย เพสซิมมิสต์

 
 
ราคาน้ำมันกำลังปรับลดลงจากจุดสูงสุดที่ 77 เหรียญต่อบาร์เรล มาเหลือ 65 เหรียญในปัจจุบัน ทำให้มีการตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลงต่อไปอีกหรือจะสามารถปรับตัวกลับขึ้นไปที่ 70-80 หรือ 100 เหรียญดังที่มีบางคนคาดการณ์เอาไว้

คำตอบคือ ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากระดับ 25 เหรียญต่อบาร์เรลเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วนั้น น่าจะปรับลดลงมาเหลือ 40-45 เหรียญต่อบาร์เรลภายในปลายปี 2551 หรืออีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ทั้งนี้โดยไม่ต้องมีข้อแม้หรือเงื่อนไขใดๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่งคงระหว่างประเทศ การก่อการร้าย พายุลมหมุน ฯลฯ (ดูตารางราคาน้ำมันดิบ West Texas ประกอบ)

ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่ากลไกตลาดกำลังทำงานให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน การแสวงหาพลังงานทดแทน และการแสวงหาแหล่งน้ำมันแหล่งใหม่อย่างเร่งรีบ โดยกิจกรรมดังกล่าวน่าจะเห็นผลได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นไป ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน เช่น Cambridge Energy Research Associates (CERA) ประเมินว่า เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปถึงระดับ 40 เหรียญต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้น การลงทุนเพื่อแสวงหาแหล่งน้ำมันแหล่งใหม่จะคุ้มทุน นอกจากนั้นการลงทุนเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น การกลั่นหินน้ำมัน การกลั่นแอลกอฮอล์ ฯลฯ ก็จะคุ้มทุนเช่นกัน

ตัวอย่างล่าสุดของการพัฒนาของเทคโนโลยี คือ การที่บริษัท Chevron บริษัท Devon Energy และบริษัท Statoil ASA ประกาศเมื่อต้นเดือนกันยายนว่า ได้ค้นพบบ่อน้ำมันแหล่งใหม่ใต้อ่าวเม็กซิโกที่ชื่อว่า Jack 2 ซึ่งเป็นการค้นพบโดยอาศัยเทคโนโลยีล่าสุดที่ทำให้สามารถขุดเจาะผ่านลงไปในทะเลลึกถึง 2,134 เมตร และขุดเจาะพื้นทะเลลงไปอีก 6,100 เมตร หมายความว่ารวมกันแล้วบ่อน้ำมันที่ขุดพบนั้นอยู่ต่ำกว่าพื้นดินบนบกถึง 8.2 กิโลเมตร ทั้งนี้ประเมินว่าเป็นการค้นพบที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 40 ปีในสหรัฐอเมริกา และประมาณกันว่าบ่อน้ำมัน Jack 2 นี้จะมีน้ำมันมากถึง 3,000-15,000 ล้านบาร์เรล สมมติว่าเราเอาตัวเลขตรงกลาง คือ 9,000 ล้านบาร์เรล ก็จะเท่ากับว่าโลกมีน้ำมันที่สามารถนำไปใช้ได้นานอีกกว่า 100 วัน หรือเทียบเท่ากับใช้น้ำมันของสหรัฐเป็นเวลากว่า 400 วัน และเป็นการเพิ่มแหล่งสำรองน้ำมันของสหรัฐถึง 50% ในทันที

แต่นิตยสาร National Geographic วิเคราะห์ว่า ประเด็นที่สำคัญมิใช่ขนาดของบ่อน้ำมันที่ค้นพบ แต่ความสำคัญคือความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่โดยอาศัยคลื่นเสียงเพื่อนำมาประกอบเป็นรูปภาพ 3 มิติที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถนำมาใช้แสวงหาแหล่งน้ำมันที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้อย่างแม่นยำเช่นปัจจุบัน ทั้งนี้พัฒนาการดังกล่าวและความกล้าที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างมากทำให้นักลงทุนประเมินว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยต้นทุนในการแสวงหาบ่อน้ำมัน Jack 2 นั้นสูงถึง 100 ล้านเหรียญ โดยอาศัยเทคโนโลยีการขุดเจาะด้วยแท่นเจาะพิเศษที่เรียกว่า Cajun Express ที่สามารถขุดเจาะได้ลึกถึง 10.67 กิโลเมตร และจะยังต้องลงทุนอีกมากถึง 500 ล้านเหรียญในการพัฒนาเทคโนโลยีแบบใหม่ที่เรียกว่า floating production, storage and offloading vessels หรือ FPSO เพื่อขุดเจาะและนำเอาน้ำมันดิบลำเลียงออกมาจากใต้ทะเลที่ลึกเป็น 10 กิโลเมตรดังกล่าวข้างต้น

กล่าวโดยสรุป คือ การใช้เทคโนโลยีสำรวจแบบ 3 มิติ การใช้แท่นน้ำมันรุ่น Cajun Express และระบบขุดเจาะลำเลียงแบบ FPSO นั้นหากนำไปใช้ทั่วโลกก็อาจทำให้สามารถค้นพบน้ำมันอีกหลายพันหลายหมื่นล้านบาร์เรลในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไประยะหนึ่งจึงมีข่าวเกี่ยวกับ วิวัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเป็นประจำ ซึ่งน่าจะทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น

บางคนอาจมองได้ว่าโอเปกนั้นเป็นกลุ่มผู้ผลิตที่สามารถรวมตัวกันจำกัดปริมาณการผลิตและรักษาให้ราคาน้ำมันอยู่ที่ระดับสูงต่อไปได้ ทั้งนี้โอเปกมีกำลังการผลิตประมาณ 25-28 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณเกือบ 30% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดของโลกประมาณ 85 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่สำคัญคือเชื่อกันมาตลอดว่า แหล่งผลิตน้ำมันนอกโอเปกนั้นไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากนัก ดังนั้นการขยายตัวของอุปสงค์ของโลกในอนาคตนั้นต้องพึ่งพาการขยายการผลิตของโลกเป็นหลัก

ในการประชุมครั้งล่าสุดของโอเปกที่ผ่านมาไม่นานมานี้นั้น โอเปกยืนยันที่จะรักษาโควตาการผลิตเอาไว้ที่เดิมแต่ก็เริ่มมีเสียงบ่นจากสมาชิกโอเปกบางประเทศแล้วว่าควรพิจารณาปรับลดการผลิตลงและมีความเชื่อกันว่าโอเปกอาจจะตัดสินใจลดการผลิตลงหากราคาน้ำมันตกต่ำกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งฟังดูแล้วก็มีเหตุผลดีและทำให้หลายคนเชื่อว่าราคาน้ำมันจะไม่สามารถปรับลดลงไปได้มาก

แต่ทั้งนี้สามารถแสดงให้เห็นได้ โดยอาศัยวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคขั้นพื้นฐานว่า หากอุปสงค์ปรับเปลี่ยนไปในลักษณะที่โลกสามารถหันไปพึ่งพาพลังงานแหล่งอื่นได้มากขึ้น โอเปกจะต้องยอมเพิ่ม ไม่ใช่ลดการผลิต หากโอเปกต้องการแสวงหากำไรสูงสุดให้กับกลุ่มของตน ซึ่งสามารถอธิบายได้จากรูปกราฟ 2 ที่มองแล้วอาจจะยุ่งเหยิงจนไม่อยากมองอีกครั้ง แต่หากใจเย็นๆ ค่อยๆ ดู ตามที่จะอธิบายเป็นขั้นๆ แล้วก็จะค้นพบสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนักศึกษาที่ (ถูกบังคับ) ให้เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วมักจะบ่นว่ารูปที่อาจารย์บังคับให้วาด และเข้าใจนั้นไม่เห็นจะใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริงเลย (ดูตารางแสดงจุดดุลยภาพของปริมาณการผลิตและราคาของสินค้าในตลาดผูกขาดประกอบ)

รูปนี้ ผู้ที่ศึกษาเศรษฐศาสตร์ (หรือเคยเรียน มานาน และคืนคุณครูไปจนเกือบหมดแล้ว) อาจจะพอจำได้ว่าเป็นรูปหาจุดดุลยภาพในการผลิตและตั้งราคาสินค้าของผู้ผลิตที่สามารถผูกขาดตลาดได้เพียงผู้เดียว ในกรณีแรกนั้น ให้ดูเส้น D1 ซึ่งผู้ผูกขาดจะไม่ขายสินค้าของตนที่ราคาทุน คือ MC แต่จะขายที่ราคาสูงถึง P1 และจำกัดปริมาณการผลิตอยู่ที่ OQ1 ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ผลิตดังกล่าวจะแสวงหาผลกำไรได้สูงสุด (เพราะเป็นจุดที่ MC = MR1) กล่าวคือ เมื่อเป็นผู้ผูกขาดก็จะผลิตที่ OQ1 และขายที่ราคา P1 แต่หากเป็นการแข่งขันแบบสมบูรณ์ในตลาดเสรี ก็จะผลิตปริมาณที่สูงกว่า คือ OQ3 และขายที่ราคาต่ำกว่า คือ P3

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ หากมีพัฒนาการด้านพลังงานนอกกลุ่มโอเปก ทำให้ความพึ่งพาน้ำมันจากโอเปกลดลง ทั้งนี้ โดยไม่ต้องลดความต้องการน้ำมันจากโอเปกมากนัก เช่น การปรับเส้นอุปสงค์ให้ชันน้อยลงจากเส้น D1 ลงมาที่เส้น D2 (จะเห็นว่าเส้นอุปสงค์ที่ชันมาก แปลว่าผู้ซื้อมีทางเลือกน้อย ต้องซื้อในปริมาณใกล้เคียงกัน แม้ว่าราคาจะปรับสูงขึ้นอย่างมาก)

แต่การที่เส้นอุปสงค์ปรับลงมากจาก D1 ไป D2 นั้น ทำให้จุดที่กลุ่มโอเปกจะกำไรสูงสุดเปลี่ยนจาก MC = MR1 มาเป็นจุด MC = MR2 หมายความว่า เมื่ออำนาจผูกขาดลดลงก็จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณกำไรผลิตสินค้า (จาก OQ1 มาเป็น OQ2) และยอมที่จะขายสินค้าในราคาต่ำลง คือ จาก P1 มาเป็น P2

ดังนั้นจึงเชื่อว่าโอเปกจะไม่ปรับลดปริมาณการผลิต แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่ำกว่า 60 เหรียญ หรือแม้ว่าจะต่ำกว่า 55 เหรียญ หรือ 50 เหรียญก็ตาม จริงอยู่ที่ประชุมโอเปกคงจะออกมาแถลงการณ์อย่างขึงขังและเอาจริงเอาจังว่า จะปรับลดโควตาการผลิตลง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว จะเห็นว่าประกาศผู้ผลิตรายย่อยจะเป็นฝ่ายที่ "แหก" โควตามากที่สุด เพราะหวังว่าตนเป็น ผู้ผลิตรายเล็ก จึงน่าจะผลิตเกินได้ โดยไม่ทำให้ราคาตลาดลดลง แต่เมื่อจำนวนสมาชิกที่ผลิตเกินโควตาเพิ่มขึ้นราคาก็จะปรับลดลง และในที่สุดภาระของการต้องปรับลดการผลิตลงอย่างมากจะกลับมาตกอยู่ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็น ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโอเปก กล่าวคือ การวิเคราะห์โดยอาศัยเศรษฐศาสตร์จะคาดการณ์ว่าประเทศซาอุฯ จะต้องเป็นประเทศที่จะลดการผลิตลงมากที่สุด หากโอเปกจะพยายามรักษาราคาน้ำมันเอาไว้ที่ระดับสูง แม้ว่ากระแสข่าวที่รายงานกันมานั้น มักจะเป็นการบอกเล่าว่าประเทศซาอุฯคัดค้านการลดโควตาการผลิตในขณะที่ประเทศ ผู้ผลิตรายย่อยจะเป็นผู้ที่ผลักดันให้โอเปกลดโควตาการผลิตมากกว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ

ดังนั้นจึงเชื่อว่ายุคที่น้ำมันราคาถูกลง (เหลือ 40-50 เหรียญ) กำลังจะกลับมา ภายในเวลา 2 ปีครับ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
Pluto
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 กันยายน 2006, 08:05:56 AM »

แล้วของที่มันขึ้นราคาไปจะลดราคาลงมาหรือเปล่า ?

ก๊วยเตี๋ยวจากจากจานละ 40  มันจะกลับลดลงมาเหลือจานละ 20 หรือเปล่า ?

ค่าธรรมเนียมน้ำมันจากเมื่อก่อน 200  ตอนนี้กระโดดไป 7-800  และที่สุวรรณภูมิอาจไปถึง 1000  มันจะลดลงมาให้หรือเปล่า ?
บันทึกการเข้า
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 กันยายน 2006, 08:22:23 AM »

ราคารถเมล์ยังลดได้เลย

งานนี้ต้องตรวจสอบกระทรวงพาณิชย์มาก ๆหน่อย
เพราะค่าแรงขั้นต่ำยังขึ้นยาก
แล้วการไม่แก้เรื่องเงินฟ้อมันจะอยู่กันยังไงล่ะ
คงมีรายการประท้วงเรื่องค่าครองชีพตามมาแน่ ๆ
ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น

ยิ่งเรื่องการขยายสาขาของโลตัสยังหาวิธีหยุดไม่ได้ด้วยแล้ว
ไม่อยากนึกถึงการประสานกันของชนชั้นกลางกับกรรมกรทั้งปกขาวและน้ำเงิน

ที่จะเรียกร้องหาความเป็นธรรมตามมา
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 06 ตุลาคม 2006, 17:37:42 PM »

บ้านเขาเมืองเรา : ย้อนหลังไปหาอนาคต / Back to the Future

5 ตุลาคม 2549 17:18 น.
ไสว บุญมา



กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ตั้งใจว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับประชานิยมอีกนาน เพราะได้เขียนถึงหลายครั้งรวมทั้งหนังสือหนึ่งเล่มด้วย (ประชานิยม : หายนะจากอาร์เจนตินาถึงไทย?) แต่ตอนนี้มีผู้ถามอย่างเร่งเร้าบ่อยขึ้นว่า  นโยบายแนวประชานิยมจะวิวัฒน์ไปทางไหน หลังรัฐบาลที่นำมันมาใช้ในเมืองไทยหมดอำนาจ จึงขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับประชานิยมอีกครั้ง เพื่อให้ความกระจ่างในบางแง่ 

 ผมไม่มีความสามารถ เช่น "อีที" ชาวพม่าซึ่งสื่อรายงานว่าคนไทยหลายคนให้ความศรัทธาสูงยิ่งเพราะเชื่อว่าแกทำนายอนาคตได้แม่นยำ คำตอบจึงต้องอาศัยการย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ประกอบกับสภาพสังคมของประเทศที่นำประชานิยมไปใช้

 คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บางประเทศในละตินอเมริกานำนโยบายแนวประชานิยมไปใช้จนทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก และบางประเทศถึงกับล้มละลายหลายครั้ง นโยบายแนวประชานิยมสร้างความศรัทธาในรัฐบาลที่นำมันไปใช้ เพราะมีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ทันที ส่วนความเสียหายที่ตามมามักเกิดขึ้นในระยะยาวและผู้เสียหายกระจัดกระจายกันออกไปทั่วทั้งสังคมจึงไม่เกิดการต่อต้านเมื่อรัฐบาลเริ่มนำมันไปใช้

 นโยบายประชานิยมมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเริ่มแล้วเลิกยาก ตรงข้ามมันมักจะยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์จะกดดันให้ใช้มันต่อไป หรือให้ได้รับการต่อยอด  ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์ก็จะกดดันให้เกิดนโยบายใหม่ๆ ซึ่งตนจะได้รับส่วนแบ่งบ้าง  ฉะนั้นในช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา กองทุนหมู่บ้านจึงได้รับการต่อยอด โครงการเอื้ออาทรถูกขยายให้หลากหลายขึ้น และมีกลุ่มต่างๆ เคลื่อนไหวอย่างไม่ขาดสาย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเป็นพิเศษ วิวัฒนาการเหล่านี้ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกา สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ได้นานแล้ว

หลังการเปลี่ยนรัฐบาลโดยทันทีทันใด มีผู้สงสัยว่านโยบายแนวประชานิยมของไทย จะถูกยกเลิกหรือไม่ รัฐบาลใหม่ตอบว่า "ไม่" ทันที ประเด็นนี้ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินาจะไม่กังขาเลย เพราะที่นั่นรัฐบาลซึ่งเกิดจากรัฐประหารหลังอาร์เจนตินานำประชานิยมไปใช้คงทุกอย่างไว้เช่นเดิม มิฉะนั้น รัฐประหารจะถูกต่อต้านอย่างกว้างขวางจากผู้ได้รับประโยชน์ 

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลประชาธิปไตยที่ตามมา ก็ต้องหาทางต่อยอดนโยบายที่มีอยู่แล้วหรือเพิ่มมาตรการใหม่ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยม จากประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินาจึงอาจฟันธงได้ว่ารัฐบาลที่จะมาจากการเลือกตั้งในครั้งต่อๆ ไป จะชูนโยบายแนวประชานิยมด้วย ชื่อหรือคำชี้แจงอาจเปลี่ยนไป แต่หัวใจของมันจะยังเป็นประชานิยมผสมผสานอยู่

หากเป็นเช่นนี้แล้ว อนาคตของเมืองไทยจะไม่เป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในละตินอเมริกาหรือ ? คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอะไรกันต่อไป เพราะผลร้ายของประชานิยมใช้เวลานานจึงจะปรากฏ ในกรณีของอาร์เจนตินาเวลาผ่านไปถึง 40 ปีก่อนที่ผลร้ายในรูปของการล้มละลายจึงปรากฏเป็นครั้งแรก   

อันที่จริงนโยบายแนวประชานิยมไม่จำเป็นจะต้องนำไปสู่ความล้มละลายเสมอไป การใช้นโยบายแนวนี้ในอาร์เจนตินานำไปสู่ความล้มละลาย เพราะการใช้เป็นไปอย่างเข้มข้นและวิธีหาเงินมาสนับสนุนเมื่องบประมาณขาดดุลผิดหลักเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง นั่นคือ

เมื่อการใช้จ่ายของรัฐก่อให้เกิดงบประมาณขาดดุล รัฐบาลก็นำเงินสำรองออกมาใช้ เมื่อเงินสำรองหมดรัฐบาลก็ไปยืมจากต่างประเทศ และเมื่อยืมจนไม่มีใครให้ยืมอีกต่อไป เพราะกลัวว่าจะไม่มีศักยภาพที่จะจ่ายคืนรัฐบาลก็พิมพ์ธนบัตรจำนวนมหาศาลออกมา การพิมพ์ธนบัตรแบบบ้าคลั่งสร้างภาวะเงินเฟ้อร้ายแรง จนบางครั้งของขึ้นราคาปีละหลายพันเท่าตัวยังผลให้การตัดสินใจในด้านเศรษฐกิจของประชาชนเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์จึงบ่งว่าโดยทั่วไปประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา มักมีปัญหาเรื่องหนี้สินต่างประเทศและปัญหาเงินเฟ้อร้ายแรง ปัญหาทั้งสองนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของ "โรคละตินอเมริกา" ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ละตินอเมริกายิ่งพัฒนาดูเหมือนจะยิ่งจน (ส่วนประกอบอื่นของ "โรคละตินอเมริกา" ได้แก่ ความฉ้อราษฎร์บังหลวงชนิดเข้ากระดูกดำ และความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมระดับเลวร้ายสุดๆ)

แม้จะไม่นำไปสู่ความล้มละลายซ้ำซากดังเช่นในกรณีของอาร์เจนตินา นโยบายแนวประชานิยมแบบเข้มข้นอาจส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง หรือหยุดชะงักได้ บางประเทศในกลุ่มละตินอเมริกายิ่งพัฒนาดูเหมือนจะยิ่งจน เพราะการพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้าหรือล้มลุกคลุกคลาน เนื่องจากนโยบายแนวประชานิยมนำไปสู่การใช้จ่ายที่มักไม่ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ จากนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งรัฐบาลต้องการให้ประชาชนกู้เงินไปลงทุน นอกจากผู้กู้จะนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและเพื่อใช้หนี้เก่า ซึ่งทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพียงชั่วคราวแล้ว เงินที่นำไปใช้ในการลงทุนส่วนใหญ่ก็มิได้ผลตอบแทนคุ้มค่า ทำให้ผู้กู้ต้องกระเสือกกระสนไปหากู้เงินจากแหล่งอื่นมาใช้คืนกองทุน เพื่อจะกู้ได้ในรอบต่อไปจนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่าการ "เช่าเงิน" ชั่วคราว กองทุนหมู่บ้านจึงให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำและไม่นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบยั่งยืน

เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมซึ่งนิยมความอุปถัมภ์อย่างกว้างขวางอยู่เป็นทุนเดิม จึงอาจคาดได้ว่ากลุ่มต่างๆ จะรวมตัวกันสร้างความกดดันรัฐบาลต่อไปให้หยิบยื่นความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่ตนอย่างไม่หยุดยั้ง และในบางครั้งรัฐบาลก็จะตอบสนองเพียงเพื่อหวังคะแนนนิยม ฉะนั้นการใช้นโยบายนี้ในเมืองไทยจะเข้มข้นขึ้นในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เมืองไทยจะเดินไปสู่ความล้มละลายเฉกเช่นบางประเทศในละตินอเมริกายังมีไม่สูงนัก เนื่องจากเราเพิ่งเริ่มใช้และระบบราชการไทยยังไม่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิงดังที่มีข่าวเล่าลือกัน ข้าราชการในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะในกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมีศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณของความเป็นข้าราชการและนักวิชาการเหลืออยู่ ข้าราชการเหล่านี้จึงยังจะเป็นที่พึ่งสำคัญของเมืองไทย ที่จะคงไว้ซึ่งวินัยทางการคลังและการเงิน แม้จะถูกฝ่ายการเมืองกดดันอย่างไร้เหตุผลก็ตาม

โดยสรุป ณ วันนี้ ผมอ่านว่านโยบายแนวประชานิยมจะไม่วิวัฒน์ไปจนทำให้เมืองไทยล่มจม แต่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าควรจะเป็น ผมเชื่อว่าบทสรุปนี้ไม่น่าจะเกิดจากการมองโลกในแง่ดีจนเกินไปของผมเอง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2006, 13:01:52 PM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

Water : น้ำกับชะตากรรมของมนุษยชาติ (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ไสว บุญมา

"น้ำมีอยู่ทั่วไป แต่ไฉนจึงไม่มีอะไรจะดื่ม" (Water, water everywhere, but nothing to drink.) เป็นคำเปรยของชาวกายอานา (Guyana) ประเทศยากจนเล็กๆ ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีความหมายว่า "แหล่งน้ำจำนวนมาก" ต้นคิดของคำเปรยนั้นหวังจะให้สื่อความหมายในเชิงขบขันด้วย แต่ในภาวะปัจจุบันความขบขันอาจไม่เกิดขึ้นเลยเมื่อคำเปรยนั้นถูกนำมาใช้เพราะแม้ประเทศกายอานาจะมีแหล่งน้ำจำนวนมากตามชื่อของประเทศก็จริง แต่น้ำส่วนใหญ่ไม่เหมาะสำหรับนำมาบริโภคเนื่องจากความสกปรก เชื้อโรคและการเจือปนด้วยปรอทและสารหนูซึ่งตกค้างมาจากกระบวนการค้นหาและแยกแร่ทองคำ

ย้อนกลับมาที่เมืองไทย ในระหว่างเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม เกือบทุกวันสื่อรายงานเรื่องน้ำท่วมจนคนไทยส่วนใหญ่ดูจะลืมไปว่าเมื่อ 5-6 เดือนก่อนความแห้งแล้งเป็นข่าวพาดหัว

สถานการณ์ในกายอานาและในเมืองไทยฉายให้เห็นมายาภาพหนึ่งของโลกปัจจุบัน นั่นคือ น้ำดูเหมือนจะมีอยู่ทั่วไปจนคนส่วนใหญ่มักคิดว่าทรัพยากรอันมีค่าสูงยิ่งต่อชีวิตนี้มีไม่จำกัด แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าตอนนี้โลกของเรามีปัญหาหนักหนาสาหัสเรื่องการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้จนตกอยู่ในภาวะวิกฤตแล้ว พวกเขาจึงพยายามนำเรื่องวิกฤตน้ำมาตีแผ่ หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ Marc de Villiers ซึ่งพิมพ์หนังสือชื่อ Water : The Fate of Our Most Precious Resource ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2542 และพิมพ์ซ้ำอีกในเวลาต่อมา

ผู้เขียนเติบโตในทวีปแอฟริกาและได้สัมผัสกับปัญหาการขาดแคลนน้ำอันเนื่องมาจากความแห้งแล้งโดยตรง แม้ตอนนี้เขาจะย้ายไปอยู่ในประเทศแคนาดาซึ่งมีน้ำเหลือเฟือ แต่ประสบการณ์ช่วยให้เขาบรรยายปัญหาอันเกิดจากการขาดแคลนน้ำได้อย่างชวนอ่าน โดยเฉพาะจากการนำเอาเรื่องเบาๆ จากชีวิตจริงของเขามาเล่าผสมผสานกับประเด็นสำคัญๆ ของหนังสือ เช่น การช่วงชิงน้ำอันอาจวิวัฒน์ไปเป็นชนวนสงครามระหว่างประเทศ ปัจจัยที่ทำให้แหล่งน้ำสกปรกจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต ทางเลือกของสังคมต่างๆ และทางแก้ปัญหา เขาแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ภาคเพื่อวางกรอบของปัญหา ทบทวนที่มาและสภาพของแหล่งน้ำต่างๆ เล่าประเด็นการเมืองเกี่ยวกับเรื่องน้ำ และเสนอข้อชี้แนะ

ในภาคแรกผู้เขียนนำเข้าสู่ประเด็นด้วยการเล่าเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับสายน้ำใหญ่ในแอฟริกาชื่อ โอกาวังโก สายน้ำนี้มีต้นกำเนิดในประเทศแองโกลา ไหลผ่านประเทศนามิเบียและไปจบลงที่บึงใหญ่กลางทะเลทรายในประเทศบอตสวานา ตามธรรมดานามิเบียและบอตสวานามีปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำอยู่แล้วเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้งจนเป็นทะเลทราย ตอนนี้ปัญหาเริ่มหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นเพราะอากาศแห้งแล้งเป็นเวลานานติดต่อกันบ่อยขึ้น นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้งนั้น (คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 28 และ 31 สิงหาคมเล่าถึงเรื่องภาวะโลกร้อน) อีกปัจจัยหนึ่งได้แก่ ประชากรของประเทศเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแต่ละคนใช้น้ำมากขึ้นตามความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

เนื่องจากแม่น้ำสายนั้นไหลผ่านนามิเบีย ชาวนามิเบียจึงคิดที่จะกักน้ำส่วนใหญ่ไว้ใช้ในประเทศของตน การกระทำเช่นนั้นจะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงสองด้าน นั่นคือ บึงใหญ่ในประเทศบอตสวานาจะเหือดแห้งไปทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงจนพืชและสัตว์ส่วนใหญ่ต้องล้มตายลง และชาวบอตสวานาจะขาดน้ำดื่มน้ำใช้และน้ำในการทำการเกษตร ชาวบอตสวานาจึงพูดเปรยๆ เสมอว่า ถ้านามิเบียทำเช่นนั้น สงครามการช่วงชิงน้ำจะเกิดขึ้น ผู้เขียนกล่าวว่าเรื่องราวของโอกาวังโกเป็นเสมือนแบบจำลองของสถานการณ์โลกในปัจจุบันเพราะในขณะที่ความต้องการของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ปริมาณของน้ำบนผิวโลกยังคงเดิมและไม่กระจายออกไปอย่างทั่วถึง บางแห่งมีน้ำเหลือใช้ บางแห่งแทบไม่มี บางเดือนมีฝนตกชุกจนน้ำท่วม บางเดือนขาดฝนจนพืชผลแห้งตาย

ต้นกำเนิดของน้ำมาจากไหนไม่มีใครรู้อย่างแน่นอน แต่ที่แน่นอนก็คือ น้ำบนผิวโลกของเรานี้มีปริมาณคงที่และส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำทะเลซึ่งระเหยขึ้นไปในท้องฟ้าแล้วเป็นฝนตกลงมาในรูปของน้ำจืด ฝนส่วนหนึ่งตกลงบนพื้นดินเป็นน้ำให้มนุษย์ สัตว์ และพืช ใช้ก่อนที่มันจะระเหยกลับไปหรือไหลกลับลงสู่ทะเลอีกครั้ง นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่าโลกมีน้ำอยู่ประมาณ 1,400 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร นั่นหมายความว่าถ้าเราเกลี่ยน้ำให้เสมอกันทั่วโลก ระดับของน้ำจะมีความลึกถึง 2.7 กิโลเมตร แต่ทั้งหมดนี้มีเพียง 2.5% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืดซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำแข็งและหิมะที่สะสมอยู่ตามขั้วโลกทำให้ปริมาณน้ำที่เราใช้ได้มีอยู่ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ปริมาณน้ำที่เราใช้ได้นั้นยังมีเพียงพอเพราะโดยเฉลี่ยประชากรโลกจะมีน้ำใช้คนละราว 8,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ต้นตอของปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณของน้ำ หากอยู่ที่การกระจายอันไม่เท่ากันทั้งในด้านของสถานที่และของเวลา โดยรวมทวีปยุโรปมีน้ำจำนวนมากและกระจายออกไปอย่างทั่วถึง ที่นั่นจึงไม่ค่อยมีใครขาดน้ำ ทวีปอเมริกาทั้งเหนือและใต้ก็มีน้ำจำนวนมาก แต่การกระจายไม่ค่อยทั่วถึงนัก บราซิลและแคนาดามีเหลือใช้ ในขณะที่เม็กซิโกและเปรูขาดแคลน แอฟริกามีปัญหาร้ายแรงเพราะนอกจากปริมาณน้ำจะมีน้อยแล้ว การกระจายยังไม่ทั่วถึงกันอีกด้วย ทวีปเอเชียและออสเตรเลียมีน้ำเหลือใช้ในบางประเทศ เช่น ลาว แต่ประเทศใหญ่ๆ เช่น จีน อินเดีย ปากีสถาน และประเทศในตะวันออกกลาง ขาดน้ำถึงขั้นวิกฤต

เท่าที่ผ่านมามนุษย์เราพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำด้วยวิธีต่างๆ กัน วิธีหนึ่งได้แก่การผันน้ำจากแหล่งหนึ่งไปสู่สถานที่ซึ่งไม่มีน้ำเพียงพอ การผันน้ำตามโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายพันปีมาแล้วโดยเฉพาะในย่านตะวันออกกลางซึ่งมีความก้าวหน้าทางวิชาการก่อนส่วนอื่นของโลกและมีความแห้งแล้งเป็นแรงจูงใจเบื้องต้น ต่อมาฝรั่งในทวีปยุโรปยกทัพไปรุกรานถึงย่านตะวันออกกลางและนำความรู้ที่ได้จากที่นั่นไปใช้พร้อมกับปรับปรุงให้ดีขึ้นในสมัยอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง ระบบการผันน้ำอันก้าวหน้าของชาวโรมันใช้ได้มาจนถึงสมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อเครื่องจักรกลเข้ามามีบทบาทในกิจการต่างๆ โดยเฉพาะการก่อสร้างเขื่อนขนาดยักษ์และการสูบน้ำจากขุมน้ำบาดาล (aquifers) ซึ่งสะสมมาเป็นเวลานาน

เทคโนโลยีมีอานุภาพสูงและเอื้อให้การผันน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีผลกระทบแฝงอยู่ด้วย การแย่งน้ำกันระหว่างนามิเบียและบอตสวานาจนอาจนำไปสู่สงครามนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั่วโลกเพราะสายน้ำส่วนใหญ่ไหลผ่านมากกว่าหนึ่งประเทศและเกือบทุกประเทศต้องการใช้น้ำ ณ วันนี้สังคมโลกยังไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนสำหรับการปันน้ำให้ประเทศที่สายน้ำไหลผ่าน ในภาวะเช่นนี้ประเทศต้นน้ำที่มีพลังทางทหารและเศรษฐกิจสูง เช่น สหรัฐอเมริกา จึงกักน้ำไว้โดยปันให้เม็กซิโกเพียงเล็กน้อยทั้งที่เม็กซิโกยากจนกว่าและต้องการน้ำไปพัฒนาประเทศของตน ส่วนประเทศต้นน้ำที่ยากจนและอ่อนแอ เช่น เอธิโอเปีย ไม่สามารถกักน้ำไว้พัฒนาประเทศได้มากนักเนื่องจากอียิปต์ขู่ว่าถ้าเอธิโอเปียทำย่อมเกิดสงครามทันที ในสภาพเช่นนี้โอกาสที่ข้อพิพาทรุนแรงจะเกิดขึ้นย่อมมีอยู่สูง

นอกจากสายน้ำบนผิวโลกแล้ว ขุมน้ำบาดาลก็อาจสร้างข้อพิพาทได้เช่นกัน เพราะบางขุมครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินของหลายประเทศ เมื่อประเทศหนึ่งใช้เทคโนโลยีที่มีพลังสูงสูบน้ำออกมาใช้ น้ำย่อมไหลจากเขตของประเทศอื่นไปยังประเทศนั้น ในกรณีนี้สังคมโลกยังไม่มีกฎเกณฑ์ในการปันน้ำกันอย่างเป็นธรรมจึงนำไปสู่ภาวะใครมือยาวสาวได้สาวเอา รายละเอียดของผลกระทบจากโครงการผันน้ำขนาดใหญ่มีอยู่ในภาคต่อไป /b]
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2006, 13:03:54 PM »

Water : น้ำกับชะตากรรมของมนุษยชาติ (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

ในภาค 2 ผู้เขียนเล่าถึงปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำร้ายแรงยิ่งขึ้นนอกเหนือจากปริมาณของน้ำที่กระจายอย่างไม่ทั่วถึงกัน ปัจจัยแรกเป็นภาวะโลกร้อนอันเกิดจากก๊าซเรือนกระจกซึ่งส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงโดยเฉพาะถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม อากาศร้อนทำให้น้ำตามแหล่งต่างๆ ระเหยรวดเร็วขึ้นจนแหล่งน้ำบางแห่งแห้งเหือดลง พื้นที่ซึ่งตามปกติมีน้ำเพียงจำกัดอยู่แล้วต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นในย่านกันดารน้ำจำนวนมากประชากรมักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนำไปสู่ความต้องการน้ำมากขึ้น พร้อมๆ กันนั้นการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำไม้มาใช้ทำฟืนก็ส่งผลให้ภาวะแห้งแล้งรุนแรงยิ่งขึ้นอีก ทะเลสาบชาดซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหลายประเทศในแอฟริกาเหือดหายไปกว่า 100 เมตรต่อปี เมื่อประชาชนที่อาศัยทะเลสาบนี้หาเลี้ยงชีพไม่สามารถอาศัยทะเลสาบได้ก็พากันอพยพไปอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรมในเมือง แหล่งเสื่อมโทรมเหล่านั้นต้องการน้ำมากขึ้นแต่ก็มักทำลายแหล่งน้ำของตนเพราะมักไม่กำจัดปฏิกูลอย่างเหมาะสม

นอกจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้เกิดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นอีกมากมายที่มนุษย์เราทำให้น้ำที่เราใช้ได้ลดน้อยลงเพราะความสกปรกจากมลพิษและปฏิกูล ผู้เขียนนำเข้าประเด็นด้วยการเล่าถึงการล่องแม่น้ำโวลกาซึ่งยาวที่สุดในยุโรปและเป็นเสมือนสายใยซึ่งรัดรึงดวงใจของชาวรัสเซียไว้ด้วยกัน เขาล่องเรือไปหลายชั่วโมงท่ามกลางสองฝั่งน้ำซึ่งมีเฉพาะความเงียบเชียบถึงขนาดปราศจากแม้กระทั่งเสียงนกเสียงกา

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนกไม่มีที่จะอาศัยเนื่องจากต้นไม้ยืนต้นตายกันหมดตลอดทาง สาเหตุที่ทำให้ต้นไม้ตายมีให้เห็นอยู่ทั่วไปตลอดสายน้ำ เช่น โรงงานทำกระดาษ ทำรองเท้า ทำกาว ทำปุ๋ย ถลุงแร่ และผลิตกระแสไฟฟ้า บางโรงงานปล่อยสารพิษออกไปกับกลุ่มควันและน้ำเสีย

สายน้ำบางตอนเจือปนด้วยสิ่งตกค้างจากสารกำมะถันจนออกสีเหลือง แม่น้ำทั้งสายเป็นทางระบายของเสียทุกชนิด โรงงานเหล่านั้นครั้งหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า แต่ในปัจจุบันพวกมันเป็นที่มาของพิษร้ายซึ่งทำลายดวงใจของชาวรัสเซีย

ความเสื่อมสภาพของสายน้ำตามแนวของแม่น้ำโวลกามีอยู่ทั่วไปในยุโรปตะวันออก การศึกษาของสาธารณรัฐเช็กพบว่า 75% ของสายน้ำในประเทศนั้นมีสารพิษเจือปนอยู่มากจนถึงขั้นวิกฤต และราวหนึ่งในสามของสายน้ำมีน้ำเสียถึงขนาดปลาก็อาศัยอยู่ไม่ได้ แม้สภาพลำน้ำโดยทั่วไปในส่วนอื่นของยุโรปจะอยู่ในสภาพดีกว่านั้น แต่บางสายก็ยังคงเป็นทางระบายปฏิกูล รวมทั้งบางตอนของแม่น้ำดานูบซึ่งเป็นต้นตำนานอันแสนโรแมนติกของเพลงคลาสสิก Blue Danube โดย โยฮันน์ สเตาส์ ด้วย

ในระดับโลกการศึกษาพบว่ากว่า 50% ของแม่น้ำทั้งหมดมีสารเจือปนจนเป็นอันตรายแก่สุขภาพของมนุษย์และมีแม่น้ำเพียงสองสายเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพดี นั่นคือ แม่น้ำคองโกในแอฟริกาและแม่น้ำอะเมซอนในอเมริกาใต้ ผู้เขียนกล่าวถึงสภาพของแม่น้ำจำนวนมากโดยเฉพาะเจาะจงแต่ไม่ได้เอ่ยถึงแม่น้ำในเมืองไทยนอกจากแม่น้ำโขง ซึ่งเขาบอกเพียงว่าการจับปลาได้ลดลงไปราวครึ่งหนึ่งในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา

ในทวีปอเมริกาเหนือมีทะเลสาบขนาดใหญ่ 5 แห่ง ซึ่งเชื่อมต่อถึงกันอยู่ตามแนวชายแดนของแคนาดาและสหรัฐอเมริกา น้ำตกไนแองการาอันโด่งดังตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบในกลุ่มนี้ ชายฝั่งทางสหรัฐอเมริกาวัดความยาวได้ราว 8,000 กิโลเมตร แต่ผู้เขียนบอกว่าเพียง 3% ของชายฝั่งเท่านั้นที่น้ำมีคุณภาพดีพอสำหรับคนลงไปว่ายเล่น หรือสูบน้ำไปใช้เพื่ออุปโภคบริโภคได้ นอกจากนั้นรัฐบาลยังไม่ต้องการให้จับปลาไปบริโภคเพราะปลามีสารเคมีต่างๆ ตกค้างอยู่มากเกินไป เช่น ปรอท พีซีบี คลอเดน ไดออกซิน และดีดีที สารพิษเหล่านี้สั่งสมมาเป็นเวลานานรวมทั้งจากลำน้ำที่ไหลลงไปในทะเลสาบด้วย

ในระยะหลังนี้เริ่มมีการควบคุมสารพิษที่ไหลลงไปในทะเลสาบมากขึ้น เหตุการณ์ใหญ่ที่กระตุ้นให้ชาวอเมริกันมองเห็นอันตรายได้แก่วันหนึ่งแม่น้ำคูยาโฮกาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบลุกเป็นไฟ ผู้เขียนไม่ได้นำรายละเอียดมาเล่าว่าแม่น้ำลุกเป็นไฟขึ้นมาได้อย่างไร แต่เท่าที่พอจะสันนิษฐานได้ คือ แม่น้ำเต็มไปด้วยสวะอันเกิดจากขยะมูลฝอยลอยกันอยู่เป็นแพ มูลฝอยเหล่านั้นมีน้ำมันและสารเคมีจำนวนมากเจือปนอยู่ ฉะนั้นเมื่อมีผู้โยนก้นบุหรี่ลงไปไฟก็ลุกโพลงขึ้นทันที

ในขณะที่ประเทศก้าวหน้าพยายามทำความสะอาดแหล่งน้ำและลดการปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายลงไปในสายน้ำ ประเทศด้อยพัฒนาซึ่งพยายามสร้างความก้าวหน้าด้วยการทำอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการยุคใหม่ กลับทำให้แหล่งน้ำเสียเพิ่มขึ้น ผู้เขียนย้อนกลับไปดูแอฟริกาและนำภาพหนึ่งซึ่งติดตามาเล่า นั่นคือ การเดินทางจากเมืองบาฟูซัมในตอนกลางของประเทศแคเมอรูนมุ่งไปทางทะเลสาบชาด ตามทางมีแหล่งเสื่อมโทรมเรียงรายกันอยู่ใกล้ๆ ถนนพร้อมผู้คนจำนวนมากนำของสารพัดอย่างมาวางขายบนพื้นดินซึ่งกลายเป็นสีดำเพราะน้ำมันเครื่องที่ตกหล่น ขี้เถ้าจากการเผาขยะและปฏิกูลอื่นๆ อากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นควันจากการเผาไหม้ของน้ำมันดีเซล ปลาที่กำลังจะเน่า น้ำโสโครกและความสกปรกทั่วๆ ไป เด็กในสภาพมอมแมมนับร้อยวิ่งเล่นให้เห็นอยู่ทั่ว รวมทั้งในปลักน้ำ ซึ่งดูจะเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว และรอบๆ กองขยะ แหล่งเสื่อมโทรมเหล่านี้ไม่มีบริการอะไรทั้งสิ้น ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีโรงพยาบาล และไม่มีการเก็บขยะมูลฝอย เขากล่าวด้วยว่าสภาพเช่นนี้เป็นสถานที่เพาะเชื้อโรคอย่างดีเยี่ยม แต่มันมิได้มีให้เห็นเฉพาะในแอฟริกาเท่านั้น หากมีอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาโดยทั่วไปรวมทั้งในเมืองไทยด้วย (หน้า 98)

การพัฒนาซึ่งสังคมต่างๆ คิดว่าจะนำความก้าวหน้ามาให้นั้นบางครั้งสร้างผลกระทบต่อแหล่งน้ำชนิดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้เขียนใช้เนื้อที่ถึงหนึ่งบทเพื่อเล่าเรื่องราวของทะเลสาบอาราลในเอเชียกลางซึ่งครั้งหนึ่งอยู่ในความปกครองของสหภาพโซเวียต ทะเลสาบแห่งนี้อยู่กลางพื้นที่แห้งแล้งกึ่งทะเลทรายแต่มีแม่น้ำใหญ่สองสายนำน้ำมาให้ตลอดเวลา สหภาพ โซเวียตต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเกษตรกรรมจึงขุดคลองผันน้ำจำนวนมากจากแม่น้ำทั้งสองนั้น การเกษตรประสบความสำเร็จสูงยิ่งเมื่อทะเลทรายได้รับน้ำและกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ขนาดมหึมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำจากแม่น้ำทั้งสองสายถูกผันไปจนหมด เนื้อที่ของทะเลสาบก็ค่อยๆ หดหายไปในขณะที่ความเค็มของน้ำค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ผู้เขียนบรรยายให้เห็นภาพซึ่งปรากฏอยู่ข้างหน้าเขาด้วยอารมณ์เศร้าสลด ชุมชนหนึ่งซึ่งเคยอยู่ริมทะเลสาบและเป็นท่าเทียบเรือหาปลาไม่สามารถมองเห็นทะเลสาบอีกเพราะชายฝั่งได้เลื่อนห่างออกไปถึง 75 กิโลเมตร สิ่งที่เขาเห็นคือท่าเทียบเรือที่ผุพังและซากเรือหาปลาเก่าๆ มากมายที่ติดอยู่กลางทะเลทรายและลานเกลือซึ่งครั้งหนึ่งเป็นโคลนก้นทะเลสาบ เวลาลมพัดเข้ามามันจะพาเอาฝุ่นปนเกลือมาด้วยมากมายจนทำให้อากาศ

เปลี่ยนเป็นสีทึมๆ ในย่านนั้นมีซี่โครงสัตว์ใหญ่ๆ ตกอยู่เรียงรายจำนวนมาก สัตว์เหล่านั้นตายเพราะขาดน้ำ

การหดหายไปของทะเลสาบสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศ ต่อสภาพภูมิอากาศและประชาชนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น ในตอนที่เขาเขียนหนังสือข้อมูลบ่งว่าทะเลสาบอาราลมีน้ำเหลืออยู่ราว 5% เท่านั้น และน้ำมีความเค็มเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จนปลาได้ตายไปหมดแล้ว นอกจากวิถีชีวิตของผู้คนในย่านนั้นจะต้องเปลี่ยนไปเพราะไม่มีน้ำให้ทำกิจการต่างๆ แล้ว พวกเขายังเป็นโรคต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย

การหายใจฝุ่นปนเกลือเข้าไปทำให้เกิดโรคหลายอย่าง เช่น มะเร็งในลำคอ โรคทางเดินลมหายใจเรื้อรัง โรคตับ โรคไต โรคไขข้อ และโรคตับอักเสบ แม้ตอนนี้จะมีโครงการที่จะฟื้นฟูให้ทะเลสาบกลับคืนมาอีก แต่โอกาสที่จะประสบความสำเร็จดูจะมีน้อย เพราะแผ่นดินในย่านนั้นได้แยกออกเป็น 5 ประเทศหลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ทะเลสาบอาราลจึงอาจเป็นความหายนะถาวร
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2006, 13:07:11 PM »


Water : น้ำกับชะตากรรมของมนุษยชาติ (3)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย..ดร.ไสว บุญมา www.sboonma@msn.com



วิธีการผันน้ำที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ได้แก่การสร้างเขื่อนซึ่งมีประวัติยาวนาน แต่เขื่อนขนาดใหญ่มาเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมานี่เอง ข้อมูลบ่งว่าเมื่อปี ค.ศ.1900 โลกไม่มีเขื่อนสูงเกิน 15 เมตรแม้แต่เขื่อนเดียว อีก 50 ปีต่อมา โลกมีเขื่อนสูงกว่า 15 เมตร 5,270 เขื่อน ในจำนวนนี้เพียง 2 เขื่อนอยู่ในเมืองจีน พอถึงปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) จำนวนเขื่อนขนาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 36,562 เขื่อน โดยที่ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในเมืองจีน หลังจากนั้นการสร้างเขื่อนค่อยๆ ลดลงด้วยเหตุใหญ่สองประการ นั่นคือ สายน้ำที่เหมาะแก่การทำเขื่อนเริ่มหมดไปและ นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองเห็นผลเสียหายที่เกิดขึ้นจากเขื่อน ธนาคารโลกเองซึ่งครั้งหนึ่งให้กู้เงินแทบไม่อั้นเพื่อสร้างเขื่อนก็เริ่มปฏิเสธที่จะให้กู้หากเขื่อนมีโอกาสทำลายสิ่งแวดล้อมสูง เช่น เขื่อนสามโกรกในเมืองจีน เขื่อนเริ่มถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหามากกว่าที่มาของพลังงาน ป้องกันน้ำท่วม เอื้อให้การเดินเรือสะดวก และเก็บน้ำไว้สำหรับใช้อุปโภคบริโภคและการเกษตร

โดยทั่วไปการสร้างเขื่อนนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องโยกย้ายคนในท้องถิ่น แต่นั่นเป็นปัญหาที่มองเห็นได้ง่ายเมื่อเทียบกับปัญหาที่ตามมาทีหลัง ผลพวงหนึ่งซึ่งผู้สร้างเขื่อนไม่คาดคิด ได้แก่ การศึกษาที่ชี้ว่าผู้คนในย่านนั้นมักมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดธาตุอาหารมากขึ้นแทนที่จะลดลงทั้งที่การชลประทานควรจะช่วยให้ผลิตอาหารได้มากขึ้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหานั้นค่อนข้างสลับซับซ้อน เช่น ตามธรรมดาสายน้ำที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมประจำทุกปีจะนำไปสู่การเกษตรแบบผสมผสานที่มีพืชหลากหลายและเหมาะสมกับปริมาณของน้ำตามฤดูกาล การสร้างเขื่อนควบคุมน้ำเพื่อการชลประทานมักนำไปสู่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งส่วนใหญ่เพื่อส่งออก การศึกษาพบว่าการเกษตรแบบผสมผสานให้ผลผลิตโดยรวมมากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

เขื่อนเปลี่ยนความเร็วของกระแสน้ำ ทำให้อุณหภูมิและส่วนของสารที่ละลายอยู่ในน้ำเปลี่ยนไปส่งผลให้อาหารของปลาถูกกระทบ การเพาะเลี้ยงปลาในอ่างเก็บน้ำอาจทำให้จับปลาเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่ในระยะยาวแล้วจะจับปลาได้น้อยลง ในบางกรณีอุตสาหกรรมการจับปลาถึงกับถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง เขื่อนกักเอาโคลนตมที่ไหลมากับน้ำไว้ในทะเลสาบเหนือเขื่อน น้ำใต้เขื่อนจึงใสและไหลเร็วยิ่งขึ้นจนทำให้แม่น้ำลึกและเป็นอันตรายมากขึ้น น้ำที่ไม่มีตมเจือปนอยู่นำไปสู่การพังทลายของผืนดินตามปากน้ำเนื่องจากดินใหม่ไม่พอกพูนขึ้นมาแทนดินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะไป มองโดยรวมเขื่อนมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ แต่การสร้างเขื่อนยังมีความจำเป็นเพราะในบางกรณีรัฐไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากการสร้างเขื่อนเพื่อผันน้ำไปให้แก่พื้นที่ซึ่งขาดน้ำอย่างรุนแรงถึงชีวิต ฉะนั้นจึงมองได้ว่าจีนต้องสร้างเขื่อนสามโกรกทั้งที่รู้ว่ามันมีผลกระทบร้ายแรง เพราะถ้าไม่สร้างเพื่อผันน้ำไปให้ภาคเหนือของประเทศ ภาคนั้นจะไม่มีน้ำพอใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

การชลประทานเป็นวิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรซึ่งมีประวัติยาวนานหลายพันปีและมาขยายกว้างขวางขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อใช้ผันน้ำในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา การชลประทานและการใช้สารเคมี เช่น ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและวัชพืช ทำให้โลกสามารถผลิตอาหารได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดดจนดูเสมือนว่าโอกาสที่คนจะอดตายนั้นจะไม่มีอีกแล้ว อย่างไรก็ตามโอกาสที่โลกจะผลิตอาหารไม่พอกับความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังมีอยู่ เพราะโดยรวมแล้วพื้นที่ในระบบชลประทาน ทั่วโลกเริ่มลดลงทั้งที่มีการสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการชลประทานที่ขาดการระบายน้ำอย่างเหมาะสมทำให้ดินเค็มจนใช้ในการเพาะปลูกไม่ได้ ในตอนก่อนที่ผู้เขียนจะพิมพ์หนังสือข้อมูลบ่งว่าดินในระบบชลประทานทั่วโลกจะเค็มขึ้นจนใช้ปลูกอะไรไม่ได้อีกปีละประมาณ 5 ล้านไร่ ปากีสถานเพียงประเทศเดียวได้สูญที่ดินเพราะเกลือจากการชลประทานไปถึงประมาณ 10 ล้านไร่แล้ว ในขณะเดียวกันการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรนำไปสู่การสะสมของสารพิษตกค้าง ทั้งที่อยู่ในดินและที่อยู่ในน้ำซึ่งนำไปสู่ภาวะดินและน้ำเป็นพิษ จะใช้ดินสำหรับการเพาะปลูกอีกไม่ได้ ส่วนน้ำก็จะนำไปใช้บริโภคอุปโภคไม่ได้เช่นกัน

น้ำนอกจากแหล่งน้ำบนผิวโลก เช่น แม่น้ำ และทะเลสาบ แล้วยังมีขุมน้ำบาดาลที่เรา สามารถนำขึ้นมาใช้ได้อีกด้วย ในบางพื้นที่ขุมน้ำเหล่านี้มีปริมาณมากคล้ายมีทะเลสาบอยู่ใต้ดิน การนำน้ำชนิดนี้ขึ้นมาใช้ทำได้เพียงจำกัดจนกระทั่งเราเริ่มมีเครื่องจักรกลพลังสูงที่สามารถ สูบน้ำขึ้นมาได้จากความลึกหลายๆ ร้อยเมตร เนื่องจากขุมน้ำบาดาลสะสมน้ำได้ช้าและต้องใช้เวลานาน การสูบน้ำขึ้นมาใช้ในอัตราสูงทำให้น้ำหมดไปอย่างรวดเร็ว ขุมน้ำบางแห่งซึ่งอยู่ใกล้ทะเลถูกทำลายเมื่อน้ำจืดถูกสูบออกไปแล้วน้ำทะเลไหลเข้ามาแทนที่ ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของการใช้ขุมน้ำบาดาลใหญ่ๆ หลายแห่ง เรื่องที่เขาเล่าไว้อย่างละเอียดเป็นพิเศษได้แก่เรื่องของ ขุมน้ำบาดาลในใจกลางสหรัฐอเมริกาและในใจกลางประเทศลิเบีย

แม้ตามภาพรวมสหรัฐอเมริกาดูจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทุกอย่าง แต่บางส่วนของประเทศแห้งแล้งมากจนเป็นทะเลทราย การแย่งน้ำกันใช้ระหว่างรัฐต่างๆ บางครั้งเป็นไปอย่างเข้มข้นถึงขนาดจะจับอาวุธขึ้นปะทะกัน เช่น ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐแอริโซนาส่งทหารประมาณร้อยนายเข้าไปขัดขวางการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโคโลราโดของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยอ้างว่าการสร้างเขื่อนนั้นเป็นการขโมยน้ำของแอริโซนา แต่ก่อนที่จะมีการยิงกันรัฐบาลกลางเข้าไปไกล่เกลี่ยสำเร็จ นั่นเป็นตัวอย่างของการแย่งน้ำบนดิน ความแห้งแล้งยังนำไปสู่การแย่งน้ำใต้ดินกันด้วย เช่น รัฐต่างๆ ในตอนใจกลางของประเทศมีขุมน้ำบาดาลขนาดใหญ่ชื่อว่า โอกายาลา ก่อนที่จะมีเครื่องสูบพลังสูง ชาวนาชาวไร่ต้องประสบกับความหายนะทุกครั้งที่ฝนแล้ง แต่หลังจากมีเครื่องสูบดังกล่าว ชาวนาชาวไร่ไม่กลัวฝนแล้งและเมืองต่างๆ ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาล่าสุดพบว่าอีกไม่ช้าน้ำจะหมดเพราะตอนนี้มีบ่อบาดาลราว 74,000 บ่อที่แข่งกันสูบน้ำขึ้นมาใช้แทบไม่อั้น อย่างไรก็ตามน้ำเริ่มไม่พอใช้ทำให้นาไร่และบางเมืองต้องประสบปัญหาอย่างหนัก และเมื่อขุมน้ำแห่งนี้หมดไปในเวลาราว 15 ปี พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปยังไม่มีใครทราบ

ทะเลทรายในแอฟริกาแห้งแล้งรุนแรงกว่าทะเลทรายในอเมริกาเสียอีก แต่ชาวแอฟริกาที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายมีชีวิตอยู่ได้จากการอาศัยแหล่งน้ำใต้ดินซึ่งบางแห่งอยู่ไม่ลึกนักจึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องสูบ ลิเบียเป็นทะเลทรายเกือบทั้งหมดยกเว้นพื้นที่ตามฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพียงเล็กน้อยและมีสภาพยากจนมากจนกระทั่งค้นพบน้ำมันปิโตรเลียม การค้นหาน้ำมันนำไปสู่การพบขุมน้ำบาดาลขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา น้ำมีค่าไม่ต่ำกว่าน้ำมัน ฉะนั้นลิเบียจึงลงทุนเป็นเงินราว 32,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเจาะบ่อน้ำบาดาลจำนวนมากแล้วส่งน้ำนั้นไปใช้ในการเกษตรทางตอนเหนือของประเทศด้วยท่อขนาดยักษ์สูงถึง 4 เมตร คาดกันว่าน้ำในขุมนั้นจะมีให้ใช้ไปได้ราว 40-50 ปี หลังจากนั้นจะทำอย่างไรยังไม่มีใครคิดในตอนนี้ บางคนหวังว่าเทคโนโลยีจะแก้ปัญหาได้เมื่อ วันนั้นมาถึง

แม้แนวโน้มจะชี้ไปในทางลบจนน่าวิตก แต่ผู้เขียนนำเรื่องราวของการฟื้นฟูแม่น้ำไรน์ในยุโรปมาเล่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะทำให้แม่น้ำคืนชีพกลับมายังมีอยู่ เมื่อราว 30 ปีที่แล้วแม่น้ำไรน์ได้สมญาว่าเป็นทางระบายสิ่งโสโครกแห่งยุโรปและนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่ามันตายแล้ว หลังจากนั้นการฟื้นฟูได้เริ่มขึ้นจากหลายฝ่ายที่ใช้แม่น้ำสายนั้น ทำให้มันค่อยๆ สะอาดขึ้นและปลาเริ่มกลับเข้าไปอาศัยอยู่อีก แม้ในตัวปลาจะยังมีสารตกค้างมากจนไม่เหมาะแก่การนำมาทำเป็นอาหาร แต่มันก็ให้ความหวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้าแม่น้ำสายนั้นจะฟื้นคืนชีพกลับมาให้ชาวยุโรปได้ใช้น้ำกันอีกครั้ง
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2006, 10:48:46 AM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

The Wealth and Poverty of Nations : ความรวย ความจน (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมอง

โดย ดร.ไสว บุญมา

ในระหว่างสงครามเย็นภยันตรายหมายเลขหนึ่งซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวโลกได้แก่ การสู้กันด้วยอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เพราะเหตุการณ์เช่นนั้นมีค่าเท่ากับเกิดไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก

หลังสงครามเย็นยุติ ชาวโลกไม่ถูกคุกคามด้วยความหวาดกลัวเช่นนั้นอีกต่อไป แต่ปราชญ์เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ดี จึงพากันคาดว่ามนุษย์จะต้องสรรหาสาเหตุอื่นมาเป็นข้ออ้างเพื่อทะเลาะกันแทนความแตกต่างทางแนวคิดทางการเมือง ในหนังสือเรื่อง The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ซึ่งคอลัมน์นี้ประจำวันที่ 31 กรกฎาคม -3 สิงหาคม 2549 นำมาเล่า Samuel Huntington เสนอว่า ในยุคต่อไปมนุษย์จะใช้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นสาเหตุของการทะเลาะกัน และนั่นจะเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ๆ ในโลกแห่งอนาคต

หลังจาก Huntington พิมพ์หนังสือเล่มนั้น 3 ปี อาจารย์ประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชื่อ David S. Landes เสนอข้อคิดที่แตกต่างออกไป เขาเสนอว่าในยุคหน้าต้นตอของปัญหาใหญ่ๆ จะเป็นช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน และความเสื่อมสภาพของสิ่งแวดล้อม ปัญหาทั้งสองมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น เขากล่าวว่า มันเป็นภาระของประเทศร่ำรวย ที่จะต้องช่วยประเทศยากจนพัฒนา ประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนจะช่วยกันพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขารู้ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดความร่ำรวยและความยากจน เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจนั้น เขาได้เขียนหนังสือหนากว่า 650 หน้า (ฉบับปกอ่อน) ขึ้นมา โดยตั้งชื่อว่า The Wealth and Poverty of Nations : Why Some Are So Rich and Some Are So Poor

เนื่องจากย้อนไปก่อนการปฏิวัติเกษตรกรรม มนุษย์ทั่วโลกอาศัยการเก็บของป่าและล่าสัตว์เป็นฐานของการดำเนินชีวิตเหมือนกันหมด ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างสังคมจึงไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งหลัง บรรพบุรุษของเรารู้จักปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เมื่อราว 10,000 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างทางการเกษตรได้แก่ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ผู้เขียนพูดถึงบทบาทของธรรมชาติ เช่น ด้านความร้อนกับความหนาว และด้านความ ชุ่มชื้นกับความแห้งแล้ง จริงอยู่ปัจจัยเหล่านี้มีบทบาทสำคัญยิ่ง แต่มันไม่เกี่ยวกับนโยบายและพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์ เขาจึงกล่าวถึงการพัฒนาอันเนื่องมาปัจจัย เหล่านี้เพียงสั้นๆ โดยเฉพาะเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของยุโรปตะวันตก ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางของความร่ำรวย เช่น พื้นที่แถบนั้นไม่หนาวจัดมากเพราะได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำทะเลที่มีชื่อว่า the gulf stream ซึ่งพาความอบอุ่นไปจากทางเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ร้อนมากถึงขนาดเป็น ที่เพาะเชื้อโรคหลายอย่าง เช่น มาลาเรียและพยาธิต่างๆ

เกี่ยวกับนโยบายในยุคเกษตรกรรมซึ่ง นำไปสู่ความแตกต่างทางเศรษฐกิจอย่างแจ้งชัด เขาเน้นเรื่องของเมืองจีนและเรื่องยุโรปตะวันตกเพราะจีนก้าวหน้ากว่ายุโรปเป็นพันๆ ปี ก่อนที่ยุโรปจะแซงขึ้นหน้า และสังคมในยุโรปตะวันตกเองก็มีความแตกต่างกัน ทางด้านนโยบายและพฤติกรรมซึ่งนำไปสู่ ความร่ำรวยที่ต่างกันในเวลาต่อมาด้วย

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเมืองจีนก้าวหน้า กว่ายุโรปในด้านต่างๆ จนกระทั่งมาถึง ยุคการสร้างเครื่องจักรกลซึ่งนำไปสู่การ ปฏิวัติอุตสาหกรรม ชาวจีนนำหน้าเพราะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้สำคัญๆ ได้ก่อน เช่น เข็มทิศ กระดาษ การพิมพ์และเครื่องเคลือบ สิ่งที่ชี้ว่าครั้งหนึ่งจีนก้าวหน้า กว่ายุโรปตะวันตกแบบทิ้งกันแทบไม่เห็นฝุ่น คงได้แก่เรื่องการเดินเรือของจีน นั่นคือก่อน ที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จะใช้เรือ 3 ลำ เดินทางในนามของกษัตริย์สเปน ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปถึงทวีปอเมริกาเกือบ 90 ปี นายพลเรือเจิ้งเหอของจีนได้นำกองเรือจำนวน 317 ลำ เดินทางข้ามมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงทวีปแอฟริกา เรือลำใหญ่ของนายพลเจิ้งเหอยาวถึง 5 เท่าของเรือลำใหญ่ของโคลัมบัส

เพราะอะไรจีนจึงไม่ก้าวหน้าต่อไปจนสามารถค้นพบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งเป็นหัวจักรของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ? คำถามนี้เป็นปริศนาที่ปราชญ์ขบคิดกันมาเป็นเวลานาน จากการวิเคราะห์ของผู้เขียน ปัจจัยมีหลายอย่างซึ่งรวมแล้วเป็นผลของกระบวนความคิด ที่ผิดอย่างร้ายแรง ผู้เขียนเล่าว่า กองเรืออันมหึมาของนายพลเจิ้งเหอนั้นเป็นเพียงหนึ่งในเจ็ดครั้งของการเดินทางไปในน่านน้ำต่างๆ แต่กองเรือเหล่านั้นมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการค้าขายและการแสวงหากำไรให้แก่ประเทศจีน หากเพื่อสร้างความประทับใจในความยิ่งใหญ่ของจีนให้แก่บรรดาประเทศที่กองเรือผ่านไป การโอ้อวดความยิ่งใหญ่นั้นมีต้นทุนสูงมาก เนื่องจากกองเรือขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่าย มหาศาล ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่าง เผ็ดร้อนในระหว่างขุนนางของพระเจ้ากรุงจีน จนในที่สุดขุนนางที่ต้องการให้ยุติการเดินเรือเป็นฝ่ายชนะ นอกจากชัยชนะของขุนนาง กลุ่มนี้จะมีผลทำให้ความก้าวหน้าทางการ เดินเรือต้องหยุดชะงักแล้ว ยังนำไปสู่การต่อต้านการค้นคว้าและการพัฒนาทางด้านศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกด้วย เนื่องจากคนกลุ่มนี้มองว่า การวิจัยและการพัฒนาเป็นความสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์

ในขณะที่จีนหยุดชะงัก รัฐต่างๆ ในยุโรปตะวันตกแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ในจำนวนนี้มี 4 ประเทศที่ผู้เขียนนำมาเล่าอย่างละเอียด เพื่อเป็นตัวอย่างของการสร้างความก้าวหน้าและความล้าหลัง สเปนซึ่งออกค่าใช้จ่ายให้โคลัมบัสเดินเรือไปถึงอเมริกา มุ่งหน้าไปแสวงหาความร่ำรวยที่นั่น ส่วนหนึ่งจากการปล้นฆ่าพวกชาวพื้นเมือง โปรตุเกสซึ่งเล็กกว่าสเปนมุ่งหน้าเดินเรือผ่านแอฟริกามาทางตะวันออกไกล และมาตั้งศูนย์การค้าขาย ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ เช่น มาเก๊าในจีน และกัวในอินเดีย ฮอลแลนด์เป็นประเทศเล็กอีกประเทศหนึ่งซึ่งมุ่งหน้ามาทางตะวันออกไกล และในที่สุดได้สร้างอาณานิคมใหญ่ขึ้นสำเร็จในอินโดนีเซีย ส่วนอังกฤษซึ่งใหญ่กว่าเดินทางไปแสวงหาความมั่งคั่งทั้งในอเมริกาและในเอเชีย ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของประเทศเหล่านี้ในแอฟริกามากนัก นอกจากการจับเอาชาวแอฟริกันไปเป็นทาสในดินแดนอื่น

แม้จะร่ำรวยจากการค้าขายและจากการสร้างอาณานิคมด้วยกัน แต่ต่อมาสเปนและโปรตุเกสก็เริ่มตามไม่ทันอังกฤษและฮอลแลนด์ ปัจจัยที่ทำให้สเปนตามไม่ทัน ได้แก่การใช้จ่ายทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่ได้มาจากการปล้นฆ่าไปกับความหรูหราฟุ้งเฟ้อ และไม่พยายามลงทุนต่อไปโดยเฉพาะในด้านการวิจัยและพัฒนา ส่วนหนึ่งเพราะสเปนยังถูกครอบงำด้วยแนวความคิดของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและการรังเกียจศาสนาอื่น เช่น ยิวและอิสลาม เนื่องจากโปรตุเกสมีกษัตริย์ร่วมกับสเปนอยู่ชั่วระยะหนึ่งและนับถือศาสนาเดียวกัน ฉะนั้นความก้าวหน้าจึงหยุดชะงักไปพร้อมกับสเปนด้วย

ส่วนชาวอังกฤษและชาวฮอลแลนด์เริ่มเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ตั้งแต่นิกายนั้นแยกตัวออกมาจากโรมันคาทอลิกในคริสต์ศตวรรษที่ 16 บทบาทที่นิกายใหม่นี้มีต่อความคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียรและความมัธยัสถ์เป็นที่ถกเถียงกันไม่มีวันสิ้นสุด หลังจาก Max Weber เขียนเรื่อง The Protestant Ethics and the Spirit of Capitalism เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนมีความเอนเอียงไปทางฝ่าย Weber แต่ประเด็นใหญ่ไม่ได้อยู่ที่นั่น หากอยู่ที่ความมีใจกว้างของสังคมที่มีนิกายโปรเตสแตนต์เป็นศาสนาหลัก ความใจกว้างเปิดโอกาสให้การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น ยังผลให้การปฏิวัติอุตสาหกรรมและสร้างความร่ำรวยในยุคต่อมาเกิดขึ้นในอังกฤษและในฮอลแลนด์ก่อน
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน 2006, 10:50:19 AM »


The Next Global Stage โลกนี้คือเวทีละคร (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ดร.ไสว บุญมา

ในยุคนี้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ ด้านการอ่านภาวะโลกและด้านแนวคิดมักได้รับการยกย่องว่าเป็น "กูรู" (guru) คำนี้คงมีความหมายตรงกับคำไทยว่า "ปรมาจารย์" ฝรั่งมักเป็นผู้บุกเบิกในด้านการสร้างเทคโนโลยีใหม่มาตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ พร้อมกับการอ่านภาวะโลกและฐานความคิดเพื่อแก้ปัญหาที่มากับความเปลี่ยนแปลงนั้น ฉะนั้นกูรูจึงมักเป็นฝรั่งด้วย ในปัจจุบันนี้ญี่ปุ่นก้าวหน้าไม่น้อยกว่าฝรั่ง แต่นานๆ ญี่ปุ่นจึงจะมีกูรูชื่อดัง เช่น เคนิชิ โอมาเอะ (Kenichi Ohmae) สักคน ในช่วงเวลากว่า 30 ปี โอมาเอะคลุกคลีกับการบริหารจัดการและมีผลงานเขียนมากมาย รวมทั้งหนังสือแนวแนะนำว่า เราควรจะทำอย่างไรในโลกยุคโลกาภิวัตน์ชื่อ The Next Global Stage : Challenges and Opportunities in Our Borderless World ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2548 เขานำเสนอหนังสือเล่มนี้ตามแนวละคร โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ภาค คือเวที (Stage) การกำกับการแสดง (Stage Directions) และบทละคร (The Script)

ภาค "เวที" เริ่มด้วยการเล่าเรื่องราวของสถานที่ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับชี้ทางให้เห็นลักษณะของเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ ต่อด้วยการย้อนไปดูจุดกำเนิดของโลกาภิวัตน์ แล้วจบลงด้วยการอธิบายความล้มเหลวของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

เมืองต้าเลี่ยนของจีนเป็นสถานที่แรกที่ผู้เขียนนำมาเล่า ก่อนที่จีนจะปรับนโยบายเศรษฐกิจไปตามความคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ของ เติ้ง เซี่ยว ผิง เมื่อปี 2435 ต้าเลี่ยนเป็นทั้งเมืองท่า เมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางของการค้าขายในทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน หลังจากจีนเปิดโอกาสให้ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศใช้ระบบตลาดเสรีได้ ต้าเลี่ยนเป็นภูมิภาคหนึ่งซึ่งปรับเปลี่ยนนโยบายทันที โดยส่งเสริมให้มีการค้าขายกับต่างประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจแนวทวิลักษณ์ นั่นคือ พัฒนาฐานทางการอุตสาหกรรมซึ่งมีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกับผลักดันให้เกิดการลงทุนในด้านเทคโนโลยีใหม่และภาคบริการ ต้าเลี่ยนประสบความสำเร็จสูงด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น มีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีหลายแห่งซึ่งสามารถผลิตคนงานที่อยู่ในความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เป็นเมืองที่น่าอยู่เพราะมีน้ำสะอาด ชายหาดและอากาศดี ประกอบกับมีที่อยู่อาศัย สถานที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและการขนส่งเพียงพอ อีกทั้งยังมีนายกเทศมนตรีซึ่งมีหัวก้าวหน้าและมีความเป็นผู้นำชั้นยอด

ผู้เขียนเล่าถึงไอร์แลนด์เป็นอันดับต่อไป หลังจากได้เอกราชเมื่อปี 2465 ไอร์แลนด์เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน การส่งเสริมอุตสาหกรรมเมื่อราว 40 ปีผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ชาวไอร์แลนด์อพยพออกนอกประเทศเพื่อไปหางานทำ อย่างไรก็ตาม ชาวไอร์แลนด์เหล่านั้นมีการศึกษาสูงและเมื่อได้ไปเห็นโลกภายนอกชั่วระยะหนึ่งพวกเขาก็เริ่มเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมกับนำความรู้ความคิดใหม่ๆ ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ชาวไอร์แลนด์มองเห็นศักยภาพมหาศาลของการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตก่อนที่ระบบนั้นจะได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าและถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง พวกเขาจึงเริ่มพัฒนากิจการต่างๆ โดยใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นหัวจักรขับเคลื่อน จากกิจการง่ายๆ เช่น การบริการรับโทรศัพท์ให้ชาวต่างประเทศ ไปจนถึงกิจการที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เช่น การวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาภูมิปัญญาใหม่ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่สามที่ผู้เขียนนำมาเล่า โทรศัพท์โนเกียเป็นที่รู้จักดีของชาวโลก แต่นั่นเป็นเพียงสินค้าและบริการทางด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวของฟินแลนด์ ชาวฟินแลนด์ยังผลิตอย่างอื่นอีกมากซึ่งอาจไม่เป็นที่รู้จักดีเท่าโนเกีย ฟินแลนด์ผันตัวเองจากประเทศที่ขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ มาเป็นประเทศที่ขายมันสมองได้สำเร็จเพราะปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการเน้นความสำคัญของการศึกษามายาวนาน การรู้ภาษาอังกฤษอย่างดี การมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์กว้างไกล และการมีความกระหายที่จะใฝ่หาความรู้ความชำนาญในด้านเทคโนโลยีใหม่อยู่ตลอดเวลา

ผู้เขียนใช้ตัวอย่างทั้งสามนี้เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจโลกซึ่งบุคคล บริษัทห้างร้าน และประเทศจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อปรับตัวเอง นั่นคือ (1) การไร้พรมแดน เพราะประเทศส่วนใหญ่เปิดให้มีการติดต่อค้าขายกันได้อย่างเสรีและเทคโนโลยีทำให้เขตแดนของประเทศปิดกั้นการติดต่อสื่อสารได้ยาก (2) การไม่ปรากฏต่อสายตา เพราะการตัดสินใจในด้านเศรษฐกิจมักไม่เกิดขึ้นในตลาดอีกต่อไป หากเกิดขึ้นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ (3) การเชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึงด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และ (4) การตัดสินใจโดยการใช้ตัวเลขที่วัดจากจินตนาการ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตไกลๆ มากกว่าตัวเลขในปัจจุบัน เช่น การลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทมักเกิดจากการคาดคะเนว่าในอีกหลายปีข้างหน้าบริษัทนั้นจะทำอะไร มากกว่าการพิจารณาผลกำไรในปัจจุบัน

หลังจากชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญของโลกาภิวัตน์แล้ว ผู้เขียนย้อนไปดูปัจจัยที่ก่อให้เกิดจุดกำเนิดของโลกาภิวัตน์และเสนอปี ค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) ให้เป็นจุดเริ่มต้นเพราะเหตุการณ์ 4 ด้านคือ (1) ด้านอุดมการณ์ทางการเมืองที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อสหภาพโซเวียตได้มิเคล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำคนใหม่ซึ่งยอมรับความบกพร่องของระบบคอมมิวนิสต์และเสนอให้มีการปรับเปลี่ยน (2) ด้านเศรษฐกิจอันได้แก่การตกลงกันระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ 5 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ที่จะให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามีความยืดหยุ่นได้และการค้าขายสะดวกขึ้น (3) ทางด้านการคลังซึ่งเกิดจากสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายให้รัฐบาลกลางต้องทำงบประมาณสมดุล เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของโลกอันเกิดจากการขาดดุลของสหรัฐ และ (4) บริษัทไมโครซอฟท์ผลิตโปรแกรมแม่บท Windows ออกมาเป็นครั้งแรก โปรแกรมนี้มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างยิ่ง

ในด้านความล้มเหลวของวิชาเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนกล่าวว่า เกิดจากนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังหลงอยู่ในโลกแห่งความฝันและการสร้างแบบจำลองของเศรษฐกิจตามหลักวิชาคณิตศาสตร์และคำสอนของปราชญ์ซึ่งอธิบายเศรษฐกิจโลกได้เพียงบางส่วน นอกจากนั้นปัญหายังเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่า อะไรเป็นต้นเหตุ อะไรเป็นผล จนนำไปสู่การสร้างนโยบายที่งมงายขึ้นมา เช่น ความเชื่อที่ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะภาคธุรกิจจะลงทุนมากขึ้นเนื่องจากต้นทุนลดลงพร้อมๆ กับการขยายตัวของตลาด

เนื่องจากผู้บริโภคจะสามารถหยิบยืมเงินเพื่อการบริโภคได้มากขึ้น แต่นโยบายแนวนี้อาจมีผลตรงกันข้าม เพราะเงินทุนอาจไหลออกนอกประเทศเพื่อไปแสวงหาอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และพร้อมกันนั้นการบริโภคก็อาจลดลงเพราะในสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากซึ่งอาศัยดอกเบี้ยจากเงินออมเพื่อการบริโภคมีรายได้น้อยลง ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีแบบจำลองของเศรษฐกิจโลกที่เหมาะสม เนื่องจากมันมีความสลับซับซ้อนสูงมาก ทำให้ยากแก่การสร้างแบบจำลอง

ผู้เขียนเสนอว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์สร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องรื้อทฤษฎีเก่าๆ ทิ้งให้หมด เขาบอกว่า ในโลกยุคนี้สิ่งที่น่านำมาคิดเป็นพิเศษก็คือ (1) ทุกคน ทุกองค์กร และทุกประเทศสามารถสร้างความมั่งคั่งได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสินทรัพย์มากมายมาก่อน (2) โลกมีเงินทุนเหลือเฟือซึ่งพร้อมที่จะไหลเข้าไปในแหล่งที่มีแรงจูงใจหรือมีผู้ใช้ที่มีความสามารถสูง และ (3) ขนาดเล็กใหญ่ไม่มีความสำคัญ ความสามารถในการแข่งขันคือตัวชี้ขาด
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2006, 15:49:28 PM »

The Next Global Stage โลกนี้คือเวทีละคร (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ดร.ไสว บุญมา


ในภาค "การกำกับการแสดง" ผู้เขียนเสนอข้อคิดใหม่ในการมองประเทศ ภูมิภาค ปัจจัยในการสื่อสารและการทำธุรกิจ พร้อมทั้งสิ่งที่บริษัทห้างร้านควรปรับเปลี่ยน เขากล่าวว่า ความคิดและนโยบายเศรษฐกิจมักล้าสมัยเพราะผู้คิดใช้ประเทศ (nation-state) เป็น กรอบอ้างอิง แต่ประเทศเป็นกรอบทางการเมืองซึ่งมักไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะบางประเทศมีขนาดกว้างใหญ่ประกอบด้วยหลายส่วนซึ่งต่างกันทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เชื้อชาติและภาษาของประชาชน นอกเหนือจากนั้นการยึดเอาประเทศเป็นหลักมักนำไปสู่กิจกรรมจำพวกปลุกความเป็นชาตินิยมซึ่งอาจไม่เหมาะสมหรือจำเป็น เช่น การมีเงินตราและธนาคารกลาง มีสายการบินและมีกองทัพ

ผู้เขียนเสนอให้ใช้ภูมิภาค (region) เป็นฐานสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจยกเว้นในกรณีที่ประเทศมีขนาดเล็ก เช่น สิงคโปร์ เขาย้ำว่า ความสำเร็จของจีนและอินเดียเกิดจากรัฐบาลกลางปล่อยให้ภูมิภาคต่างๆ เป็นอิสระที่จะวางแผนการพัฒนาของตนเอง ต้าเลี่ยนเป็นภูมิภาคหนึ่งในหลายๆ ภูมิภาคซึ่งเป็นหัวจักรผลักดันให้เศรษฐกิจของจีนขยายในอัตราสูง ทั้งที่ยังมีอีกหลายส่วนของประเทศที่ขยายในอัตราต่ำ ในอินเดียก็เช่นเดียวกัน บังคาลอร์เป็นหนึ่งในหลายภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จสูงเพราะมีอิสระที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่

เขาเสนอว่า ขนาดของภูมิภาคยืดหยุ่นได้ แต่ควรมีตลาดขนาดใหญ่พอ คือมีคนระหว่าง 1-10 ล้านคน นอกจากนั้นภูมิภาคจะต้องมีสนามบินนานาชาติที่มีประสิทธิภาพสูง มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยชั้นดี มีความน่าอยู่และเปิดกว้างสำหรับชาวต่างประเทศ เขาเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาได้เปรียบประเทศอื่นเพราะมีโครงสร้างทางการเมืองที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจมาตั้งแต่วันเริ่มต้นก่อตั้งประเทศ นั่นคือ แต่ละรัฐมีอิสระที่จะตัดสินใจทำอะไรๆ ได้เองเป็นส่วนใหญ่พร้อมกับมีปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวถึงอย่างครบถ้วน

นอกจากปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนเสนอว่าปัจจัยสำหรับความก้าวหน้าได้แก่การรู้จักใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพราะเทคโนโลยีเป็นตัวชี้ขาดการพัฒนามาตลอดประวัติศาสตร์ ในยุคนี้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นหัวใจของการสื่อสารและการค้าขายคือสิ่งที่ทุกคนต้องรู้ เนื่องจากเทคโนโลยียุคนี้มีภาษาอังกฤษเป็นฐานและข้อมูลส่วนใหญ่ (ราว 80%) ที่เก็บไว้ในระบบอินเทอร์เน็ตเป็นภาษาอังกฤษ ฉะนั้นผู้ที่ต้องการก้าวหน้าต้องรู้ภาษาอังกฤษ โดยสรุปในภูมิภาคที่หวังก้าวหน้าประชาชนต้องรู้อย่างน้อย 3 ภาษาอย่างแตกฉาน คือภาษาของตนเอง ภาษาอังกฤษ และภาษาเทคโนโลยีซึ่งในสมัยนี้ก็คือภาษาคอมพิวเตอร์ประกอบกับระบบอินเทอร์เน็ต

นอกเหนือจากนั้นผู้เขียนกล่าวว่า สิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาเพื่อนำมาใช้อย่างจริงจัง ได้แก่ (1) การเปิดให้มีบัญชีเป็นเงินดอลลาร์ เพราะเงินสกุลนี้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก (2) การตั้งและโฆษณายี่ห้อสินค้าจนเป็นที่รู้จักทั่วโลกในแนวกับเครื่องดื่มโคคา-โคลา และนาฬิกาโรเลกซ์ (3) ภาษาที่วงการธุรกิจใช้สื่อสารกันทั่วโลกซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคำและตัวย่อเป็นจำนวนมาก เช่น BPO, CRM, IPO (4) ระบบเครื่องรับและจ่ายเงินอัตโนมัติ หรือ ATM (Automatic Transactions Machine) ซึ่งในขณะนี้มีสองบริษัทใหญ่ให้บริการคือ Plus และ Cirrus (5) บัตรเครดิตและบัตรอัจฉริยะ (smart card) ซึ่งรวมข้อมูลไว้มากมายเพื่อเอื้อให้การทำกิจกรรมต่างๆ สะดวกขึ้น และ (6) ระบบบ่งตำแหน่งบนผืนโลกผ่านดาวเทียม หรือ GPS (Global Positioning Satellites) ซึ่งใช้ในกิจการต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันขโมย การใช้ถนน การเก็บค่าผ่านทางและค่าจอดรถยนต์ หรือการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่

ปรากฏการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับเทคโนโลยีสารสนเทศและเป็นปัจจัยที่ทำให้โลกยุคใหม่ต่างจากโลกสมัยก่อน ได้แก่ การส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำ หรือ BPO (BPO = Business Process Outsourcing) แรงผลักดันของการทำเช่นนั้นคือ ความต้องการที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันที่จริงการส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำไม่ใช่ของใหม่ แต่มันไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมาก่อนเพราะการติดต่อและส่งข้อมูลเป็นไปด้วยความยากลำบาก หลังจากเทคโนโลยีสารสนเทศถูกพัฒนาขึ้นมาจนสามารถส่งข้อมูลจำนวนมากได้ในเวลาอันสั้น บริษัทห้างร้านซึ่งต้องการลดต้นทุนส่งงานไปให้ผู้อื่นทำกันอย่างกว้างขวางขึ้น

การส่งงานไปให้ผู้อยู่นอกองค์กรทำซึ่งกำลังสร้างปัญหาการเมืองในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ การส่งงานออกไปนอกประเทศ งานชนิดแรกซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางคือ การตอบคำถามทางโทรศัพท์ของลูกค้า งานชนิดนี้มักถูกส่งไปให้ชาวอินเดียและชาวฟิลิปปินส์ทำ เพราะพวกเขารู้ภาษาอังกฤษและคิดค่าแรงต่ำกว่าชาวอเมริกัน งานที่ส่งออกไปมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น งานทางด้านการทำบัญชี การออกแบบ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และงานวิจัยและพัฒนา งานที่ใช้ภูมิปัญญาสูงถูกส่งไปให้อินเดีย รัสเซียและจีนมากขึ้น เพราะสามประเทศนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก เมื่อบริษัทห้างร้านส่งงานออกนอกประเทศมากขึ้น ชาวอเมริกันเริ่มประท้วง ทำให้นักการเมืองผู้ต้องการเอาใจแรงงานออกมาสร้างความกดดันภาคธุรกิจให้หยุดทำ

การรับทำงานจำพวกนี้มิได้มีเฉพาะในอินเดีย จีนและฟิลิปปินส์เท่านั้น หากเกิดขึ้นทั่วไปในประเทศที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาที่นายจ้างต้องการและมีคนงานทางปัญญาจำนวนมากซึ่งพร้อมที่จะรับค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงในประเทศผู้จ้าง การรับงานจำพวกนั้นทำเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศของผู้รับ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการลดต้นทุนของผู้จ้าง จึงกล่าวได้ว่าปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดผลดีแก่ทั้งสองฝ่าย

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกด้านหนึ่งในโลกยุคใหม่ ได้แก่ กระบวนการซื้อขายและการส่งของให้ผู้ซื้อ ในขณะนี้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในด้านบริการค้นหาสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต บริษัทกูเกิลอาจเป็นผู้นำ แต่ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ไล่หลังมาติดๆ เช่น ยาฮูและไมโครซอฟท์ วิวัฒนาการเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความพร้อมสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ทั้งในรูปของการขายสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและเสนอให้บริการ โดยเฉพาะการนำสินค้าจากผู้ขายไปส่งให้แก่ผู้ซื้อ หรือที่มักเรียกกันว่า "ลอจิสติก" (logistics) บริการด้านนี้นับวันจะมีความสำคัญยิ่งขึ้น ผู้เขียนมีตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างบริษัทเดลล์ซึ่งผลิตคอมพิวเตอร์ตามสั่งทางโทรศัพท์และทางอินเทอร์เน็ตและบริษัทเฟเดรอลเอ็กซ์เพรสซึ่งบริการจัดส่งทั้งส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์จากทั่วโลกและคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปซึ่งต้องส่งไปให้ผู้ซื้อตามกำหนดเวลาอันสั้น สองบริษัทนี้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและรวดเร็วดังกับเป็นองค์กรเดียวกัน

เกี่ยวกับประเด็นนี้ผู้เขียนมีแนวคิดหนึ่งซึ่งดูแยบยลเป็นพิเศษ นั่นคือ "การนำเข้าที่ดิน" แต่การนำเข้าในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ญี่ปุ่นจะซื้อและขนดินมาจากนอกประเทศ หากหมายความว่าญี่ปุ่นควรไปซื้อที่ดินไว้ในต่างประเทศเพื่อใช้ผลิตสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นต้องการ อาทิ การผลิตข้าวซึ่งต้นทุนในญี่ปุ่นสูงถึงราว 10 เท่าของต้นทุนในออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนียและในประเทศไทย แทนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะสนับสนุนการผลิตข้าวในประเทศของตนด้วยเงินจำนวนมหาศาล ญี่ปุ่นควรใช้เงินนั้นซื้อที่ดินในต่างประเทศแล้วผลิตข้าวชนิดที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทาน แนวคิดนี้ใช้ได้กับกิจการหลากหลายรวมทั้งการผลิตผลไม้ ผัก และเนื้อสด ปัจจัยสำคัญได้แก่การพัฒนาระบบ ลอจิสติกให้มีประสิทธิภาพสูงจนสามารถส่งของสดจากแหล่งผลิตถึงผู้บริโภคได้ภายในเวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งขณะนี้เริ่มทำกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 06 ธันวาคม 2006, 10:38:29 AM »

คัดจากประชาไท

ชาเวซชนะเลือกตั้งขาด ลั่นดำเนินนโยบายสังคมนิยมเต็มสูบ   
 


แปล/เรียบเรียงโดย พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ


 



 

ชาเวซระหว่างการปราศรัยต่อผู้สนับสนุนที่เมืองกัวริโค (Guarico) ทางตะวันออกของกรุงคารากัส เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา (ที่มา AFP)

 

คารากัส, เวเนซุเอลา – ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) กล่าวสรรเสริญฝ่ายค้านที่ยอมรับความพ่ายแพ้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และกล่าวว่าชัยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นนี้แสดงให้เห็นว่าชาวเวเนซุเอลาสนับสนุนให้ประเทศไปสู่ทิศทางสังคมนิยมอย่างเข้มข้น

 

ชาเวซแถลงข่าวที่ทำเนียบประธานาธิบดี มิราฟรอเรส (Miraflores) กรุงคารากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังจากผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการเสร็จสิ้น โดยเขาสามารถเอาชนะนายมานูเอล โรซาเลซ (Manuel Rosales) คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนกว่าร้อยละ 63

 

“พี่น้องที่ลงคะแนนให้ผมนั้น ไม่ได้ลงคะแนนเพื่อเลือกผมแต่เขาเลือก ‘แผนการสังคมนิยม’ เพื่อสร้างเวเนซุเอลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง ผมขอแสดงความเคารพในการรับผิดชอบของฝ่ายค้านที่ยอมรับผลการเลือกตั้ง นี่เป็นเวลาที่ท่านจะยึดถือทัศนคติของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว” ชาเวซกล่าว

 

ผลการลงคะแนนปรากฏว่าชาเวซได้รับคะแนนเสียงถึง 7.2 ล้านเสียงจากผู้ออกมาใช้สิทธิ 12 ล้านคน นับเป็นชัยชนะจากเสียงส่วนใหญ่อย่างแจ่มชัด เพียงแต่ไม่ถึง 10 ล้านเสียงตามที่เขาหมายมั่นเอาไว้

 

ผู้สนับสนุนชาเวซกล่าวว่าเขาเป็นฝ่ายซ้ายที่มีวิสัยทัศน์ยอดนิยมคนหนึ่ง แต่ฝ่ายต่อต้านเขากล่าวว่าชาเวซเป็นพวกบ้าที่อันตราย ชาเวซมักปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารพร้อมหมวกแบเรต์สีแดงอันหมายถึงชีวิตของเขาซึ่งเคยผ่านการเป็นทหารพลร่ม ชาเวซมักกล่าวว่าเขาเป็นทหารที่พระเจ้าส่งมาทำการปฏิวัติสังคมนิยม

 

ชัยชนะของชาเวซในครั้งนี้ ทำให้ชาเวซกลายเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนที่ 6 ของลาตินที่ชนะการเลือกตั้งในปีนี้ ซึ่งชาเวซได้กล่าวว่าเขาต้องการดำเนินโครงการความร่วมมือภายในภูมิภาคลาตินอเมริกาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อลดอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค

 

ดูเหมือนว่าสหรัฐเองก็คงหนาวๆ ร้อนๆ เหมือนกัน

 

อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเวเนซุเอลา นายวิลเลียม บราวน์ฟิลด์ (William Brownfield) แสดงความยินดีกับเวเนซุเอลากับการเลือกตั้งที่สันตินี้ ซึ่งท่าทีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่และแสดงให้เห็นความต้องการของวอชิงตัน ที่ต้องการมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับชาเวซด้วยท่าทีขัดแย้งน้อยที่สุด

 

“ท่านประธานาธิบดีได้รับการเลือกกลับเข้ามาอีกครั้งโดยการตัดสินใจของประชาชนเวเนซุเอลา เรามีคำมั่นว่าเรานั้นพร้อมแล้ว มีความมุ่งหมายและมีความกระตือรือร้นที่จะค้นพบว่าเราสามารถจะสร้างเสริมการเจรจาทวิภาคีระหว่างกันให้ก้าวหน้าได้หรือไม่” นายบราวน์ฟิลด์กล่าวกับสถานีวิทยุ Union Radio

 

บราวน์ฟิลด์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลามีผลประโยชน์ร่วมกันในความร่วมมือที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสงครามต่อต้านการค้ายาเสพย์ติด, อาชญากรระหว่างประเทศ, การก่อการร้าย, การค้าและประเด็นด้านพลังงาน

 

แม้ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้ซื้อน้ำมันอันดับ 1 ของเวเนซุเอลา แต่ความตึงเครียดกลับปรากฏอยู่บ่อยครั้งผ่านการโต้เถียงระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา

 

ชาเวซกล่าวหาว่ารัฐบาลวอชิงตันเป็นผู้สนับสนุนให้มีการรัฐประหารในปี 2545 เพื่อต่อต้านเขา และเรียกประธานาธิบดีจอร์จ บุชว่า ‘ตัวอันตราย’ (Mr. Danger) และในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเขาเรียกจอร์จ บุชว่า ‘ปีศาจ’ (the devil)

 

และชาเวซยังกล่าวฉลองชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ของเขาว่า “เป็นอีกความพ่ายแพ้ของปีศาจ ผู้พยายามครอบครองโลก!”

 

นอกจากนี้ชาเวซยังมีมิตรสหายที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐอย่างอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนของอิรัก และเมื่อชาเวซชนะการเลือกตั้งหนนี้ อิหร่านเองก็เป็นประเทศแรกๆ ที่ร่วมแสดงความยินดี

 

แม้ว่าเขาจะเรียกบุชเป็นศัตรูในสุนทรพจน์ แต่เขาไม่ได้หมายความเช่นนั้นกับประชาชนของสหรัฐอเมริกา  โดยในทางนโยบายแล้วชาเวซจะส่งเชื้อเพลิงราคาถูกให้กับครอบครัวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่มีความจำเป็นต้องใช้เชื้อเพลิงด้วย!

 

เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาแสดงความกังวลกับภาวะประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลที่กุมอำนาจโดยชาเวซและพันธมิตรประเทศต่างๆ ของเขา ซึ่งความกังวลนี้ถูกประกาศอีกทีโดยฝ่ายต่อต้านชาเวซในเวเนซุเอลานั่นเอง

 

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์คอมมิวนิสต์ของคิวบาตีพิมพ์ข้อความแสดงความยินดีของผู้นำคิวบาอย่างฟีเดล คาสโตรต่อชาเวซ, ซึ่งชาเวซเห็นว่าคาสโตรเป็นทั้งเพื่อนสนิทและบิดาของเขา

 

“ชัยชนะครั้งนี้นั้นยิ่งใหญ่, เป็นการบดขยี้, และไม่มีใดเทียมในประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกา” ข้อความตอนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา ‘แกรนมา’ ตีพิมพ์ ทั้งยังกล่าวด้วยว่า “ชาวคิวบารู้สึกมีความสุขและขอสวมกอดอย่างเข้มแข็งให้กับชาวเวเนซุเอลาด้วย”

 

ประธานาธิบดีโบลิเวีย เอโว โมราเลส (Evo Morales) กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแสดงความยินดีกับชาเวซ ในชัยชนะในการเลือกตั้งของฝ่ายซ้าย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นชัยชนะในบราซิล เอกวาดอร์และนิคารากัว

 

ชัยชนะรอบใหม่ของชาเวซนั้นหมายความว่า เขาเองสามารถมุ่งหมายไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมนิยมได้มอย่างถอนรากถอนโคนมากกว่าเดิม แม้ว่าว่าบัดนี้ยังไม่แน่ชัดว่านโยบายขั้นแรกที่เขาจะทำคืออะไร

 

ชาเวซกล่าวว่าเขามีแผนที่จะปฏิรูปรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกการจำกัดสมัยการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่นี้จะทำให้เขาดำรงตำแหน่งได้ถึงปี 2012 เท่านั้น และเขากล่าวว่าเขามีแผนที่จะขจัดความยากจนอย่างจริงๆ จังๆ และเขาเคยกล่าวเปรยๆ ว่าจะแปรรูปบริษัทโทรคมที่ใหญ่ที่สุด (ในเวเนซุเอลา) มาเป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ

 

เขาสัญญาว่าจะใช้ความมั่งคั่งของทรัพยากรน้ำมันของประเทศ มาขจัดความยากจน และคะแนนเสียงที่สนับสนุนเขาหลักๆ นั้นก็เพื่อกดดันให้เขารีบดำเนินนโยบายโดยเร็ว

 

ฝ่ายตรงข้ามมองชาเวซว่า ‘กระหายอำนาจ’ แต่ชาวเวเนซุเอลาเห็นผลประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือสังคมที่มาจากการค้าน้ำมันนั้นเป็น ‘ภารกิจอันสำคัญ’

 

ชาเวซสนับสนุนงบประมาณหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยเหลือคนจนด้วยการสนับสนุนอาหาร การศึกษาฟรีในระดับอุดมศึกษา กองทุนเงินสดสำหรับผู้หญิงที่เลี้ยงลูกโดยปราศจากสามี (single mothers) และความช่วยเหลือต่างๆ

 

ชีวิตและงานของฮูโก ชาเวซ

 




ประธานาธิบดีชาเวซ ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบมิราฟรอเรส ในกรุงคารากัส ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา (ที่มา AP Photo/Howard Yanes)

 

ฮูโก ชาเวซ หรือชื่อเต็มของเขาคือ ฮูโก ราฟาเอล ชาเวซ ฟรีอาซ (Hugo Rafael Chávez Frías) เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1954 ในครอบครัวของครูประถมในเมืองซาบาเนต้า รัฐบารินาสปัจจุบันอายุ 52 ปี เมื่อเขาเรียนจบโรงเรียนชั้นมัธยมปลาย พ่อแม่ก็ส่งเขาเข้าเรียนต่อโรงเรียนนายร้อย ตามธรรมเนียมครอบครัวชนชั้นกลางในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ชาเวซหย่าแล้ว 2 ครั้งและมีลูก 4 คน

 

หลังจากเรียนจบและเข้ารับตำแหน่งในกองทัพแล้ว ด้วยการออกไปเห็นสภาพยากลำบากของคนชั้นล่างในเวเนซุเอลา ดังนั้นในปี 1988 เขาร่วมกับนายทหารชั้นผู้น้อยได้ก่อตั้งขบวนการปฏิวัติโบลิวาร์ (Revolutionary Bolivarian Movement-200 (MBR-200) ซึ่งเลข 200 หมายถึงวาระครบรอบชาตกาล 200 ปีซีโมน โบลิวาร์ (Simone Bolivar) นักปฏิวัติผู้ปลดแอกลาตินอเมริกาจากการตกเป็นอาณานิคม

 

และในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1992 เขาทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จและถูกจำคุก 2 ปี แต่การออกมายอมรับผิดในการทำรัฐประหารได้ทำให้เขามีชื่อเสียง และในปี 1997 เขาได้ก็ตั้งพรรคการเมืองชื่อขบวนการเพื่อสาธารณรัฐที่ห้า (Movement for the fifth Republic : MVR) เขาลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและชนะการเลือกตั้งปี 1998

 

เขากล่าวว่าเขามีแผนการสำหรับยุทธศาสตร์ปฏิวัติเรียบร้อยแล้ว โดยเขาเรียกแผนการนั้นว่า “สังคมนิยมสำหรับศตวรรษที่ 21” ซึ่งเขียนขึ้นระหว่างที่เขาใช้ชีวิตใน ‘คุกแห่งเกียรติยศ’ เป็นเวลา 2 ปี หลังจากที่เขาทำรัฐประหารล้มเหลวในปี 1992

 

เขาได้รับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1998 ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับสองพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งเวเนซุเอลาที่ครองอำนาจมายาวนานกว่า 40 ปี

 

ชาเวซใช้เวลาช่วงปีแรกของเขาในการวางแผนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จในการลงประชามติและเขาชนะการเลือกตั้งถล่มทลายอีกครั้งหนึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนกรกฎาคมปี 2000 ที่จะทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีมีวาระ 6 ปี

 

ฝ่ายต่อต้านชาเวซอ้างว่าเขานำพาประเทศไปสู่ความเสียหาย จึงทำการรัฐประหารขับไล่เขาลงจากอำนาจในวันที่ 11 เดือนเมษายนปี 2002 แต่ชะตากรรมของชาเวซไม่เหมือนทักษิณ ดังนั้นเพียงไม่กี่วันฝ่ายสนับสนุนชาเวซและทหารที่สนับสนุนเขาทำการต่อต้านฝ่ายรัฐประหารทั่วประเทศ จึงทำให้ชาเวซกลับสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 14 เมษายน!

 

ชาเวซรอดจากการถูกโค่นอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายต่อต้านนัดหยุดงานในกิจการน้ำมันเป็นเวลา 2 เดือนในเดือนธันวาคมปี 2002 ถึงกุมพาพันธ์ปี 2003 และชาเวซก็กเอาชนะในการลงประชามติไม่ไว้วางใจประธานาธิบดีในวันที่ 15 สิงหาคมปี 2004

 

ชาเวซมีพรสวรรค์ในการพูดในที่ชุมชน เขามีสำนวนดังพระผู้มาโปรด มีสำนวนฝ่ายซ้ายแต่มักอุทิศให้กับซีโมน โบลิวาร์ นอกจากนี้ในสำนวนวาจาเผ็ดร้อนของชาเวซก็ยังมักพูดถึงกีฬาเบสบอลที่เขาชอบอีกด้วย

 

นโยบายของชาเวซให้ความสำคัญกับคนจนอย่างที่ไม่มีผู้นำเวเนซุเอลาคนไหนเคยทำมาก่อน นโยบายสำคัญที่ชาเวซบุกเบิกเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้มีมากมาย ตั้งแต่การจัดตั้งองค์กรประชาสังคม ที่มีสมาชิกไม่เกิน 30 ครอบครัว เรียกว่า องค์กรชีวิตชุมชน

 

สำหรับน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของเวเนซุเอลา ชาเวซออกกฎหมายให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ร้อยละ 30 จากเดิมที่รัฐได้เพียง 16.6 ทำให้บริษัทต่างประเทศไม่พอใจเป็นอย่างมาก พยายามนัดหยุดงานและลงประชามติไม่ไว้วางใจดังที่กล่าวไปแล้ว แต่ไม่สำเร็จ

 

ผู้นำเวเนซุเอลายังจัดสรรงบประมาณกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 148,000 ล้านบาท ดำเนินโครงการเร่งด่วนให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ 10 โครงการ เน้นความช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ เช่น อาหาร บ้าน การศึกษา และสาธารณสุข ให้กับประชาชนระดับรากหญ้าจำนวนหลายล้านคนให้มีบ้าน ที่ดินทำกินด้วยการปฏิรูปที่ดินทั้งในเมืองและในชนบท

 

สนับสนุนให้แรงงานนอกระบบตั้งสหกรณ์ และสนับสนุนให้คนงานเข้าไปดำเนินกิจการเองแทนนายทุนที่ปิดโรงงาน ชาเวซมีโครงการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถอ่านออกเขียนได้ และผู้สูงอายุทุกคนจะได้รับเงินบำนาญเลี้ยงดูเป็นประจำทุกเดือน

 

ด้วยความที่ชาเวซมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคิวบา จึงมีการนำแพทย์จากคิวบาเข้ามารักษาฟรีแก่ประชาชน และมีการส่งนักเรียนแพทย์ไปยังคิวบาอีกด้วย

 

ซึ่งชัยชนะจากการเลือกตั้งของชาเวซเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. นี้ จะทำให้เขาเป็นผู้นำเวเนซุเอลาไปจนถึงปี 2012
 

 

 

 

ที่มาของข่าว

ภควดี วีระภาสพงษ์, “เวเนซุเอลา : เส้นทางปฏิวัติยุคหลังประวัติศาสตร์”, ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 3(3) 2548 หน้า 142-187.

 

Chavez: Venezuela backs socialism shift, By CHRISTOPHER TOOTHAKER, Associated Press Writer Dec, 5 2006

 

Chavez: ex-coup leader, champion of the poor, anti-US icon by Patrick Moser, AFP, Dec, 5 2006

 

Hugo Chávez, Wikipedia, the free encyclopedia,

 

Profile: Hugo Chavez, BBC, 4 December 2006, 12:08 GMT
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 16 มกราคม 2007, 12:36:23 PM »

ชัยชนะของซาเวซ จุดจบกิจการต่างชาติในเวเนฯ


การกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลาอีกครั้งของ ฮูโก ซาเวซ พร้อมด้วยคะแนนเสียงแห่งชัยชนะในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา 63% นับเป็นการยืนยันจากประชาชนชาวเวเนซุเอลาอีกหนึ่งรอบ ถึงการตัดสินใจเดินตามแนวนโยบายการสร้างสังคมนิยมแห่ง โบลิวาเลียน (Bolivalian Socialism) หรือสังคมนิยมสำหรับชาวละตินอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีผู้แข็งข้อและแข็งกร้าวกับสหรัฐผู้นี้ได้เริ่มต้นสร้างทางมาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อ 6 ปีก่อน

คำกล่าวของซาเวซในระหว่างพิธีสาบานตนเพื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อวันพุธที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา สร้างแรงกระเพื่อมแก่ธุรกิจต่างชาติที่อยู่ในเวเนซุเอลามากพอๆ กับเมื่อคราวประธานาธิบดีเอโว โมราเลส แห่งโบลิเวียชนะเลือกตั้ง และประกาศยึดกิจการด้านพลังงาน สาธารณูปโภค และเหมืองแร่ที่บริษัทต่างชาติดำเนินการอยู่ คืนกลับมาให้รัฐบาลแห่งชาติดำเนินการเองเมื่อต้นปีก่อน

ซาเวซกล่าวถึงการบริหารประเทศในยุคที่ผ่านมาของเขาว่า เป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ้นสุดลงแล้วเมื่อยุคสมัยที่ผ่านมา ขณะที่ในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศหนที่ 2 เขาระบุว่า เป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ เป็นยุคของโครงการแห่งชาติ "ไซมอน โบลิวาร์" ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 2550-2564 เพื่อทำให้เวเนซุเอลาเป็นประเทศแห่งระบบสังคมนิยมโดยชาวละตินอเมริกา ซึ่งซาเวซกล่าวว่า การสร้างสังคมนิยมแห่ง โบลิวาเลียนนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยความพยายามอันหนักหน่วง ที่เกิดจากความตกลงปลงใจ ความมุ่งมั่น ชัดเจน มีประสิทธิภาพร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติที่มีคุณภาพ

โดยการวางเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนสังคมไว้ใน 5 แนวทาง ได้แก่ การสร้างระบบกฎหมายให้เข้มแข็ง การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การให้ความสำคัญกับการศึกษาของคนในท้องถิ่น เพื่อสร้างจิตสำนึกของชาวละตินอเมริกาแก่เยาวชนและประชาชนของประเทศ การจัดระบบอำนาจพื้นฐานของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนจากทุกภาคของประเทศมีอำนาจทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน และสุดท้ายคือ การสร้างอำนาจของกลุ่มชุมชน โดยสภาชุมชน (communal councils) ที่มีอยู่ 200-400 ครัวเรือน

อีกทั้งยังประกาศว่า จะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับมุมมองของตนด้วยการสร้างสังคมนิยมแห่งศตวรรษที่ 21 โดยไม่ได้มุ่งเน้นแต่การนำธุรกิจด้านพลังงานและโทรคมนาคมเข้ามาเป็นของรัฐเท่านั้น แต่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับนโยบายที่ประกาศนี้ด้วยการเข้าควบคุมธนาคารกลางของประเทศให้เต็มสูบมากขึ้น รวมทั้งการให้รัฐเข้าดำเนินการในธุรกิจด้านการกลั่นน้ำมันเอง โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเพิ่มอำนาจแก่ประธานาธิบดีจากรัฐสภาเพื่อให้สามารถเข้าไปดำเนินการสร้างกฎกติกาใหม่ได้ในเร็ววัน

ด้านสำนักข่าววอยซ์ ออฟ อเมริกา รายงานว่า ซาเวซต้องการนำเอากิจการไฟฟ้าและโทรศัพท์เข้ามาเป็นของรัฐ และอ้างอิงความเห็นจากเทอร์รี่ แมคคอย ศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาละตินอเมริกาและการเมือง จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งกล่าวว่า นโยบายของซาเวซบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการที่รุนแรงมากขึ้นกว่าคราวก่อนของรัฐบาลเวเนซุเอลา และซาเวซจะใช้อำนาจจากการชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงสูงสุดสร้างความชอบธรรมเพื่อดำเนินการตามสิ่งที่หมายมั่นไว้

"การกล่าวถึงสังคมนิยมของซาเวซในอดีตเป็นเพียงภาพสัญลักษณ์ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เท่านั้น แต่มาถึงเวลานี้ การพูดถึงเรื่องนี้ของซาเวซกลับเป็นการเริ่มต้นสร้างระบบเศรษฐกิจที่หมายถึงให้รัฐเป็นเจ้าของการผลิตอย่างแท้จริง" แมคคอยกล่าว

ส่วนบีบีซี ตั้งประเด็นว่า การกล่าวถึงการสร้างรัฐสังคมนิยมของซาเวซจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศอย่างถึงรากถึงโคน ส่วนบริษัทด้านพลังงานและโทรคมนาคมซึ่งอยู่ในการดำเนินการของบริษัทต่างชาติ ที่น่าจะเป็นเป้าหมายแรกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ของซาเวซ บีบีซีได้กล่าวถึงบริษัทอิเล็กทริกซีดา เดอร์ คาราคัส กิจการด้านไฟฟ้าซึ่งบริษัท เออีเอสจากสหรัฐดำเนินกิจการ และอีกแห่งคือกิจการโทรศัพท์ ชื่อ ซีเอ นาซิโอนัล เทเลโฟโนส เดอ เวเนซุเอลา (CANTV)

โดยบริษัททั้งสองแห่งน่าจะถูกโอนกลับเข้ามาดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเวเนซุเอลาภายในต้นปีใหม่นี้ นอกจากนี้บีบีซีประเมินว่า กิจการทั้ง 2 แห่งน่าจะยอมทิ้งค่าชดเชยที่จะได้รับจากการถูกยึดกิจการ เพื่อทดแทนกับการจ่ายค่าจ้างแรงงาน

ขณะที่เว็บไซต์ www.marketwatch. com เปิดเผยรายงานข่าวที่กล่าวถึงกิจการก๊าซธรรมชาติในในเวเนซุเอลาด้วยว่า น่าจะเป็นอีกธุรกิจที่ซาเวซที่ยึดเข้ามาให้รัฐจัดการดำเนินกิจการ โดยเป็นขั้นตอนต่อเนื่องจากการปฏิรูปกฎหมายกิจการก๊าซธรรมชาติ ซึ่งซาเวซดำเนินการไว้แล้วตั้งแต่ปี 2542

ซึ่งแต่เดิมอนุญาตให้บริษัทเอกชนเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ในกิจการประเภทนี้ 100% และมีบริษัทเอกชนต่างชาติที่ดำเนินกิจการด้านนี้ในเวเนซุเอลา ได้แก่ บริษัทร่วมทุนอาร์เจนตินา-สเปน เรฟโซล วายพีเอฟ (REP) และบริษัทฟรานซ์ โทเทิล (TOT) จากฝรั่งเศส ซึ่งในอดีตนั้นบริษัท ทั้ง 2 แห่งได้เข้ามาดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลซาเวซ เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซสำรองของประเทศ โดยไม่มีหุ้นของรัฐ ในกิจการนี้เลย

แต่ในยุคสมัยการดำรงตำแหน่งของ ซาเวซในรอบ 2 นี้ กติกาในกิจการก๊าซธรรมชาติข้อนี้กำลังเปลี่ยนไป โดยซาเวซกล่าวอย่างหนักแน่นว่า ไม่เฉพาะน้ำมันเท่านั้น แต่ทรัพยากรของรัฐทั้งของแข็ง ของเหลว ก๊าซ ยางมะตอย ดินน้ำมัน และทุกอย่างย่อมต้องกลับมาให้รัฐเวเนซุเอลาดำเนินกิจการ

แล้วทั้งหมดนี้คือก้าวต่อไปของเวเนซุเอลา ภายใต้การนำของฮูโก ซาเวซ ผู้แข็งแกร่งและต้านทานกับกระแสทุนนิยมจากทั่วโลก
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์ 2007, 16:12:00 PM »

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

The Chaos Point : โลกย่างเข้าสู่ทางสองแพร่ง (1)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์

โดย ไสว บุญมา


ในช่วงนี้มีข่าวทุกวันเกี่ยวกับเหตุการณ์จำพวกเลวร้ายจนทำให้ดูเสมือนว่าโลกกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต ในความเห็นของนักปรัชญา Ervin Laszlo ที่เป็นเช่นนั้นเพราะโลกของเรากำลังสับสนวุ่นวายด้วยปัญหาสารพัดและกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่จะเกิดจุดพลิกผันอันสำคัญยิ่งเมื่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยทำให้โลกวิวัฒน์มาถึงจุดนี้แตกสลายยังผลให้โลกไม่สามารกลับไปสู่สภาพเดิมได้อีก โลกอาจจะล่มสลาย หรืออาจจะวิวัฒน์ต่อไปอย่างราบรื่นก็ได้ เพื่อสนับสนุนความเห็นนั้น เขาเพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่ออกมาและตั้งชื่อว่า The Chaos Point : The World at the Crossroads หนังสือขนาด 200 หน้าเล่มนี้แบ่งเป็น 8 บทในสองภาค เสริมด้วยคำนำของนักเขียนนวนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ Sir Arthur C. Clarke บทนำ ปัจฉิมลิขิตและภาคผนวก ซึ่งประกอบด้วยการก่อตั้งสมาคมบูดาเปสต์ (Budapest Club) ข้อคิดเห็นของสมาชิกและเอกสารของสมาคมนั้น

ผู้เขียนอ้างว่าในปัจจุบันโลกมีปัญหาหนักหนาสาหัสซึ่งแสดงอาการออกมาในรูปต่างๆ เช่น

-ความผิดหวังและความไม่พอใจของกลุ่มชนต่างๆ เพิ่มขึ้นเพราะช่องว่างระหว่างผู้มีอำนาจและโภคทรัพย์กับผู้ไม่มีทรัพย์นับวันจะยิ่งกว้างขึ้น

-หนึ่งในสามของผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองอยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม โดยเฉพาะในประเทศยากจนราว 78% ของผู้ที่อยู่ในเมืองอาศัยอยู่ในสภาพดังกล่าว

-สตรีและเด็กในบางส่วนของโลกยังไม่ได้รับการศึกษาและต้องทำมาหากินด้วยอาชีพเบ็ดเตล็ดที่ขาดความมั่นคง

-ชาวโลกใช้ความรุนแรงและการก่อการร้ายเพื่อแก้ปัญหาเพิ่มขึ้น

-ความคิดชนิดตกขอบขยายออกไปในวงกว้างขึ้น อิสลามแบบตกขอบขยายออกไปในโลกมุสลิม นาซีใหม่ขยายออกไปในยุโรปและการหลงศาสนาแบบบ้าคลั่งขยายออกไปในส่วนอื่นของโลก

-การตอบโต้การก่อการร้ายจากฝ่ายรัฐนำไปสู่สงครามและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง เอเชีย อเมริกากลางและจุดเดือดอื่นๆ

-ในปี พ.ศ. 2548 การใช้จ่ายเพื่อการทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จนเป็นเงินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 6 เท่าของรายได้ของคนไทยทั้งประเทศ)

-ประเทศส่วนใหญ่ผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและขาดอาหารเพิ่มขึ้นในขณะที่อาหารสำรองที่มีอยู่ในโลกลดลง

-การขาดน้ำสะอาดใช้ขยายวงกว้างขวางและร้ายแรงขึ้น วันหนึ่งๆ เด็กราว 6,000 คนตายเพราะขาดน้ำสะอาดใช้

-ระบบนิเวศของโลกขาดสมดุลอย่างร้ายแรงขึ้น

นอกจากอาการเหล่านี้แล้ว ยังมีแนวโน้มทางด้านลบใหญ่ๆ ในสหรัฐ ซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียวอยู่ในปัจจุบันด้วย เช่น

-ความยากจนและความหิวโหยกำลังเพิ่มขึ้น

-รัฐบาลให้ความใส่ใจในปัญหาความยากจนและปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อยลง

-ทั้งที่มีทรัพย์สินมากขึ้น ชนชั้นเศรษฐีมีความรู้สึกเชื่อมั่นในด้านการเงินของตนน้อยลง

-ชาวอเมริกันมีเสรีภาพน้อยลงอันเนื่องมาจากผลกระทบของมาตรการต่อสู้การก่อการร้ายและอื่นๆ

-จำนวนเงินที่ใช้ไปในด้านการส่งเสริมสื่อที่ดีและเพื่อพัฒนาสถาบันและโครงการให้ความรู้แก่ประชาชนลดลงเรื่อยๆ

ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาและแนวโน้มเหล่านี้มีโอกาสก่อให้เกิดความล่มสลายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก กระบวนการล่มสลายจะเริ่มขึ้นจากความแตกแยกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระหว่างประเทศและในระหว่างกลุ่มชนที่ได้ประโยชน์และกลุ่มชนที่ไม่ได้ประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ ผู้ที่ไม่ได้ประโยชน์จะรู้สึกผิดหวังมากขึ้นและจะใช้ระบบสารสนเทศยุคใหม่ติดต่อและร่วมมือกันเพื่อต่อต้านผู้ที่ได้รับประโยชน์ ในภาวะเช่นนี้กลุ่มผู้ก่อการร้าย ผู้ขายอาวุธเถื่อน ผู้ค้ายาเสพย์ติดและกลุ่มเจ้าพ่อทางด้านอาชญากรรมจะสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น พวกเขาจะร่วมมือกันและกับนักธุรกิจเลวๆ เพื่อขยายกิจการรวมทั้งการเข้าไปยึดธนาคารและบริษัทห้างร้านที่มีปัญหา ติดสินบนผู้นำ วางระเบิดและร่วมมือกับผู้ก่อการร้าย การตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหารจะทำให้มีเงินเหลือน้อยลงสำหรับกิจการทางด้านอื่น ส่งผลให้คนจนได้รับความช่วยเหลือน้อยลงด้วย ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเลวร้ายขึ้น การเกษตรจะได้ผลลดลงนำไปสู่ความอดอยากหิวโหยและความขัดแย้งเพิ่มขึ้นยังผลให้ค่าใช้จ่ายในด้านการทหารเพิ่มขึ้นอีก

ในขณะเดียวกันปัญหาด้านภูมิอากาศของโลกและการขาดแคลนน้ำยิ่งทำให้ผลิตอาหารได้น้อยลงไปอีกด้วย ความยากจนแพร่ขยายออกไปและผลักดันให้คนจนอพยพเข้าเมืองเพิ่มขึ้น รัฐบาลยิ่งถูกกดดันและหันไปใช้มาตรการทางทหารมากขึ้นเพื่อปราบปรามประชาชนพร้อมๆ กับพยายามกันทรัพยากรไว้ให้พวกตนเองและเพื่อรักษาขอบเขตของประเทศไว้ ประเทศยากจนจะหันไปใช้รัฐบาลเผด็จการและรัฐบาลทหารมากขึ้น การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายจะขยายวงกว้างขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้ง สงครามกลางเมืองและการแพร่ขยายของการก่อการร้ายในวงกว้างขึ้นอีก ในสภาพเช่นนี้จะมีผู้นำเลวๆ เกิดขึ้น พวกเขาเต็มใจที่จะใช้อาวุธร้ายแรงกวาดล้างผู้ที่อยู่ตรงข้าม สิ่งเหล่านี้จะวิวัฒน์ไปในรูปของวงจรอุบาทว์ที่มีความร้ายแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดความล่มสลายหายนะทั่วโลก

ผู้เขียนเห็นว่านั่นไม่ใช่ชะตากรรมที่ชาวโลกได้ถูกขีดให้เดินโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ตรงข้ามปัญหาอันหนักสาหัสที่กล่าวถึงอาจผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวและกิจกรรมที่นำไปสู่วิวัฒนาการในด้านดีในที่สุดก็ได้ วิวัฒนาการในด้านดีจะเริ่มขึ้นเมื่อบุคคลกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันสร้างเครือข่ายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เกิดกระบวนการที่จะนำโลกไปสู่สันติภาพและความยั่งยืน เมื่อนักธุรกิจมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านฐานความคิดและความคาดหวังของลูกค้าก็เริ่มพากันเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการใหม่นั้น สื่อและอุตสาหกรรมการบันเทิงค้นหาสิ่งใหม่ๆ มาเสนอก่อให้เกิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับโลกภายนอกและโลกภายใน ซึ่งจะแพร่ขยายออกไปตามระบบอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์และเครือข่ายการสื่อสารของบริษัทห้างร้าน ชุมชนและคนกลุ่มต่างๆ กระบวนการนี้จะก่อให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายในด้านการปรับปรุงสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

เงินที่เคยใช้ไปในด้านการทหารถูกนำมาใช้ในด้านสนองความต้องการทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ นำไปสู่การสร้างระบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้านการผลิตและการกระจายอาหารและทรัพยากร และด้านการใช้เทคโนโลยีที่ยั่งยืนเกี่ยวกับพลังงาน การขนส่งและการเกษตร ชาวโลกทั้งในระดับบุคคล ในระดับชุมชน ในภาคธุรกิจและในภาครัฐเปลี่ยนแนวคิดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและโยบายไปในทางสร้างเสริมวงจรมงคลจนนำไปสู่การลดการรังเกียจเดียดฉันท์และการข่มเหงซึ่งกันและกัน กลุ่มชนจะหันหน้าเข้าหากันก่อให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้นๆ จนนำไปสู่ความเสมอภาคกันในด้านต่างๆ จนในที่สุดสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความพลิกผันให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างยั่งยืน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กุมภาพันธ์ 2007, 16:13:49 PM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!