บ้านตุลาไทย
22 ตุลาคม 2014, 06:56:42 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บทความเกี่ยวกับพุทธศาสนาในแง่มุมต่าง ๆ  (อ่าน 12746 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 03 สิงหาคม 2008, 07:06:00 AM »

คัดจากไทยโพสต์

คอลัมน์   - บังอบายเบิกฟ้า

ถามหาความเป็นพุทธ


3 สิงหาคม 2551    กองบรรณาธิการ

เข้าพรรษาผ่านมาแล้วครึ่งเดือน ผู้เขียนขอโอกาสเขียนถึงพระเขียนถึงพระศาสนาบ้างตามสมควร ขอสาธุชนพิจารณาตรึกตรองความเป็นไปในสังคมนี้


ข่าวที่ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์รายวันจากพฤติการณ์ของพระภิกษุขณะนี้  ข่าวพระเกษม อาจินนสีโล นับว่าน่าสนใจ

เพราะท่านชักชวนหรือห้ามชาวบ้านกราบไหว้พระพุทธรูป  ตลอดจนให้ชาวบ้านขนพระพุทธรูปออกนอกบ้านไปฝังดินเรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่ง เผยแพร่คำสอนที่เคลื่อนจากพระธรรมวินัย

ในสองเรื่องนี้ สำหรับชาวบ้านทั่วๆ ไปคงเห็นว่าการไม่ให้กราบไหว้พระพุทธรูปเป็นเรื่องใหญ่   แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าสอนธรรมะคลาดเคลื่อนจากพระธรรมวินัย เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า (ถ้าเป็นความจริง)

เพราะเหตุใด

คำกล่าวหาเรื่องไม่ให้ไหว้พระพุทธรูป ดูเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นกล่าวหาว่าลบหลู่ดูหมิ่น จนจะจัดการโดยยืมมือรัฐเข้ามาเล่นงานพระเกษมกันเลยทีเดียว

เรื่องนี้ทำใจให้เป็นอุเบกขาและทบทวนกันดีๆ  พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสว่าให้สร้างรูปเคารพแม้รวมถึงรูปของพระพุทธองค์ เมื่อพระสาวกถามมากขึ้น จึงตรัสถึงเจติยะที่ระลึกถึงประกอบด้วยสังเวชนียสถาน  4 ได้แก่ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เป็นต้น ประติมากรรมสมัยแรกก็ไม่สร้างพระพุทธรูป  แต่ใช้การแกะสลักพระธรรมจักร  จนชั้นที่กรีกเข้ามาสู่ชมพูทวีป คติการสร้างรูปคนจึงทำให้มีพระพุทธรูปรุ่นแรกแบบกรีก

ส่วนการไม่นำพระพุทธรูปและพระเครื่องรางของขลังไว้ในบ้าน เรื่องนี้บรรพบุรุษของเราจนถึงรุ่นรัชกาลที่  5  กรุงรัตนโกสินทร์ ท่านก็ไม่เก็บพระพุทธรูปไว้บ้านเพราะบ้านเป็นสถานโลกียกรรม  จึงถือว่าพระพุทธรูปและพระเครื่องควรอยู่วัด แต่หลังรัชกาลที่ 5 ลงมาเกิดความนิยมเล่นพระบูชา พระเครื่อง จึงเกิดการเก็บพระไว้ที่บ้าน มีห้องพระของบ้านผู้ดี

พระเกษมไม่โกนคิ้ว

พระไทยแต่โบราณก็ไม่โกนคิ้ว เพราะไม่มีพระวินัยข้อใดบัญญัติให้พระ-เณรต้องโกนคิ้ว หากเข้าใจว่าพระไทยเริ่มโกนคิ้วเมื่อราวกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย  เพื่อแยกพระไทยออกจากพม่า โดยเฉพาะจารชนพม่าที่ปลอมบวชเป็นพระ ครั้นต่อมาภายหลังพระไทยโกนคิ้วสืบเนื่องกันมา เพราะเห็นว่าแม้ไม่มีในพระธรรมวินัยแต่ก็ไม่ขัดพระธรรมวินัย อาจเป็นการส่งเสริมพระธรรมวินัยด้วยซ้ำ พระจะเป็นอลัชชีหนีเที่ยวไม่ได้ ยักคิ้วเล่นหูเล่นตากับสีกาไม่ได้

กระนั้น  การใดเป็นขนมธรรมเนียมสืบทอดกันมา เมื่อไม่ผิดวินัยแห่งพระไตรปิฎก ชนส่วนใหญ่ปฏิบัติสืบเนื่อง พระเกษมก็ไม่น่ามีทิฐิ หาไม่ต้องแยกตนออกไปตั้งลัทธินิกายใหม่

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ  การสอนคลาดเคลื่อนไปจากพระไตรปิฎกที่เป็นหลักการสำคัญ  เพราะสอนผิด เชื่อผิด เป็นการตัดโอกาสญาติโยมที่จะบรรลุธรรมหรือการเข้าถึงมรรคผล นิพพาน

การจัดการกับพระเกษม  จึงยังน่าใช้ความเมตตา  พระผู้ใหญ่ควรนิมนต์มาสนทนาการให้เหตุผลเป็นการศึกษา  อาศัยพระอนุสาวนาจารย์หรือพระคู่สวดของท่านร่วมชี้แจง (เพราะพระอุปัชฌาย์มรณภาพแล้ว)

สุดวิสัยจริงๆ ก็อัปเปหิ

ถ้าไม่ยอมสละเพศบรรพชิต จึงค่อยขออำนาจรัฐเข้ามาอารักขา

เรื่องพระพุทธรูปและวิธีคิดเกี่ยวกับพระพุทธรูปนั้น  อย่าลืมคำโบราณที่ท่านเคยสอนเป็นคติไว้ "ไหว้พระพุทธถูกทองคำ ไหว้พระธรรมถูกใบลาน ไหว้พระสงฆ์ถูกลูกหลาน" ซึ่งหมายความว่าอย่าติดเพียงเปลือก

เรื่องทำนองนี้  สมัยท่านอาจารย์เจ้าคุณพุทธทาสภิกขุบุกเบิกสวนโมกข์ยุคแรก ได้ปาฐกถาธรรมเรื่องสิ่งที่ขวางการเข้าถึงพุทธธรรม  พวกติดเปลือกสมัยนั้นก็จะเล่นงานท่านอย่างเอาเป็นเอาตาย ของพรรค์นี้ทำความเข้าใจกันได้

ปัญหาที่อ้างเป็นพุทธ แต่ชอบความรุนแรงและปล่อยให้เกิดการข่มเหงรุกรานฝ่ายเดียว ครั้งแล้วครั้งเล่า จะให้เข้าใจอย่างไร รวมทั้งคนที่ออกปากยุให้ฆ่า



ทวงถามความเป็นพุทธ

"บ้านเมืองมันกำลังฆ่ากันเอง กำลังนี้ผมต้องให้คนของผมลุกขึ้นมาฆ่าบ้าง"

สมัคร สุนทรเวช

กล่าวเมื่อแถลง 6 มาตรการฝ่าวิกฤติเพื่อไทย

ความจริงผู้ชุมนุมคัดค้านรัฐบาลโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ถูกกฎหมาย กลับเป็นฝ่ายถูกกระทำและปราศจากการคุ้มครองของกฎหมายและจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังกรณีต่อไปนี้

กทม.  28  มี.ค.51  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  จัดสัมมนายามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ ณ ประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์ ถูกอันธพาลของรัฐบาลที่สนามหลวงยิงนอตและลูกแก้วทำร้ายผู้ร่วมสัมมนาบาดเจ็บหลายคน ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้

กทม.  25 เม.ย.51 พันธมิตรฯ จัดสัมมนาครั้งที่ 2 ที่ธรรมศาสตร์ อันธพาลสนับสนุนรัฐบาล  ขว้างปาก้อนหิน  ขวดน้ำ เข้าบริเวณสัมมนา นายเสรี อูมา ช่างภาพทีวี 7 คิ้วแตกเลือดอาบหน้า ตำรวจไม่สามารถคุมสถานการณ์และจับคนร้ายไม่ได้

วันเดียวกันยังมีการก่อเหตุทำร้ายที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ บริเวณสี่แยก  จปร.  ตำรวจจับคนร้ายไม่ได้ตามเคย

อุดรธานี  27  มิ.ย.51  กลุ่ม  นปก. กลุ่มคนรักอุดร และกลุ่มคนรักทักษิณ นำโดยขวัญชัย ไพรพนา ด่าทอ ขว้างปาใส่พันธมิตรฯ ท่ามกลางความเพิกเฉยเจ้าหน้าที่ของรัฐ

สกลนคร  11  ก.ค.51  อันธพาลการเมือง  400  คน  ขว้างปาสิ่งของใส่เวทีพันธมิตรฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ

เชียงใหม่ 13 ก.ค.51 อันธพาลการเมือง นำโดยนายเพชรวัฒน์ พัฒนศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ  นายอัครเดช สุขลักษณ์ แกนนำเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน และนายวิทยา  ตันติภูวนาท  แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย กว้างปาของแข็งของเน่าสู่เวทีพันธมิตรฯ และประชาชน ที่มีพระ คนชรา เด็ก และผู้หญิง เจ้าหน้าที่ไม่จับกุมผู้กระทำผิด

ศรีสะเกษ  17  ก.ค.51 นายวีระ สมความคิด เดินทางไปอุทยานเขาพระวิหาร ถูกตำรวจขัดขวางและอันธพาลที่รับคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดให้ปิดถนน จากนั้นขว้างปาท่อนไม้พร้อมเข้าตีกลุ่มพันธมิตรฯ จนรับความบาดเจ็บ ตำรวจไม่ดำเนินคดีกับอันธพาล

เชียงราย  19  ก.ค.51  อันธพาลของรัฐบาลในนามคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย 1,000  คน ปิดทางเข้าสนามบินเชียงราย และแยกย้ายค้นหาฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นการบุกรุกและละเมิดดังกระทำต่อสำนักงานของเตือนใจ  ดีเทศน์  อดีต  ส.ว. ปิดล้อมบ้านนายผ้าง พลชัย เจ้าของสถานีวิทยุห้วยไคร้ แกนนำพันธมิตรฯ เชียงราย ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ

มหาสารคาม  23  ก.ค.51  อันธพาลฝ่ายรัฐบาลบุกรื้อเวทีพันธมิตรฯ ด้วยกำลังพล 400 คน นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องเข้า รพ. ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ

บุรีรัมย์  24 ก.ค.51 อันธพาลของรัฐบาลใช้ก้อนหิน ท่อนเหล็กบรรจุปูน ทำลายเวทีพันธมิตรฯ เครื่องเสียงและทรัพย์สินราชการ ตลอดจนขว้างปาก้อนหินใส่ผู้ชุมนุม โดยที่ตำรวจไม่ดำคดีต่อการกระทำผิดซึ่งหน้า

อุดรธานี  24  ก.ค.51  อันธพาลในนามกลุ่มคนรักอุดร นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา ข้าราชการการเมืองสังกัดสำนักนายกฯ และน้องชาย นายธีระชัย แสนแก้ว พรรคพลังประชาชน นำกำลังถ่อยพร้อมมีด  ขวาน และไม้  ลุยทำร้ายฝ่ายพันธมิตรฯ ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและสาหัส  20  ราย เวลานานพอควร กระทั่งพันธมิตรฯ ร้องยูเอ็น และนักวิชาการลงชื่อประณามการกระทำ  ทางตำรวจจึงค่อยจับกุมอันธพาลการเมือง.
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 ตุลาคม 2008, 09:30:03 AM »

คัดจากมติชนรายวัน

คิดเป็นทำเป็นตามแนวพุทธธรรม 9 คิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก




 
วันนี้ขอพูดถึงวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ตามศัพท์ทางศาสนาว่าคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม ความจริงคำเดิมของท่านคือ "อุปปาทมนสิการ" หรือ "อุปปาทกมนสิการ" แปลตามตัวอักษรว่า "คิดให้เกิดการกระทำ" นักวิชาการสมัยใหม่แปลว่า "คิดสร้างสรรค์"

แปลอย่างนี้ยังไม่ครอบคลุมนัก ถ้าจะให้ครอบคลุมน่าจะแปลว่าคิดให้เกิดการกระทำในทางดี หรือคิดสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ที่ต้อง "ตีกรอบ" ไว้อย่างนี้กลัวว่าจะนำไปสู่การกระทำในทางไม่ดี หรือสร้างสิ่งไม่ดี

คนที่คิดทำระเบิดปรมาณู ก็เป็นคนคิดค้น คิดสร้างสรรค์ คิดทดลองวิธีการต่างๆ หลายวิธี กว่าจะสร้างมาเป็นระเบิดปรมาณูได้ คนที่คิดทำระเบิดปรมาณูขึ้นมาได้ใครๆ ก็ยอมรับว่าแกคิดให้เกิดการกระทำหรือคิดสร้างสรรค์

ทางโลกอาจถือว่าเป็นเรื่องดี เป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่คนที่คิดได้รับยกย่องว่าเป็นคนเด่นคนดังของโลกด้วยซ้ำ ชื่อนายอะไรล่ะ นายอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรืออะไรทำนองนี้จำไม่ถนัด ถ้าจำผิดก็ขอ "อำไพ" ด้วยผมมันเป็นคน "คลำ" แต่พระไตรปิฎก เรื่องอื่นไม่ค่อยได้คลำ

แต่ในทางพระพุทธศาสนา คิดอย่างนี้ยังไม่นับว่าเป็นการคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดให้เกิดการกระทำ เพราะการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อการทำลายผู้อื่น เผลอๆ ท่านประณามว่าเป็นบาปอกุศลเสียอีกด้วย จะบอกให้

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ได้ให้คำจำกัดความวิธีคิดแบบนี้ พร้อมทั้งอธิบายประกอบไว้ชัดแจ้งดี ผมขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านกัน เพื่อความสบายใจ (สบายใจผมสิครับ ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองลอกผู้รู้ท่านมา แต่ยังไงๆ ก็บอกว่า "ลอกมา" ไม่บังอาจโกหกว่า ข้าคิดขึ้นเองดอก)

"วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม" อาจเรียกง่ายๆ ว่าวิธีคิดแบบเร้ากุศล หรือเร้าคุณธรรม หรือวิธีคิดแบบกุศลภาวนา เป็นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรือบรรเทา และขัดเกลาตัณหา จึงจัดได้ว่า เป็นข้อปฏิบัติระดับต้นๆ สำหรับส่งเสริมความเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม และสร้างเสริมสัมมาทิฐิที่เป็นโลกิยะ

หลักการทั่วไปของวิธีคิดแบบนี้มีอยู่ว่าประสบการณ์ คือ สิ่งที่ได้ประสบหรือได้รับรู้อย่างเดียวกัน บุคคลผู้ประสบหรือรับรู้ต่างกัน อาจมองเห็นและคิดนึกปรุงแต่งไปคนละอย่างสุดแต่โครงสร้างของจิตใจ หรือแนวทางความเคยชินต่างๆ ที่เป็นเครื่องปรุงของจิต คือสังขารที่ผู้นั้นได้สั่งสมไว้ หรือสุดแต่การทำใจ ในขณะนั้นๆ

ของอย่างเดียวกัน หรืออาการกิริยาเดียวกัน คนหนึ่งมองเห็น แล้วคิดปรุงแต่งไปในทางดีงาม เป็นประโยชน์ เป็นกุศล แต่อีกคนหนึ่งเห็นแล้ว คิดปรุงแต่งไปในทางไม่ดีไม่งาม เป็นโทษ เป็นอกุศล แม้แต่บุคคลเดียวกัน มองเห็นของอย่างเดียวกันหรือประสบอารมณ์อย่างเดียวกัน แต่ต่างขณะ ต่างเวลา ก็อาจคิดเห็นปรุงแต่งต่างออกไป ครั้งละอย่าง คราวหนึ่งร้าย คราวหนึ่งดีทั้งนี้ โดยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว

การทำใจที่ช่วยตั้งต้นและชักนำความคิดให้เดินไปในทางที่ดีงาม และเป็นประโยชน์ เรียกว่าเป็นวิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม หรือโยนิโสมนสิการ แบบเร้ากุศลในที่นี้ โยนิโสมนสิการแบบเร้ากุศลนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิด และการกระทำที่ดีงาม เป็นประโยชน์ในขณะนั้นๆ และในแง่ที่ช่วยแก้ไขนิสัยความเคยชินร้ายๆ ของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิมพร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ๆ ที่ดีงาม ให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกันด้วย ในทางตรงข้ามหากปราศจากอุบายแก้ไขเช่นนี้ ความคิด และการกระทำของบุคคลก็จะถูกชักนำให้เดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินต่างๆ ที่ได้สั่งสมไว้เดิมเพียงอย่างเดียว และช่วยเสริมความเคยชินอย่างนั้นให้มีกำลังแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยไป

ตัวอย่างง่ายๆ อย่างหนึ่งที่มีในคัมภีร์ คือการคิดถึงความตาย ถ้ามี อโยนิโสมนสิการ คือทำใจหรือคิดไม่ถูกวิธี อกุศลธรรมก็จะเกิดขึ้น เช่นคิดถึงความตายแล้วสลดหดหู่ เกิดความเศร้า ความเหี่ยวแห้งใจบ้าง เกิดความหวาดหวั่น กลัวหวาดเสียวใจบ้าง ตลอดจนเกิดความดีใจเมื่อนึกถึงความตาย ของคนที่เกลียดชังบ้าง เป็นต้น

แต่ถ้ามีโยนิโสมนสิการ คือ ทำใจหรือคิดให้ถูกวิธีก็จะเกิดกุศลธรรม คือ เกิดความรู้สึกตื่นตัวเร้าใจ ไม่ประมาทเร่งขวนขวายปฏิบัติกิจหน้าที่ทำสิ่งดีงามเป็นประโยชน์ ประพฤติปฏิบัติธรรม ตลอดจนรู้เท่าทันความจริงที่เป็นคติธรรมดาของสังขาร ท่านกล่าวว่า การคิดถึงความตายอย่างถูกวิธี จะประกอบด้วยสติ (ความกำหนดใจได้ หรือมีใจอยู่กับตัว ระลึกรู้ถึงสิ่งที่พึงเกี่ยวข้องจัดทำ) สังเวค (ความรู้สึกเร้าใจ ได้คิด และสำนึกที่จะเร่งรีบทำการ) และญาณ (ความรู้เท่าทันธรรมดา หรือรู้ตามเป็นจริง) นอกจากนั้นท่านได้แนะนำอุบายแห่งโยนิโสมนสิการ เกี่ยวกับความตายไว้หลายอย่าง

แม้ในพระไตรปิฎก ก็มีตัวอย่างง่ายๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบ่อยๆ คือ เหตุปรารภ หรือเรื่องราวกรณีอย่างเดียวกัน คิดมองไปอย่างหนึ่งทำให้เกียจคร้าน คิดมองไปอีกอย่างหนึ่งทำให้เกิดความเพียรพยายาม (ดังความในพระสูตร) เช่น

1.ภิกษุมีงานที่จะต้องทำ เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เรามีงานที่จักต้องทำ เมื่อเราทำงาน ร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย อย่ากระนั้นเลย เรานอน (เอาแรง) เสียก่อนเถิด คิดดังนี้แล้ว เธอก็นอนเสียไม่เริ่มระดมความเพียรเพื่อบรรลุธรรม ที่ยังไม่บรรลุเพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง...

2.อีกประการหนึ่งภิกษุทำงานเสร็จแล้ว เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราได้ทำงานเสร็จแล้ว เมื่อเราทำงาน ร่างกายก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว อย่ากระนั้นเลย เราจะนอน (พัก) ละ คิดดังนี้แล้วเธอก็นอนเสีย...

กรณีเดียวกันทั้งหมดนี้ คิดอีกอย่างหนึ่ง กลับทำให้เริ่มระดมความเพียร ท่านเรียกว่า เรื่องที่จะเริ่มระดมเพียร เช่น

1.(กรณีที่จะต้องทำงาน) ...ภิกษุคิดว่า เรามีงานที่จะต้องทำ และขณะเมื่อเราทำงาน การมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลายก็จะทำไม่ได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราเริ่มระดมความเพียรเสียก่อนเถิด เพื่อจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อเข้าถึงธรรมที่ยังไม่เข้าถึง เพื่อประจักษ์แจ้งธรรมที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง คิดดังนี้แล้ว ภิกษุนั้นจึงเริ่มระดมความเพียร...

2.(กรณีที่ทำงานเสร็จแล้ว) ...ภิกษุคิดว่าเราได้ทำงานเสร็จแล้ว ก็แล ขณะเมื่อทำงานเรามิได้สามารถมนสิการคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย เราเริ่มระดมความเพียรเถิด...

เรื่องเดียวกัน ถ้าคิดแบบไม่สร้างสรรค์ กับคิดแบบสร้างสรรค์ผลจากการคิดจะออกมาไม่เหมือนกัน ดังตัวอย่างข้างต้น "เรื่องงาน" คนหนึ่งคิดว่าถ้าทำงาน ร่างกายก็จะเหน็ดเหนื่อย สู้นอนพักผ่อนดีกว่า สบายดี ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

ผลก็คือกลายเป็นคนขี้เกียจ ผัดวันประกันพรุ่ง "เช้านอน เพลนอน เย็นพักผ่อน ค่ำจำวัด" อะไรทำนองนั้น

อีกคนคิดว่าเรามีงานต้องทำ การทำงานทำให้เราได้ปีติชื่นชม เมื่องานเสร็จแถมยังได้รับค่าตอบแทนจากน้ำพักน้ำแรงอันบริสุทธิ์มาเลี้ยงตนและครอบครัวอีก และงานของเราถ้าทำได้อย่างดีก็จะเป็นเกียรติยศ แก่วงศ์ตระกูลและอำนวยประโยชน์แก่คนทั่วไป ด้วยคนเราไม่มีค่า ถ้าไม่สร้างผลงานที่ดีฝากไว้อีกไม่กี่ปี เราก็จะลาโลกแล้วเกิดมาทั้งทีต้องทำดีฝากไว้ ถ้าคิดเช่นนี้ จะไม่มีวันเป็นคนเฉื่อยแฉะไม่เอาไหนแน่นอน

"ความคิดคนเรานี้สำคัญ เราจะเป็นอย่างไร เป็นผลมาจากว่าเราคิดอะไรมาก่อน"

อย่าคิดว่านี้คือคำพูดของฝรั่ง ผมถอดมาจากพระพุทธวจนะบาลีว่า "มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมยา" ต่างหาก

"ความตาย" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนคิดในแง่มุมแตกต่างกัน มีพฤติกรรมแตกต่างกันไปด้วย

คนหนึ่งคิดว่า เกิดมาแล้วต้องตาย ชีวิตไม่แน่นอนแล้วเราจะขวนขวายไปทำไม ทำก็ตาย ไม่ทำก็ตาย ไม่ทำอะไรเลยดีกว่า

แต่อีกคนไม่คิดอย่างนั้น ไหน ๆ ก็จะต้องตายแล้วอายุสั้นเหลือเกิน ขณะที่เรายังมีลมหายใจอยู่เราต้องพยายามขวนขวายทำความดีไว้มากๆ

เห็นแล้วใช่ไหมครับ วิธีคิดแบบปลุกเร้าคุณธรรม เป็นสิ่งจำเป็นพระพุทธเจ้าตรัสย้ำให้พุทธศาสนิกฝึกคิดแบบนี้ให้มาก และคิดบ่อยๆ จะได้มีส่วนช่วยสร้างสรรค์จรรโลงสังคม
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 09 เมษายน 2009, 07:28:23 AM »


ธรรมนูญชีวิต...พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)  คลิก--->

http://www.openbase.in.th/node/3062
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 08:03:53 AM »

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=247

หัวใจพุทธศาสนา
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

หัวใจพุทธศาสนาคืออะไร ว่ากันไปหลายอย่าง ถูกทั้งนั้น อันไหนก็ได้

พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการที่เรียกกันว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา" เป็นคำไทยที่เราพูดกันง่ายๆ ถ้าพูดเป็นภาษาบาลี คือ "โอวาทปาฎิโมกข์" หลักที่ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือคำไทยที่สรุปพุทธพจน์ง่ายๆ สั้นๆ ว่า "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์" ภาษาพระหรือภาษาบาลีว่า

"สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ"

แปลให้เต็มเลยว่า "การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เพรียบพร้อม การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย"

คำลงท้ายว่า "นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" ทำให้เราคิดว่านี่แหละเป็นคำสรุป แสดงว่าเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ เราก็เลยเรียกว่า "หัวใจ" มาเป็นจุดเริ่มต้น แต่กระนั้นชาวพุทธผู้ได้ฟังพระสอนมามากๆ พระอาจารย์หรือพระเถระผู้ใหญ่บางท่านพูดถึงหลักการอื่นว่า อันโน้นสิ อันนี้สิ เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา บางทีโยมก็ชักงง จึงขอยกเอาเรื่องนี้มาพูดว่าอะไรกันแน่ที่เรียกว่าเป็น หัวใจพระพุทธศาสนา

บางท่านบอกว่า "อริยสัจสี่" เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดรวมอยู่ในอริยสัจสี่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เสด็จไปแสดงปฐมเทศนา พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร

พระองค์ตรัสพุทธพจน์ตอนหนึ่ง มีความว่า ตราบใดที่เรายังไม่ (จตูสุ อริยสจฺเจสุ ติปริวฎฺฎํ ทวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) มีญาณทัศนะที่มีปริวัฎ ๓ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจสี่ เราก็ยังปฏิญาณไม่ได้ว่า ได้ตรัสรู้ ต่อเมื่อเรามีญาณทัศนะนั้น จึงปฏิญาณได้ว่า ตรัสรู้ หมายความว่า ตรัสรู้อริยสัจสี่ครบ ๓ ด้าน คือรู้ว่าคืออะไร แล้วก็รู้ว่าหน้าที่ต่ออริยสัจสี่แต่ละอย่างนั้นคืออะไร และรู้ว่าได้ทำหน้าที่ต่ออริยสัจนั้นแล้ว เวียนไปทุกข้อเรียกว่า ๓ ปริวัฎ

อธิบายว่า รู้ในอริยสัจสี่แต่ละอย่างเริ่มตั้งแต่รู้ว่าทุกข์คืออะไร เราจะต้องทำอะไรต่อทุกข์ แล้วก็รู้ว่าหน้าที่ต่อทุกข์นั้นเราได้ทำแล้ว ถ้ายังไม่รู้อริยสัจด้วยญาณทัศนะครบทั้ง ๓ ในแต่ละอย่าง (รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ เรียกว่ามีอาการ ๑๒) ก็ยังไม่สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ

ต่อเมื่อได้ตรัสรู้อริยสัจ โดยมีญาณในอริยสัจแต่ละข้อครบทั้ง ๓ รวมเป็น ๑๒ จึงปฏิญาณได้ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจสี่ และการตรัสรู้อริยสัจสี่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า อริยสัจสี่จึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

บางท่านไปจับเอาที่พระไตรปิฎกอีกตอนหนึ่ง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้กระทัดรัดมากว่า "ปุพฺเพจาหํ ภิกฺขเว เอตรหิ จ ทุกขญฺเจว ปญฺญาเปมิ ทุกขสฺส จ นิโรธํ" ภิกษุทั้งหลายทั้งในกาลก่อนแลบัดนี้ เราบัญญัติแต่ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น ถ้าจับตรงนี้ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนทั้งหมดนั้น หลักการของพระพุทธศาสนาก็มีเท่านี้ คือ ทุกข์และความดับทุกข์

ท่านพุทธทาสกล่าวถึงหลักอีกข้อหนึ่งให้ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือ "สพฺเพ ธฺมมา นาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า "ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น" คำว่า "นาลํ" แปลว่าไม่ควร หรือ ไม่อาจ ไม่สามารถ คำว่า "ไม่ควร " ในที่นี้หมายความว่า เราไม่อาจไปยึดมั่นมันได้ เพราะมันจะไม่เป็นไปตามใจเราแน่นอน เมื่อมันไม่อาจจะยึดมั่น เราก็ไม่ควรจะยึดมั่นมัน อันนี้ท่านถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เมื่อได้พังอย่างนี้ ก็ทำให้เราสงสัยกันว่าจะเอาหลักอันไหนดีเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ก็เลยขอให้ความเห็นว่าอันไหนก็ได้



--------------------------------------------------------------------------------




แต่ต้องระวัง อันไหนก็ได้ จะทำให้พุทธศาสนาง่อนแง่น

ชาวพุทธต้องมีหลักที่แน่ชัด ให้ปฏิบัติเด็ดแน่วเป็นหนึ่งเดียว



            แต่การพูดว่า "อันไหนก็ได้" ก็ไม่ดีเหมือนกันเพราะทำให้ชาวพุทธเหมือนว่าไม่มีอะไรลงตัวแน่นอน แล้วกลายเป็นคนที่เอาอย่างไรก็ได้ โงนเงนง่อนแง่นหรือแกว่งไปแกว่งมา เหมือนไม่มีหลัก ก็จะกลายเป็นไม่ได้เรื่อง เราต้องชัดเจนว่า ที่อันไหนก็ได้นั้น ทั้งหมดคืออันเดียวกัน เพราะการพูดถึงหลักคำสอนเหล่านี้นั้น เป็นการพูดโดยจับแง่มุมต่างๆ กันของคำสอน ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระบบเดียวกันโยงถึงกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน



            ถ้าพูดว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคือ "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส" หัวใจที่ว่านี้เป็นหลักในเชิงปฏิบัติเป็นเรื่องการดำเนินชีวิตว่า เราจะไม่ทำชั่ว ทำดี และทำใจให้ผ่องใส



            ทีนี้ลองไปดูหลักอริยสัจสี่ ซึ่งมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะเห็นว่าข้อที่ ๔ คือ "มรรค" เป็นข้อปฏิบัติ



            มรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย องค์ทั้ง ๘ นี้ ก็จำยาก จึงย่อง่ายๆ เหลือ ๓ เท่านั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา



            ศีล คือ เว้นชั่ว….. สมาธิ คือ ทำความดีให้ถึงพร้อม….. ปัญญา คือ ชำระจิตใจให้ผ่องใส พอแยกแยะอย่างนี้แล้วก็เห็นว่า เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ที่ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา นั้น ก็อยู่ใน มรรค นี่เองเป็นอริยสัจ ข้อที่ ๔ คือ ข้อสุดท้าย



           ทุกข์ คือ ตัวปัญหา เป็นสิ่งที่เราไม่เอา ยังไม่ต้องปฏิบัติ เราต้องรู้ให้ชัดว่าอะไรเป็นปัญหาที่เราจะต้องพ้นไป….. สมุทัย คือ ตัวเหตุแห่งทุกข์ ต้องสืบสาวให้รู้ตามหลักความจริงที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยว่า ทุกข์เกิดจากเหตุ และเหตุนั้นคืออะไร เหตุนั้นเรารู้ว่าจะต้องกำจัด แต่เรายังไม่ได้ทำอะไร จากนั้นเราก็รู้ว่าเมื่อกำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือ….. นิโรธ แต่ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ด้วยการลงมือทำในข้อสุดท้ายคือ มรรค ฉะนั้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ สามอย่างนี้เราเข้าใจว่ามันคืออะไร เราจะต้องทำอะไรต่อมัน แต่เราปฏิบัติมันไม่ได้ สิ่งที่จะปฏิบัติได้คือ ข้อที่ ๔ ได้แก่….. มรรค เมื่อเราปฏิบัติตาม มรรค เราก็กำจัด สมุทัย แก้เหตุแห่งทุกข์ได้เราก็พ้นทุกข์ หมดปัญหา และเราก็บรรลุนิโรธ เข้าถึงจุดหมายได้สามารถทำให้สำเร็จงานสำหรับ ๓ ข้อแรกทั้งหมด เป็นอันว่า สิ่งที่เราต้องปฏิบัติมีอยู่ข้อเดียวคือ ข้อ ๔ แต่เราต้องรู้ ๓ ข้อข้างต้นด้วย



            ถึงตอนนี้กลับไปดูหลัก เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ จะเห็นว่าเป็นหลักในภาคปฏิบัติทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ใน มรรค คือ ข้อที่ ๔ ของอริยสัจ เพราะมรรคเป็นฝ่ายลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ ในแง่ของหลักความจริงตามสภาวะว่าเป็นอย่างไร จุดหมายคืออย่างไร ก็อยู่ในข้อ ๑ - ๒ - ๓ ของอริยสัจ



           เพราะฉะนั้น อริยสัจ กว้างกว่าและครอบคลุมหลัก เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ด้วย สำหรับชาวพุทธทั่วไป เริ่มต้นก็ให้เห็นก่อนว่าจะปฏิบัติอะไร เมื่อปฏิบัติไปได้ระดับหนึ่งก็จะต้องรู้หลักความจริงทั่วไปด้วย มิฉะนั้นการปฏิบัติก็ไปไม่ตลอด ถึงตอนนั้นต้องรู้หลักอริยสัจสี่



           อย่าลืมว่า ได้หลักแน่ชัดแล้วนะ เริ่มด้วย "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส" นี่แหละเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาไว้ก่อน แล้วก้าวต่อไปให้ครบ อริยสัจทั้ง ๔ ให้ได้จึงจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงและสมบูรณ์ 


--------------------------------------------------------------------------------




ว่ากันไป กี่หลักกี่หัวใจ ในที่สุดก็หลักใหญ่เดียวกัน



            ทีนี้ลองเทียบหลักอื่นอีก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ "ทั้งในกาลก่อนและบัดนี้ เราบัญญัติแต่ทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น" อันนี้คือ อริยสัจ ๔ แบบสั้นที่สุด ย่อเป็น ๒ คู่ คือ

           ทุกข์ และ สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ อันนี้ ๑ คู่

           นิโรธ ความดับทุกข์ และ มรรค ทางให้ถึงความดับทุกข์ก็ ๑ คู่



           ยังมีอีก คือเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ตอนจะออกประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงพระดำริ ซึ่งมีความตอนนี้ในพระไตรปิฎกบอกว่า….. "อธิคโต โข มฺยายํ ธมฺโม" ธรรมที่เราบรรลุนี้ ทุรนุโพโธ เป็นของที่รู้ตามได้ยาก กล่าวคือ หนึ่ง …. อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท สอง….. นิพพาน แล้วพระองค์ก็ตรัสเล่าต่อไปว่า พระองค์ทรงดำริว่า หมู่สัตว์ทั้งหลาย มักหลงระเริงกันอยู่ในสิ่งที่ล่อให้ติด ยากที่จะเข้าใจหลักการทั้ง ๒ นี้ จึงน้อมพระทัยไปในทางที่จะไม่ทรงสั่งสอน



           แต่ถ้าเราโยงดูก็บอกได้ว่าสาระไม่ไปไหน ที่แท้ก็อันเดียวกันนั่นแหละ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องทุกข์และสมุทัย แทนที่จะจับที่ปรากฏการณ์คือ ทุกข์ ก็จับที่กระบวนการของกฏธรรมชาติ เริ่มที่ข้อสมุทัย ดูเหตุปัจจัยที่เป็นไปจนปรากฏทุกข์เป็นผลขึ้น จึงรวมทั้งข้อทุกข์และสมุทัย ดังจะเห็นได้ว่าเวลาตรัส ปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า….. "เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนธสฺส สมุทโย โหติ" แปลว่า "สมุทัย คือ การเกิดขึ้นพร้อมแห่งทุกข์ จึงมีด้วยประการฉะนี้" หมายความว่า จากความเป็นไปตามกระบวนการของกฎธรรมชาตินี้ จึงเกิดมีทุกข์ขึ้น



           เพราะฉะนั้น ข้อว่า อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ก็คือตรัสเรื่อง ทุกข์ และ สมุทัย จากนั้นอีกอย่างที่ตรัสไว้ คือ นิพพาน ซึ่งก็คือข้อนิโรธ ซี่งเราจะต้องบรรลุถึงด้วยการปฏิบัติตามมรรค การที่จะบรรลุนิพพานที่เป็นจุดมุ่งหมาย ก็เรียกร้อง หรือ เป็นเงื่อนไขอยู่ในตัวให้ต้องปฏิบัติตามมรรค ดังนั้น การตรัสถึง นิพพาน คือข้อนิโรธ ก็โยงเอามรรคเข้ามาพ่วงไว้ด้วย



            พูดให้ลึกลงไป ข้อแรก อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ก็คือ สังขตธรรม พร้อมทั้งกระบวนความเป็นไปของมันทั้งหมด ส่วนข้อหลัง นิพพาน ก็คือ อสังขตธรรม ที่พ้นไปจากสังขตธรรม นั้น



            อริยสัจนั้นเป็นวิธีพูด หรือ วิธีแสดงกฎธรรมชาติในแง่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต หรือ แก้ปัญหาชีวิตของตน พระพุทธเจ้าตรัสวางไว้ในรูปที่ใช้การได้เรียกว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ความจริงในกฎธรรมชาติก็คือ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท และสภาวะที่เป็นจุดหมายคือ นิพพาน ก็มีเท่านี้ เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า ไม่ไปไหน



            ส่วนอีกหลักหนึ่งคือ "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น คือ เราไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นไว้ได้ เป็นการสรุปหัวใจของการปฏิบัติที่โยงไปหาความจริงของธรรมชาติ หรือ สภาวธรรม ว่า สิ่งทั้งหลายหรือปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง หรือสิ่งที่แวดล้อมชีวิตของเรา หรืออะไรก็ตามที่เราเกี่ยวข้อง มันไม่ได้อยู่ใต้อำนาจความปรารถนาของเรา แต่มันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือ มีอยู่ดำรงอยู่ตามสภาวะของมัน เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถยึดมั่นถือมั่นมันได้ เราจะต้องวางใจปฏิบัติต่อมันให้ถูก



            หลักนี้เป็นการโยงธรรมดาธรรมชาติหรือความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย มาสู่ท่าทีปฏิบัติของมนุษย์ต่อสิ่งเหล่านั้น ซึ่งรวมสาระสำคัญว่า เราต้องรู้ทันว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่เป็นไปตามใจปรารถนาของเรานะ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เราจะไปยึดมั่นถือมั่นตามใจของเราไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติด้วยปัญญา คือด้วยความรู้เท่าทันและให้ตรงตามเหตุปัจจัย เมื่อละความยึดมั่นได้ก็สงบเย็น นิพพาน คือข้อนิโรธ



           ตกลงว่า การกล่าวถึง หัวใจพระพุทธศาสนา กันหลายแบบหลายแนวนั้น ทั้งหมดก็เป็นอันเดียวกัน ซึ่งในที่สุดหลักใหญ่ที่ครอบคลุม ก็คือ อริยสัจสี่ นี่แหละ ไม่ไปไหน ที่พูดมาในตอนนี้ทั้งหมด ก็เป็นการแยกแยะและเชื่อมโยงให้เห็นชัดเจนลงไปว่า หลักหัวใจพระพุทธศาสนา ที่พูดกันหลายอย่างนั้น ที่จริงก็อันเดียวกัน ต่างกันโดยวิธีพูดเท่านั้น และขอย้ำว่า.....



           อย่ามัวพูดว่า อย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ ขอให้จับหลักลงไปให้ชัด และปฏิบัติให้มั่นให้เด็ดเดี่ยวแน่ลงไป อย่างที่ว่าแล้วข้างต้น
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 พฤษภาคม 2009, 08:08:46 AM »

(ต่อ)




อริยสัจ คือ ธรรมที่นำเสนอเป็นระบบปฏิบัติการ

ให้มนุษย์บริหารประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ



           อริยสัจนั้น แท้จริงเป็นหลักของเหตุและผล ธรรมดาเราจะพูดเหตุก่อนแล้วจึงพูดถูกผลใช่ไหม ให้สังเกตว่าพระพุทธเจ้ากลับทรงยกเหตุขึ้นแสดงก่อน แล้วแสดงผลทีหลัง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น



            ตามปกติพระพุทธเจ้าก็ตรัสเหตุก่อนผล แต่ในกรณีนี้กลับแสดงผลก่อนเหตุ เพราะเป็นเรื่องวิธีสอน ซึ่งต้องเริ่มด้วยสิ่งที่มองเห็นอยู่ เริ่มที่ปัญหาก่อน โดยชี้ปัญหาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำความเข้าใจปัญหาแล้วจึงค้นหาสาเหตุเสร็จแล้วชี้ถึงจุดมุ่งหมาย หรือสิ่งที่ต้องการ แล้วบอกวิธีปฏิบัติที่จะให้เข้าถึงจุดหมายวิธีสอนอย่างนี้เป็นที่เร้าใจด้วย พอพูดถึงปัญหาโดยเฉพาะปัญหาของตัวเอง หรือปัญหาที่เกี่ยวกระทบถึงตัว คนก็สนใจอยากจะรู้อยากจะแก้ปัญหานั้น แล้วจึงสืบว่าปัญหานี้เกิดจากเหตุอะไร เมื่ออยากกำจัดเหตุแล้ว พอพูดถึงจุดหมายว่าดีอย่างไร คนก็อยากจะไปถึงจุดหมายนั้น แล้วจึงบอกวิธีปฏิบัติ ถ้าเราไปบอกวิธีปฏิบัติก่อน วิธีปฏิบัติอาจยากมาก คนก็ท้อใจ ไม่อยากทำ ไม่อยากไป แต่ถ้าชี้จุดหมายให้เห็นว่าดีอย่างไร ใจเขาจะใฝ่ปรารถนา ยิ่งเห็นว่าดีเท่าไร ประเสริฐอย่างไร เขายิ่งอยากไปและเต็มใจที่จะทำ เราจึงค่อยบอกวิธีปฏิบัติ ตอนนี้เขาสนใจตั้งใจเต็มที่แล้ว เขายินดีพร้อมที่จะทำสุดแรงของเขา



           ในการปลุกระดมก็ใช้วิธีนี้จึงจะได้ผล แม้จะไม่สุจริตเขามุ่งแต่จะให้สำเร็จ เพราะเป็นวิธีที่ได้ผลคือตอนต้นพูดชี้ปัญหาก่อน….. "เวลานี้มันแย่ มีปัญหาทั้งนั้น มีความยากจน มีความเดือนร้อน อะไรๆ ก็ไม่ดี มันเลวร้ายอย่างนั้นๆ" ถ้าจะปลุกระดมต้องชี้เรื่องที่ไม่ดีให้เห็นออกมาชัดๆ ว่าเยอะแยะไปหมด ร้ายแรงอย่างไร ชี้ทุกข์ให้ชัดก่อนว่า….. น่าเกลียดน่ากลัวร้ายแรงจนคนไม่พอใจมาก อยากจะแก้ไข ทีนี้ก็ชี้สาเหตุว่า นี่ตัวการ ตัวร้ายอยู่นี่ เป็นเหตุให้เกิดปัญหา ถึงตอนนี้คนก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ใจก็เกิดพลัง เกิดความตื่นเต้น เกิดเรี่ยวแรงกำลังขึ้นมาว่าต้องจัดการ กำจัดมันละนะ เราเห็นตัวการแล้ว พอคนกระหายอยากจะจัดการแล้ว ก็ชี้เป้าหมาย จุดหมายนั้นต้องชี้ให้เห็นเด่นชัดว่าดีที่สุด ใจคนก็พุ่งเป้าพร้อมเต็มที่ พอบอกวิธีปฏิบัติว่า "ต้องทำอย่างนี้ๆ ๆ ๆ" ตอนนี้วิธีปฏิบัติถึงจะยากก็ไม่กลัวแล้ว ไม่ว่าจะยากอย่างไรก็เอาทั้งนั้น ระดมกำลังเต็มที่ มรรคมาได้เลย



            รวมความว่า….. อริยสัจเป็นหลักที่เชื่อม ระหว่างความจริงของธรรมชาติ กับปฏิบัติการของมนุษย์



(มีต่อ)



ถึงจะเล่าเรียนจบหลัก ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ต่ออริยสัจ ก็ปฏิบัติไม่ถูกและไม่มีทางบรรลุธรรม



           เราจะรู้อริยสัจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้หน้าที่อริยสัจและปฏิบัติหน้าที่ต่ออริยสัจให้สำเร็จด้วย การเรียนอริยสัจโดยไม่รู้หน้าที่ต่ออริยสัจอาจจะทำให้เข้าใจสับสน



           พระพุทธเจ้าตรัสกิจ หรือหน้าที่ต่ออริยสัจสี่ไว้ครบถ้วนแล้วแต่ละอย่างๆ

           ๑. หน้าที่ต่อทุกข์ คือ "ปริญญา" แปลว่า กำหนดรู้ รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า..... "ทุกขัง ปริญเญยยัง" ภาษาพระแปลกันว่า "กำหนดรู้" ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องรู้เท่าทัน..... ปริญเญยยัง เป็นคุณศัพท์ ถ้าใช้เป็นคำนามก็เป็น ปริญญา เป็นชื่อของการสำเร็จการศึกษา

ทุกข์นั้นเป็นตัวปัญหาเป็นปรากฏการณ์ ท่านเปรียบเหมือนกับ "โรค" ในทางร่างกายของเรา เมื่อเรามีโรคเราก็จะแก้ไขบำบัดหรือกำจัดโรค แต่พอเอาเข้าจริง เรากำจัดโรคไม่ได้ เราต้องเรียนรู้จักโรค เหมือนหมอจะแก้ไขโรค ต้องกำหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นที่ไหนตรงไหน และรู้ร่างกายซึ่งเป็นที่ตั้งของโรคด้วย ทำนองเดียวกัน ทุกข์ จึงไม่ใช่เรียนเฉพาะปัญหา แต่เรียนชีวิตซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาด้วย ปัญหาเกิดที่ไหน มันเกิดที่ชีวิตหรือ เกิดในโลก เราก็ต้องรู้จักโลก รู้จักชีวิตและดูที่ชีวิต (นามรูป/ขันธ์ ๕)



           ๒. หน้าที่ต่อสมุทัย คือ "ปหานะ" แปลว่า ละ หรือ กำจัด พอรู้โรคว่าเป็นโรคอะไร จับได้แล้ว ต้องสืบหาสาเหตุของโรค ต้องจับให้ได้ เหมือนกับแพทย์ที่วินิจฉัยโรคให้ได้ สืบหาตัวสาเหตุของโรค อาจจะเป็นเชื้อโรค หรือ ความบกพร่องของอวัยวะ ไม่ใช่เชื้อโรคอย่างเดียว เมื่อมีโรคก็ต้องมี สมุฏฐาน หรือ สมุทัย นี่แหละเป็นตัวที่ต้องแก้ไข หรือกำจัด



            ๓. หน้าที่ต่อนิโรธ เรียกว่า "สัจฉิกิริยา" แปลว่า ทำให้ประจักษ์แจ้ง คือ บรรลุถึงนั่นเอง เราต้องมีเป้าหมายว่าเราจะเอาอะไร และทำได้แค่ไหน จุดหมายอะไรที่ต้องการ กำหนดให้ได้และรู้ความเป็นไปได้ในการแก้ไข คนที่ไม่มีความชัดเจนว่าต้องการอะไร มีความเป็นไปได้อย่างไร ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ แพทย์ก็ต้องวางเป้าหมายในการรักษาโรคว่าเป็นไปได้แค่ไหน เอาอะไรเป็นจุดหมายในการรักษา แล้วทำให้ได้ ให้บรรลุจุดหมายนั้น



           ๔. หน้าที่ต่อมรรค เรียกว่า "ภาวนา" แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น พอวางเป้าหมายเสร็จก็มาถึงขั้นลงมือปฏิบัติ จะผ่าตัดให้ยา และให้คนไข้ปฏิบัติตัวบริหารร่างกายอย่างไร วิธีรักษาทั้งหมดมาอยู่ในข้อ ๔ คือ มรรค เป็นขั้นที่ต้องลงมือทำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียดมากมาย



            เพราะฉะนั้น อริยสัจสี่ จึงเป็นวิธีการวิทยาศาสตร์ จะใช้ในการสอนก็ได้ ในการรักษาโรคก็ได้ แพทย์ก็ใช้วิธีการนี้ สรุปความว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ไว้สำหรับปัญญารู้ แต่สอนเรื่องสุขสำหรับให้เรามีชีวิตเป็นจริงอย่างนั้น พูดอย่างสั้นว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้ทันทุกข์ และให้การอยู่เป็นสุข หรือให้สั้นกว่านั้นอีกว่า พุทธศาสนาสอนให้เห็นทุกข์ แต่ให้เป็นสุข คือ ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น



           เพราะฉะนั้น ต้องมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่งความสุข ไม่ใช่ศาสนาแห่งความทุกข์



--------------------------------------------------------------------------------




แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา



           เพราะได้พูดแล้วว่า อริยสัจสี่ครอบคลุมหลักการของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น



--- หลัก "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์"

--- หลัก "ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"

--- หลัก "เราบัญญัติแต่ทุกข์และความดับทุกข์" หรือ

--- หลัก "อิปัปัจจยตาปฏิจจสมุปบาทกับนิพพาน"



ทุกหลักรวมอยู่ในหลักอริยสัจสี่ ทั้งนั้น



           ขอย้ำว่า "อริยสัจสี่" คือ หลักที่โยงความจริงในธรรมชาติมาสู่การใช้ประโยชน์ของมนุษย์ เพราะลำพังกฎธรรมชาติเอง ตามธรรมดาถ้าเราไม่รู้วิธีปฏิบัติ ไม่รู้จุดเริ่มต้น ไม่รู้ลำดับ เราก็สับสน



           พระพุทธเจ้าทรงต้องการให้เราได้ประโยชน์จากกฎธรรมชาติโดยสะดวก จึงนำมาจัดรูป ตั้งแบบ วางระบบไว้ให้ เรียกว่า อริยสัจสี่ โดยลำดับให้เห็นชัดเจน เป็นทั้งวิธีสอน วิธีแก้ปัญหา และวิธีลงมือทำ เมื่อทำตามหลักอริยสัจสี่ ความจริงของธรรมดาที่ยาก ก็เลยง่ายไปหมด





ความจริงมีอยู่ตามธรรมดา พระพุทธเจ้ามีปัญญา ก็มาค้นพบและเปิดเผย



            จุดเริ่มต้นนี้ชัดอยู่แล้วในพุทธพจน์ว่า "อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปปฺาทา วา ตถาคตานํ ฐิตา ว สา ธาตุ …." มีเนื้อความว่า..... "ตถาคตคือพระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ความจริงก็คงอยู่เป็นกฎธรรมดา เป็นความแน่นอนของธรรมชาติ ว่าดังนี้ๆ"



            นี่คือการมองความจริงตามแบบของพระพุทธศาสนา พุทธพจน์นี้เป็นหลักพื้นฐาน เราควรเริ่มต้นด้วยหลักนี้ นั่นคือพระพุทธศาสนามองสิ่งทั้งหลายเป็นเรื่องของธรรมชาติและกฎธรรมชาติ เป็นความจริงที่เป็นอยู่อย่างนั้นตามธรรมดาของมัน ไม่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า



            ในพุทธพจน์นี้ พระพุทธเจ้าตรัสต่อไปว่า..... "ตถาคตมารู้ความจริง ค้นพบความจริงนี้แล้ว จึงบอกกล่าว เปิดเผย แสดง ชี้แจง ทำให้ง่าย ว่าดังนี้ ๆ" พุทธพจน์นี้บอกฐานะของพระศาสดาว่า ฐานะของพระพุทธเจ้า คือผู้ค้นพบความจริง แล้วนำจริงนั้นมาเปิดเผย แสดงให้ปรากฏ พระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นผู้บัญญัติ หรือเป็นผู้สร้าง ผู้บันดาลขึ้นมาจากความไม่มี พระองค์เพียงแต่แสดงความจริงที่มีอยู่ การที่พระองค์บำเพ็ญบารมีทั้งหลายเพื่อตรัสรู้เข้าถึงความจริงที่มีอยู่เป็นธรรมดาตลอดเวลา ไม่มีใครเสกสรรค์บันดาล (ไม่มีผู้สร้าง เพราะถ้ามีผู้สร้าง ก็ต้องมีผู้ที่สร้างนั้น ถ้ามีผู้สร้างมีได้เอง ก็แน่นอนว่า สภาวธรรม ก็มีอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้สร้าง) มันไม่อยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครบิดผันเปลี่ยนแปลงมันได้ ผู้ใดมีปัญญาจึงจะรู้เข้าใจและใช้ประโยชน์มันได้



            เพราะฉะนั้น การรู้ความจริงของธรรมชาติจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เราก็จะปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายได้ถูกต้องเหมือนในทางวิทยาศาสตร์ฝ่ายวัตถุ ที่ค้นพบความจริงคือกฎธรรมชาติบางอย่าง เมื่อค้นพบแล้วก็นำเอากฎธรรมชาติส่วนนั้นมาใช้ทำอะไรต่างๆ ได้ เช่น การสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ตั้งแต่เรือกลไฟ รถยนต์ รถไฟ เรือบิน คอมพิวเตอร์ ทางวิทยาศาสตร์เอาแต่ความจริงในโลกวัตถุ ส่วนพระพุทธศาสนามองความจริงของโลกและชีวิตทั้งหมดว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่มีอยู่และเป็นไปตามธรรมดา เมื่อพระพุทธเจ้ามาค้นพบแล้วก็ทรงทำให้เข้าใจง่ายขึ้นโดยวิธีจุดรูปร่างระบบแบบแผนให้เรียนรู้ได้สะดวกและวางเป็นกฎเกณฑ์ต่างๆ นี่คือการจับเอาหลักความจริงทั้งหลายมาจัดเป็นระบบขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของเรา



            ทีนี้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย หรือกฎธรรมชาติเป็น อนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่คงที่ เกิดแล้วดับไปเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็น ทุกขัง คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็น อนัตตา ไม่เป็นตัวตนของใครที่จะไปสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้ เราจะยึดถือครอบครองไม่ได้ เพราะมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน หรือดำรงอยู่ตามสภาวะของมัน แต่แท้จริงแล้วตัวตนอย่างนั้นไม่มี มีแต่เพียงภาพปรากฎชั่วคราว ส่วนตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังคือกระบวนการแห่งความสัมพันธ์กันของสิ่งทั้งหลายที่คืบเคลื่อนไปเรื่อยๆ ภาพตัวตนที่ปรากฏนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไป



            ดังนั้นตัวตนที่แท้ยั่งยืนตายตัวที่จะยึดถือครอบครองบังคับบัญชาอะไรๆ ได้ จึงไม่มี (คำว่า อัตตา คือตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนตายตัวตลอดไป) มีแต่ภาพรวมของปรากฏการณ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลายในกระบวนการของมัน เรียกว่าเป็นเพียงสภาวธรรม ไม่เป็นตัวตนของใคร



           นี้คือความเป็นจริงของกฎธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเรื่อง "ไตรลักษณ์" เป็นหลักที่เด่นว่าสิ่งทั้งหลายนี้..... อนิจฺจํ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับหาย มีความเปลี่ยนแปลง..... ทุกฺขํ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อยู่ในภาวะขัดแย้ง ถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วยความอยาก มันก็ฝืนความปรารถนา แล้วก็..... อนตฺตา ไม่เป็นตัวตนของใครได้ ใครจะยึดถือครอบครองสั่งบังคับไม่ได้ เพราะมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน หรือดำรงอยู่ตามสภาวะของมัน

................................

อ่านเพิ่มเติมในลิ้งข้างบนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤษภาคม 2009, 08:14:48 AM โดย ดอกดินสยาม » บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 10 มิถุนายน 2009, 10:05:59 AM »

ภาวะผู้นำ
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

คลิก--->

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=1497
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 มิถุนายน 2009, 10:22:21 AM »

หนังสือเล่มอื่น ๆ ของ  "พระพรหมคุณาภรณ์"

http://www.dhammajak.net/edition/book-prayut.html
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 13 มิถุนายน 2009, 07:44:30 AM »

 คู่มือการทำความรู้สึกตัว (หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ)   คลิก --->


http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6013&sid=d7c697f3694c91e9a5df7711a8adae70
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2009, 08:24:23 AM »

มาชวนอ่านหนังสือ  "ผู้ดูผู้เป็น (หลวงพ่อคำเขียน)" ว่าด้วยการฝึกสติแบบง่าย ๆ

คลิก --->

http://www.dhammajak.net/book-kumkein/3.html

http://baanaree.net/uploads/uploads/book/Pudu%20%20Pupan.pdf

บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2009, 08:39:44 AM »

สติปัฎฐาน 4       

สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติ เป็นวิธีปฏิบัติที่นิยมกันมากเพราะเป็นการปฏิบัติที่มีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนาในตัว แม้พระพุทธองค์ยังทรงตรัสสรรเสริญไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นมรรคาเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อข้ามพ้นความโศกและความร่ำไร เพื่อความอัสดงดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรม เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้คือ สติปัฏฐาน 4”

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงตรัสถึงอานิสงส์ของผู้เจริญสติปัฏฐาน 4 ไว้ว่า
“ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน 4 นี้ตลอด 7 วัน หรืออย่างสุดตลอด 7 ปี ผู้นั้นพึงหวังผล 2 อย่าง คือ ได้บรรลุอรหันตผลในชาติปัจจุบัน หรือถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ก็เป็นพระอนาคามี”

สติปัฏฐาน 4 นี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ใน มหาสติปัฏฐานสูตร เล่ากันว่าในสมัยนั้นชาวแคว้นกุรุไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ล้วนมีร่างกายและจิตใจสมบูรณ์อยู่เป็นนิจ ด้วยเหตุว่า แคว้นนี้สมบูรณ์ด้วยสัปปายะต่างๆ มีอุตุสัปปายะเป็นต้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นความพร้อมของชาวกุรุที่มีร่างกายจิตใจสมบูรณ์และมีกำลังปัญญาสามารถเข้าใจธรรมเทศนาอันลึกซึ้งได้จึงทรงแสดงพระสูตรนี้แก่ชาวกุรุ เมื่อพุทธบริษัท 4 ในแคว้นกุรุนั้นได้รับฟังธรรมเทศนาแล้วต่างก็เจริญสติปัฏฐานอยู่เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นคนงานคนรับใช้ หรือใครๆ ก็ตาม

สติปัฏฐาน แบ่งเป็น 4 หมวด คือ

1) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
2) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
3) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
4) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงกายไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ให้รู้ เห็นตามเป็นจริงจำแนกวิธีปฏิบัติไว้ 6 อย่างคือ

1.อานาปานสติ กำหนดลมหายใจ คือ ไปในที่สงัด อาจเป็นป่าโคนไม้ เรือนว่าง หรือที่สงบวิเวก จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรงดำรงสติเฉพาะหน้า ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก โดยอาการต่างๆ คือ
เมื่อลมหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
เมื่อลมหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น

2.อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถคือเมื่อยืน เดิน นั่ง นอน หรือร่างกายอยู่ในอาการอย่างไรๆ ก็รู้ชัดในอาการที่เป็นอยู่นั้น

3.สัมปชัญญะ คือ สร้างสัมปชัญญะ (ความเป็นผู้รู้พร้อม)

4.ปฏิกูลมนสิการ คือการพิจารณาร่างกายของตนตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อันได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร

5.ธาตุมนสิการ คือ พิจารณาร่างกายของตน โดยให้เห็นแยกเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

6.นวสีวถิกา คือ มองเห็นศพที่อยู่ในสภาพต่างๆ กัน โดยระยะเวลา 9 ระยะ ตั้งแต่ตายใหม่ๆ ไปจนถึงกระดูกผุ แล้วในแต่ละกรณีนั้นให้ย้อนมานึกถึงร่างกายของตน ว่าก็จะต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

สภาพศพ 9 ระยะได้แก่
1. ซากศพที่ตายแล้ว 1-3 วัน กำลังเน่าพองขึ้นอืด เป็นสีเขียว มีน้ำเหลือไหล
2. ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่นสุนัข แร้ง กา หรือหมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ จิกทึ้งกัดกิน
3. ซากศพเหลือแต่ร่างกระดูก ยังมีเนื้อ เลือดและเส้นเอ็นรึงรัดอยู่
4. ซากศพที่ปราศจากเนื้อเหลือแต่ร่างกระดูกเปื้อนเลือด และยังมีเส้นเอ็นรึงรัดอยู่
5. ซากศพที่ปราศจากเนื้อและเลือด เหลือแต่ร่างกระดูกมีเส้นเอ็นรึงรัดอยู่
6. ซากศพที่เหลือแต่กระดูก กระจัดกระจายไปในทิศทางต่างๆ
7. ซากศพที่เป็นท่อนกระดูกสีขาวเหมือนสังข์
8. ซากศพที่เหลือเพียงท่อนกระดูกกองเรี่ยราดเป็นเวลาเกิน 1 ปีไปแล้ว
9. ซากศพที่เหลือเพียงท่อนกระดูกผุละเอียดแล้ว

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นเพียงเวทนาไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา คือ เมื่อเกิดความรู้สึกสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นชนิดสามิสและนิรามิสก็รู้ชัดตามที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิตให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิตไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ หลุดพ้น ยังไม่หลุดพ้น ฯลฯ ก็รู้ชัดตามที่มันเป็นอยู่ในขณะนั้นๆ

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา คือมีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่
1. นิวรณ์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่านิวรณ์ 5 (ได้แก่ กามฉันทะ พยาบาท ความหดหู่ง่วงเหงา ความฟุ้งซ่านกังวลใจ ความลังเลสงสัย) แต่ละอย่างๆ มีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร ที่ละได้แล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างไร รู้ชัดตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ
2. ขันธ์ คือ กำหนดรู้ว่าขันธ์ 5 แต่ละอย่างคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ดับไปได้อย่างไร
3. อายตนะ คือ รู้ชัดในอายตนะภายในภายนอกแต่ละอย่างๆ รู้ชัดในสัญโยชน์ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอายตนะนั้นๆ รู้ชัดว่าสัญโยชน์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วละเสียได้อย่างไร ที่ละได้แล้วไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปอย่างไร
4. โพชฌงค์ คือ รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า โพชฌงค์ 7 (องค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธรรมวิจัย วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา) แต่ละอย่างๆ มีอยู่ในใจตนหรือไม่ ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญเต็มบริบูรณ์ได้อย่างไร
5. อริยสัจ คือ รู้ชัดอริยสัจ 4 แต่ละอย่างๆ ตามความเป็นจริง ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร

หมายเหตุ เรียบเรียงจาก
1. มหาสติปัฏฐานสูตร พระสุตตันตปิฏก ทีฆนิกาย มหาวรรค
2. พุทธธรรม พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
3. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระเทพเทวี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ที่มา : ธรรมะสว่างใจ ฉบับที่ 15
 
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
ดอกดินสยาม
Hero Member
*****
กระทู้: 5935


เมื่อมวลชนตื่นรู้ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น !


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2009, 08:44:17 AM »

ฟังด้วยเสียงจากดังตฤน คลิก

http://dungtrin.com/sati/sound.htm
บันทึกการเข้า


ประชาธิปไตยที่แท้จริง,สังคมสวัสดิการ
ผลึกองค์ความรู้สังคมการเมืองใหม่
มาจากการรวมกลุ่มของคนเล็กคนน้อย
เส้นทางใหม่ของกลุ่มผลประโยชน์-พรรคมวลชน
 

http://www.oknation.net/blog/powerofidea
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=balanceofsociety
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2009, 17:54:27 PM »

ข้อปฏิบัติในการใส่บาตร

1. การนิมนต์พระ  หลังจากที่เราเตรียมสำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระที่จะเดินบิณฑบาตผ่านมาการยืนรอพระในขั้นตอนนี้ ควรศึกษาให้ดีเสียก่อนว่าเส้นทางนี้มีพระเดินผ่านหรือไม่ ไม่ใช่ว่าไปรอบนทางสายเปลี่ยวที่ไม่มีพระเดินผ่าน คงไม่ได้ใส่กันพอดี รอซักพักพอมีพระเดินมาก็นิมนต์ท่าน การนิมนต์ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/ค่ะท่าน" แค่นี้พระท่านก็ทราบแล้ว ตอนเป็นพระเคยเดินบิณฑบาตที่ตลาดเขมรโยมนิมนต์ด้วยถ้อยคำอันรื่นหูว่า "ท่านเจ้าประคุณเจ้าค๊ะ นิมนต์เจ้าค่ะ" (ใช้คำไฮโซมาก) มีอีกทีนึงโยมใช้คำว่า "นิมนต์เจ้าค่ะพระอาจารย์" (เอ่อ โยมอาตมาเพิ่งบวชมาได้อาทิตย์เดียวเอง) การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวมและใช้เสียงดังพอประมาณ โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดังซะ "นิ โมนน!!" (แง้ ทำไมต้องตะคอกใส่เราด้วย - -") การนิมนต์ควรสังเกตอายุของพระด้วย ถ้าอายุน้อยกว่าเราหรือว่าเยอะกว่าไม่มากก็เรียกว่า "หลวงพี่" ถ้ามีอายุหน่อยก็เรียก "หลวงน้า" ถ้าแก่พรรษามากก็เรียก "หลวงตา" หรือนอกจากนี้ก็อาจจะเรียก"หลวงอา หลวงลุง หลวงปู่" ฯลฯ แล้วแต่จะลำดับญาติ อย่างฉันปีนี้อายุ ๒๓ ปี หน้าตาค่อนข้างเด็ก แต่เคยมีโยมเรียกใช้คำว่า "นิมนต์ค่ะ หลวงลุง" ทำเอาเสีย self จนอยากสึกออกไปทำ baby face โยมบางคนคงเขินอายพระ เนื่องจากไม่ค่อยได้ใส่บาตรเท่าไรเวลาพระเดินมาก็ยื่นมือออกมาทำท่ากวักๆ ทำเหมือนพระเป็นรถเมล์ หลังจากนิมนต์พระก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือ

2. การจบ อันนี้ไม่ได้หมายความว่าเรื่องจบแล้วนะ การจบ หมายถึง การเอามาทูนไว้ที่หัวแล้วอธิษฐาน การจบควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ต้องอธิษฐานนานจนเกินไป เคยมีโยมนิมนต์ไปรับบาตรไอ้เราก็เดินไปเปิดฝาบาตรรอรับ โยมก็จบอยู่ ขอบอกว่านานมากกกกกกก นานจนรู้สึกได้ นานจนอดคิดไม่ได้ว่า "โยมขออะไรเราน้า?"

3. การถอดรองเท้าเพื่อยืนด้วยเท้าเปล่า จริงๆแล้ว จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือเป็นการให้ความเคารพพระสงฆ์โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่าน เพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตจะเดินเท้าเปล่า แต่มีญาติโยมบางคนไม่เข้าใจเกี่ยวกับการถอดรองเท้าซึ่งมีหลายประเภทเหมือนกัน เช่น บางคนถอดรองเท้าอย่างเรียบร้อยแต่ยืนกลับยืนบนรองเท้าตัวเอง - -" (สูงกว่าเดิมอีก) บางคนถอดรองเท้าและยืนบนพื้นจริง แต่ว่าตัวเองยืนบนฟุตบาท พระยืนบนพื้นถนนซะงั้น (หนักกว่าเก่า)
เคยมีเรื่องเล่าว่า มีโยมคนนึงยืนใส่บาตรพระ พระเห็นว่าโยมใส่รองเท้าเลยแนะนำโยมไปว่า
พระ : "โยม อาตมาว่าโยมควรถอดรองเท้าใส่บาตรนะ" โยมมีสีหน้าตกกะใจ ตอบพระไปว่า
โยม : "เอ่อ จะดีเหรอค๊ะ"
พระ : "ไม่เป็นไรหรอกโยม" โยมก็จัดแจงถอดรองเท้า ยกขึ้นมาพร้อมกับถามพระว่า
โยม : "จะให้ใส่ข้างเดียวหรือว่าสองข้างเลยค๊ะ"
"อีบ้า!! ท่านหมายถึงถอดรองเท้าเวลาใส่บาตร ไม่ใช่ถอดรองเท้าเอามาใส่ในบาตรโว้ย" อันนี้เป็นเรื่องที่หลวงน้าท่านนึงเล่าให้ฟังระหว่างฉันเพล  พอถอดรองเท้าเสร็จก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สี่

4. การใส่บาตร อันนี้ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของการใส่บาตรเลยทีเดียว สิ่งสำคัญที่ทุกคนมองข้ามก็คือควรดูว่าของที่นำมาใส่บาตรนั้นเสียรึเปล่า บางคนมีเจตนาอยากทำบุญดี แต่ดันไปซื้อของเสียมาใส่บาตรพระฉันไปเข้าห้องน้ำไป พวกร้านค้าก็จริงๆ บางครั้งเอาของค้างคืนมาขายเอากำไร ไม่สนใจพระเจ้าเห็นแก่ตัว หากินกับพระ ก็ฝากด้วยนะครับ เดี๋ยวทำบุญจะได้บาปเปล่าๆ นอกจากนี้ ของที่นำมาใส่ ถ้าเพิ่งปรุงสุกเสร็จควรดูด้วยว่ามันร้อนมากรึเปล่า เคยมีโยมใส่แกงร้อนมากๆๆ บาตรเกือบหล่น ทั้งนี้เพราะบาตรทำจากโลหะ นำความร้อนได้ดี ปริมาณไม่ควรมากจนเกินไป เคยมีโยมใส่บาตรด้วย "กล้วย ๓ หวี" กล้วยเล็บมือนาง กล้วยไข่ อาตมาไม่ว่า แต่นี่ใส่ "กล้วยหอม" (อันนี้เกิดกับตัวเองจริงๆ) คิดดู "กล้วยหอม ๓ หวี" อยู่ในบาตร หนักม๊ากกกก จนอยากบอกโยมว่า "โยม อาตมาไม่ใช่ช้าง"
การใส่ก็ควรวางในบาตรด้วยอาการสำรวม โยมผู้หญิงบางคนกลัวโดนพระจัด พอถุงกับข้าวถึงแค่ปากบาตร ก็ปล่อยลงมา ตุ๊บ!! นึกว่ากาลิเลโอกลับชาติมาทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลก" (วางดีๆก็ได้ 555555555) ขั้นตอนต่อไปคือ

5. การรับพร หลังจากใส่บาตรเสร็จ พระสงฆ์ส่วนมากก็จะให้พรเราเป็นญาติโยม ก็ประนมมือรับพรกันตามระเบียบ โดยอาจยืนหรือนั่งยองๆ ก็ได้ ก้มหัวแต่พองาม
เคยมีโยมยืนประนมมือ แต่ก้มหน้ามาแทบชนพระ ห่างจากหน้าพระประมาณคืบเดียว (ไม่ต้องใกล้ชิดศาสนาขนาดนั้นก็ได้โยม) ตอนนั้นให้พรเบาๆ เพราะไม่มั่นใจเรื่องกลิ่นปาก) ถ้าเป็นโยมผู้หญิงก็นั่งให้เรียบร้อยเหมาะสมระหว่างนี้ก็อุทิศส่วนกุศลให้คนที่รัก เจ้ากรรมนายเวรและอื่นๆ ก็ว่ากันไป

การใส่บาตรที่อยากแนะนำก็มีประมาณเท่านี้ ขั้นตอนการทำบุญง่ายๆ ตื่นเช้ามาใส่บาตรกันเถอะค๊ะ
บันทึกการเข้า
14
Sr. Member
****
กระทู้: 816


ดูรายละเอียด
« ตอบ #12 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2009, 18:00:48 PM »

รักแม่มากๆ นะคะ
 
บทความนี้....ทำไมถึงทำให้คน ใจดำ เปลี่ยนแปลงตัวเอง....เพราะอะไร??

เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจดำครับ แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับแต่   แม่แกบอกมันบาปนะลูก(ไม่สนโว้ย)
เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับมันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆบ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆแต่ กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก 'กูกินไม่ลงว่ะ'
แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง (สงสัยมีของ) มันไปหาของกินทีบางทีก็ได้บางทีก็ไม่ได้
คราวนั้นเนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับเพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก
แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย) แกทิ้งไว้ตรงนั้นไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ (แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) ให้ผมเฝ้าไว้ (ยังเด็กอายุแค่12) ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย) มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมาให้ ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น 'ทำไมมันไม่ตายวะ'
พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า
แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น ..............................................

หมาขี้เรื้อนกำลังจะตายมันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา) ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูกมัน
เรียกลูกๆเพื่อให้นม ให้อาหาร เป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด
มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย

ไม่อยากเชื่อนั่นคือน้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย

พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอสายตาอ่อนโยนลง
ลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งไปหาแกกระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า 'ขอโทษ' พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย เราช่วยกันฝังแม่หมา
แกรับเลี้ยงหมานั่นไว้ ทั้ง5ตัวตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดีไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีกแกบอก 'มันอาจมีลูกรออยู่ก็ใด้'
เมื่อ 12 สิงหา 2 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า  'แม่ตอนผมอายุ16 แม่สอนผมยังไงนะสอนอีกหนใด้ไหมครับ'
แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อแม่หมาขี้เรื้อนตายไป1ตัว กลับทำให้คนใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปขนาดนี้   
… รักแม่ . . .   
ขอขอบคุณเจ้าของเรื่องที่ copy ส่งมาให้   
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP จดโดเมน และโฮสติ้ง | บริษัท Voip และ Asterisk | โทรศัพท์ voip ราคาถูก | หัดใช้ Asterisk ด้วยตัวเอง
Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2006-2009, Simple Machines
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!